วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

เยือนบรัสเซล

เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่1 เยือนกรุงบรัสเซล แดนสวรรค์ของผู้หลงใหลช็อกโกแลต ไม่ว่าจะเดินไปไหนต้องเจอะกับช็อกโกแลตหน้าตาชวนน้ำลายย้อย
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต เยือน บรัสเซล
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 1 เยือน บรัสเซล
หากเอ่ยถึงประเทศเบลเยียม คงเป็นแดนสวรรค์แห่งผู้ที่หลงใหลช็อกโกแลตเป็นอย่างมาก เพราะทั้งประเทศไม่ว่าจะเดินไปตามตรอกซอกซอยไหน เป็นอันต้องเจอะกับร้านขายช็อกโกแลตที่หน้าตาสวยงามชวนน้ำลายย้อย เนื่องจากประเทศเบลเยียมนั้นเลื่องชื่อในด้านของการผลิตช็อกโกแลตรสเลิศ แถมรูปลักษณ์นั้นสุดแสนจะน่าหม่ำ
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 1 เยือน บรัสเซล
ประเทศเบลเยียม หรือ ราชอาณาจักรเบลเยียม ตั้งอยู่ในทวีปยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ มีกรุงบรัสเซลส์เป็นเมืองหลวง เบลเยียมมีอาณาเขตติดกับประเทศ เนเธอร์แลนด์ เยอรมันนี ลักเซมเบิร์ก และฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านภาษาเป็นอย่างมาก ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาดัตช์ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ซึ่งจะมีการแบ่งเขตของการใช้ภาษาอย่างชัดเจนเช่น ภาษาดัตช์จะใช้กันทั่วไปทางตอนเหนือ ภาษาฝรั่งเศสจะใช้กันทางตอนใต้ และภาษาเยอรมันใช้กันทางตะวันออก
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 1 เยือน บรัสเซล
ส่วนภาษาที่ใช้อย่างเป็นทางการนั้นใช้ได้ทั้งสองภาษา คือ ดัตช์ และฝรั่งเศส สถานที่ท่องเที่ยวในเบลเยียมนั้นมีมากมาย อีกทั้งยังเป็นแดนแห่งศิลปินที่มีศิลปะและสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่น่าสนใจไม่ น้อยหน้าชาติใดในยุโรปอีกด้วย
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 1 เยือน บรัสเซล
Brussels หรือ Bruxelle (กรุงบรัสเซล) เป็นเมืองหลวงของประเทศเบลเยียมที่มีขนาดไม่ใหญ่โตอะไรมากมาย แต่เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,000 ปี อีกทั้งเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการที่มีความสำคัญของสหภาพยุโรป อย่างเช่น สำนักงานใหญ่ของสหภาพยุโรป (EU) และองค์การ Nato ซึ่งในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลั่งใหลไปเยือนเมืองหลวงแห่งนี้เป็นจำนวนมาก
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 1 เยือน บรัสเซล
อาคารบ้านเรือนดูสวยเรียบร้อยเป็นระเบียบ เหมือนมีการจัดการวางแผนไว้ก่อนการปลูกสร้าง ศูนย์กลางของเมืองที่มีความคึกคักเห็นจะอยู่ที่ จัตุรัสกรองค์ปลาซ
Grand Palace หรือ Grong Plas (แกรนด์ พาเลส หรือ ออกสำเนียงตามชาวเบลเยียมว่า “กรองค์ปลาซ”) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของกรุงบรัสเซล ที่เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวต้องมาเยือน
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 1 เยือน บรัสเซล

เสเน่ห์ของจัตุรัสแห่งนี้ อยู่ที่ตึกโบราณสไตล์ผสมระหว่างบาร็อกกอธิค และนิโอกอธิค โอบกอดลานกว้างแห่งนี้ไว้ทั้งสี่ด้าน ความงามของสถาปัตยกรรมโบราณ ที่มีความวิจิตรอ่อนช้อยในทุกรายละเอียด ทำให้ทึ่งจนเกือบหยุดหายใจ พลันคิดไปว่า โอ้แม่เจ้า… สถาปนิกในสมัยโบราณนี่ช่างเป็นอัจฉริยะบุคคล ควรค่าแก่การยกย่องจริงๆ แล้วศรรักก็ปักทะลุกลางอกในทันที
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 1 เยือน บรัสเซล
เค้าว่ากันว่า หากมา กรุงบรัสเซล แล้วสิ่งที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง ก็คือ ไปดูเด็กยืนฉี่ ไอ้เราก็เอ๊ะ…เด็กจะฉี่ก็ช่างเด็ก ทำไมต้องไปดูด้วย แต่…เอาก็เอา มาแล้วนี่ เดี๋ยวจะตอบเค้าไม่ถูกว่าฉี่ท่าไหน เลยเดินไปดูกับเค้าบ้าง อืม…น้ำพุนี่นา
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 1 เยือน บรัสเซล
Manneken Pis (แมนเนคิน พิส) คือ น้ำพุเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมตึกร้านขายช็อกโกแลต มีรูปปั้นทองแดงของเด็กผู้ชายกำลังยืนฉี่ พ่นเป็นสายน้ำพุออกมา หน้าตาสบายอกสบายใจ ตำนานมีอยู่ว่า เมื่อครั้งที่กรุงบรัสเซลยังตกอยู่ในการทำสงคราม และถูกฝ่ายตรงข้ามแอบนำระเบิดมาวางไว้ที่กำแพงเมือง เพื่อการโจมตี แต่มีเด็กน้อยนามว่า จูเลียนสกี (Julianske) ไปพบสายชนวนระเบิดที่กำลังติดไฟ จึงปัสสาวะรดซะเลย ทำให้สามารถป้องกันเมืองบรัสเซลทั้งเมืองไว้ได้ ชาวเมืองจึงแกะสลักรูปปั้นไว้ เพื่อเป็นตัวแทนในการยกย่องและระลึกถึงความกล้าหาญ
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 1 เยือน บรัสเซล
ประติมากรรมชิ้นแรกเริ่มนั้น แกะสลักจากหิน ในศตวรรษที่ 14 แต่ได้ถูกขโมยไปหลายครั้ง จึงทำการสร้างใหม่ ในปัจจุบันหล่อโดยช่างหล่อชาวฝรั่งเศส นามว่า เจอโรม ดูเกสนอย และ นำมาติดตั้งประมาณปี ค.ศ.1618 ที่นี่จึงเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่ง ของประเทศเบลเยียมเลยทีเดียว อืม…แปลกดีแฮะ แต่ก็น่ารักดี
ยืนดูเจ้าหนูน้อยจูเลียนสกีจนหนำใจแล้วต้องรีบเคลื่อนทับก่อนที่จะเริ่ม รู้สึกปวดตาม มุ่งหน้าสู่อีกสถานที่หนึ่งที่เปรียบเสมือนเป็นแลนมาร์กของกรุงบรัสเซล
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 1 เยือน บรัสเซล

Atomium (อะโตเมียม) สถาปัตยกรรมลูกเหล็กทรงกลม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์รูปโครงสร้างอะตอมที่ขยายขนาดใหญ่หลายล้านเท่า ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นหอแสดงนิทรรศการงาน Expo ในปีค.ศ. 1958 มีความสูงราว 108 เมตร ประกอบด้วยลูกบอลเหล็ก 9 ลูก น้ำหนัก 2,400 ตัน โดยเชื่อมต่อลูกเหล็กแต่ละลูกด้วยท่อเหล็กขนาดใหญ่ ลูกบอลแต่ละลูกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 18 เมตร ภายในทางเดินเป็นบันไดเลื่อนที่มีความทันสมัย มีจุดชมวิว ห้องอาหาร และห้องแสดงงานศิลปะหมุนเวียน
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 1 เยือน บรัสเซล
อะโตเมียม เป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายในเชิงคุณค่าของการก้าวกระโดด สู่ยุคเทคโนโลยีใหม่หลังสงครามโลกของประเทศเบลเยียม รัฐบาลได้บูรณะใหม่ทั้งภายนอก และภายในเมื่อปีค.ศ. 2003 นี่เอง และได้มีงานฉลองอายุครบ 50 ปี ไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
หลังจากตะลอนทัวร์จนฉ่ำปอดที่ กรุงบรัสเซล ขอพักเอาแรงสักงีบก่อนเดินทางต่อ เมืองบรูจจ์ จะสวยงามแค่ไหน แล้วเราจะตกหลุมรักอีกหรือไม่ ต้องตามต่อกันในตอนที่สอง…
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 1 เยือน บรัสเซล

Le Pre Grille จานเด็ดดั้งเดิมของฝรั่งเศส


Le Pre Grille จานเด็ดดั้งเดิมของฝรั่งเศส
        นับวันจะหาอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมกินได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเชฟรุ่นใหม่ที่ร่ำเรียนจากโรงเรียนการครัวรุ่นใหม่ ต่างพากันให้ความสำคัญอาหารแนวใหม่ ที่เน้นในเรื่องของรูปแบบที่แปลกใหม่ โดยใช้วัตถุดิบจากตะวันออกไกลบ้าง แนวทางของอาหารญี่ปุ่นบ้าง หรืออาหารในแบบแหวกแนวที่เรียกกันว่า “ฟิวชั่น” บ้าง มาใช้ในรูปแบบอาหารของตนเป็นส่วนใหญ่
       แม้กระทั่งในปารีสเอง จะหาอาหารแบบดั้งเดิมก็ยากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน แถมคนรุ่นใหม่ไม่ให้ความสนใจเพราะเห็นเป็นของพื้นๆ บ้าง ไม่โก้เก๋สวยงาม เหมือนอาหารแนวใหม่
       Jai Lafon หนุ่มเลือดไทยที่ไปเติบโตในฝรั่งเศส และมีโอกาสได้ฝึกปรืออาหารพื้นบ้านจานเด็ดของฝรั่งเศสนานนับสิบปี จากอาชีพสูทกร ได้รับความรู้ในการปรุงอาหารจานดั้งเดิมของแคว้นต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมทั้งในหมู่ชาวฝรั่งเศสเองและชาวตะวันตก อันเป็นอาหารจานขึ้นชื่อ ไม่ว่าจะเป็นของเบอร์กันดี โพวองซ์ และอาหารจานอร่อยๆ จากเมืองบอร์โดซ์และตูลูส ที่ล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เมื่อเชฟ Jai กลับสู่มาตุภูมิก็ได้นำความรู้และประสบการณ์ติดตัวกลับมา เปิดเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสแนวดั้งเดิมที่กรุงเทพฯ โดยใช้ชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Le Pre Grille
       รายการอาหารของที่นี่ เมื่ออ่านดูแล้วก็น่าดีใจไม่น้อย ที่ได้เห็นรายชื่ออาหารที่ขึ้นชื่อของที่ต่างๆ ในฝรั่งเศส ซึ่งปกติจะหาได้ไม่ง่ายนัก แม้จะเป็นร้านในปารีสก็ตาม อย่างเช่น
       Terrine de Foie Gras เป็นอาหารจานเรียกน้ำย่อยที่โก้เก๋มากในอดีต โดยใช้ตับมันของเป็ดขุนยกยวงซึ่งเป็นผลผลิตของชาวเมืองตูลูส มาหมักด้วยเหล้าที่ให้กลิ่นหอมและดับคาว ปรุงด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ แล้วนำไปอัดใส่พิมพ์ ตุ๋นด้วยไฟรุมๆ จนตับค่อยๆ สุกเป็นสีเนื้ออมชมพู เก็บไว้กินได้นานๆ เวลาจะกินต้องฝานเป็นชิ้นย่อมๆ โดยปาดกินกับขนมปังเมลบาโทสต์ เคียงด้วยผลไม้กวนรสหวานอมเปรี้ยว เรียกน้ำย่อยได้ดีเยี่ยม

Le Pre Grille จานเด็ดดั้งเดิมของฝรั่งเศส
        Les Escarcots de Bourgogne หอยทากจากฝรั่งเศส อาหารจานขึ้นชื่อจากแคว้นเบอร์กันดี โดยนำเอาเนื้อหอยทากออกจากเปลือก มาทำความสะอาดจนหมดจด คลุกกับเนยสด กระเทียม ผักชี สับละเอียดและพริกไทยแล้วนำกลับไปบรรจุในเปลือก อบจนสุกได้ที่หอมคลุ้ง ให้รสชาติออกเค็มนิดๆ ช่วยขับรสชาติของเนื้อหอยที่เด้ง นุ่ม กินเพลินๆ กับBaquette ขนมปังฝรั่งเศสแท่งยาวเปลือกหนาได้จนหมดจาน
       Les Cuisses de Grenouille a La Provencale ขากบอวบเนื้อแน่น ทอดด้วยน้ำมันมะกอกพอสุกเหลืองหอม ราดด้วยกระเทียมและผักชีสับละเอียดที่ผัดด้วยน้ำมันมะกอก ใส่ไวน์ขาวที่ให้ทั้งความหอมและช่วยชูรสให้เนื้อน่องกบหวานยิ่งขึ้น เคียงด้วยสลัดผักโขมราดด้วยเดรซซิ่งรสจัดแบบฝรั่งเศส เป็นอาหารจานเด็ดของโพรวองซ์ที่ชวนกินไม่น้อย
       La Bouillabaisse ซุปค่อนข้างข้นที่อุดมไปด้วยสัตว์สดๆจากทะเล ทั้งกุ้ง หอยเชลล์ หอยแมลงภู่ ปลาหมึก และปลาโอ หั่นเป็นชิ้นๆพอคำ เริ่มจากการปรุงด้วยความละเมียดละไม ใช้ทั้งหอมหัวใหญ่ มะเขือเทศสุกงอม มันฝรั่ง เฟนแนล และสมุนไพรสดต่างๆ มาเคี่ยวต้มจนได้น้ำซุปรสหวานหอม จากนั้นนำมาต้มพร้อมกับปลาสดและแซฟฟรอน ผสมเนื้อมันฝรั่งบดลงไปด้วยกัน จนได้น้ำซุปที่ทั้งข้นทั้งหอม ให้ความหวานตามธรรมชาติจากเครื่องปรุง เป็นจานพิเศษที่ปกติจะหากินได้ในแคว้นโพรวองซ์โดยเฉพาะที่เมืองมาร์คเชยย์ อันเป็นเมืองต้นตำรับ

Le Pre Grille จานเด็ดดั้งเดิมของฝรั่งเศส
        Le Confit de Cuisse de Canard อาหารจานขึ้นชื่อของภาคตะวันตกเฉียงใต้ละแวกตูลูสขึ้นไปจนถึงบอร์กโดซ์ ใช้ชิ้นสะโพกเป็ดทั้งหนังมาหมักเกลือเม็ดข้ามคืน จนความเค็มซึมเข้าถึงเนื้อใน เมื่อจะปรุงก็นำมาล้างเกลือลอกขนหมดจด นำไปทอดในน้ำมันจนสุกเหลืองทั้งชิ้น ให้หนังกรอบหอม เนื้อในยุ่ยนุ่ม ได้รสชาติของเกลือที่ค้างอยู่ พอได้รสเค็มเล็กน้อย วางมาบนมันฝรั่งสุกที่ใช้มันฝรั่งต้มแล้วนำเนื้อไปผัดกับน้ำมันจนได้ความหอม ปรุงรสเล็กน้อยแล้วนำไปใส่พิมพ์ อบอีกครั้งจนร้อนได้ที่ วางชิ้นสะโพกเป็ดทอดทับหน้าเป็นเสร็จ อาหารจานนี้หากินอร่อยๆ แบบนี้ได้ไม่ง่ายนัก
       Le Tournedos Rossini สเต็กเนื้อสันในง่ายๆ แต่ต้องใช้เครื่องปรุงและวัตถุดิบที่ดีเยี่ยม ประกอบกับฝีมือในการปรุงและเวลาที่พอดิบพอดี จึงจะได้สเต็กจานอร่อยสุดยอด เลือกใช้เนื้อสันในโคขุนพันธุ์ Angusจากออสเตรเลีย มาทอดด้วยเนยชั้นเยี่ยม เวลาพอเหมาะพอดีทั้งสองด้าน ระหว่างนั้นนำ ตับมันของเป็ดขุนที่หั่นเป็นชิ้นและแช่ในเหล้า Madereoe นำมาซับแตะแป้งเบาๆ แล้วทอดพอสุกข้างนอกเหลือง วางบนชิ้นเนื้อ ราดด้วยน้ำเกรวี่สูตรของร้าน ได้ความอร่อยจากเนื้อที่สุกกำลังพอเหมาะหวานนุ่มเคี้ยวง่าย เสริมรสชาติด้วยตับมันที่หอมมัน เป็นอาหารจานพิเศษที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบทั้งเนื้อสันในและตับมัน
       L’ile Flottant ของหวานโบราณที่ใช้ไข่ขาวมาตีกับน้ำตาลจนขึ้นเป็นโฟมฟูเบาบางแต่เนื้อแน่นเป็นก้อน นำมาลอยในครีมวานิลลา ที่ทั้งหอมและหวานมัน เป็นของหวานที่ให้ทั้งความอร่อยและไม่หนักท้อง
       Crepe Suzette ของหวานขึ้นชื่ออีกอย่างของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ด้วยการทำแป้งอย่างบาง ราดด้วยน้ำซอสทำจากน้ำส้มสดคั้นเคี่ยวจนข้นพร้อมกับเนยและน้ำตาลจนงวดข้น เพิ่มกลิ่นหอมด้วยเหล้า Grand Manier แล้วจุดไฟจนเปลวลุกโพลง ราดลงบนแผ่นขนมจนชุ่มฉ่ำจะได้กลิ่นไหม้เล็กน้อย วางลอยหน้ามาด้วยไอศกรีมวานิลลา ได้ความอร่อยจากรสอมหวานอมเปรี้ยว ทั้งหอมทั้งมัน ชวนกินไม่รู้เบื่อ

ประเทศฝรั่งเศส (France)

พื้นที่
ฝรั่งเศสมีพื้นที่ 550,000 ตารางกิโลเมตร นับเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก (ประมาณเกือบหนึ่งในห้าของพื้นที่ของสหภาพยุโรป) อีกทั้งยังมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่กินอาณาบริเวณกว้างขวาง (เขตเศรษฐกิจจำเพาะมีพื้นที่ทั้งสิ้น 11 ล้านตารางกิโลเมตร)
 ภูมิประเทศ
พื้นที่ประมาณสองในสามของประเทศฝรั่งเศสเป็นที่ราบ เทือกเขาที่สำคัญได้แก่ เทือกเขาแอล์ปซึ่งมียอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรป คือ ยอดเขามงต์บลองก์ (Mont-Blanc) สูง 4,807 เมตร เทือกเขาปิเรเนส์ เทือกเขาจูรา เทือกเขาอาร์แดนส์ เทือกเขามาสซิฟ ซองทราลและเทือกเขาโวจช์ ประเทศฝรั่งเศสมีชายฝั่งทะเลอยู่ถึง 4 ด้าน คิดเป็นความยาวรวมทั้งสิ้น 5,500 กิโลเมตร (ทะเลเหนือ ช่องแคบอังกฤษ มหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน)
 ภูมิอากาศ
มี 3 แบบคือ
  1. แบบชายฝั่งทะเลตะวันตก (บริเวณตะวันตกของประเทศ)
  2. แบบเมดิเตอร์เรเนียน (ทางตอนใต้ของประเทศ)
  3. แบบภาคพื้นทวีป (ทางตอนกลางและภาคตะวันออกของประเทศ)
สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
พื้นที่เกษตรกรรมและทำป่าไม้มีประมาณ 48 ล้านเฮกตาร์ คิดเป็นร้อยละ 82 ของพื้นที่โดยรวมทั้งประเทศ (เฉพาะฝรั่งเศสส่วนภาคพื้นทวีป)
พื้นที่ป่ามีประมาณร้อยละ 30 และนับว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสหภาพยุโรปรองจากสวีเดนและฟินแลนด์ ตั้งแต่ปี 1945 พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 46 และถ้าพูดถึงในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา นับว่าเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว
ฝรั่งเศสมีความแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆในยุโรปเพราะมีพันธุ์ไม้มากถึง 136 ชนิด ในส่วนของสัตว์ใหญ่ก็เพิ่มจำนวนขึ้น ภายในช่วงระยะเวลา 20 ปี จำนวนของสัตว์ประเภทกวางเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า
ประเทศฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับมรดกทางธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ จึงได้มีการจัดตั้ง
  • อุทยานแห่งชาติ 7 แห่ง
  • ป่าสงวน 156 แห่ง
  • เขตรักษาพันธุ์พืชและสัตว์ป่า 516 แห่ง
  • รวมทั้งประกาศให้พื้นที่อีก 429 แห่งเป็นเขตอนุรักษ์อยู่ภายใต้การดูแลของสถาบันอนุรักษ์ชายฝั่งทะเล
  • นอกจากนี้ยังมีอุทยานธรรมชาติตามภูมิภาคต่างๆ อีกกว่า 37 แห่งซึ่งกินพื้นที่กว่าร้อยละ 7 ของประเทศ
งบประมาณจำนวน 32 พันล้านยูโรได้รับการจัดสรรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเมื่อคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อประชากรจะเท่ากับ 516 ยูโร ทั้งนี้ 3 ส่วน 4 ของเงินข้างต้นจะเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของการบำบัดน้ำเสียและการจัดการของเสียต่างๆ
ในระดับนานาชาติ ฝรั่งเศสเป็นภาคีของสนธิสัญญาและอนุสัญญาทางด้านสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ รวมทั้งอนุสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพและการแปรสภาพเป็นทะเลทราย
ทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.environnement.gouv.fr

เพลงชาติและคำขวัญ
ลา มาร์เซยแยส (La Marseillaise) เป็นเพลงชาติของฝรั่งเศสมาตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 1795 แต่เดิมเพลงนี้มีชื่อว่า Chant de guerre pour l’armée du Rhin ซึ่งประพันธ์ขึ้นที่เมืองสตราสบูรก์เมื่อปี 1792 คำขวัญของสาธารณรัฐฝรั่งเศสคือเสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ
 ธงชาติของฝรั่งเศส
วันคริสต์มาสแต่เดิมสีน้ำเงินแดงเป็นสัญลักษณ์ของกองกำลังรักษากรุงปารีส ต่อมาในปี 1789 นายพลลาฟาแยตต์เพิ่มสีขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ นับแต่นั้นมาสีน้ำเงินขาวแดงจึงเป็นสีของธงชาติและกลายเป็นสัญลักษณ์ของสาธารณรัฐฝรั่งเศส
วันชาติ
14 กรกฎาคม
 ประชากร
  • ประชากรจำนวน 62.2 ล้านคน (ปี 2005)
  • ความหนาแน่นของประชากร 96 คนต่อตารางกิโลเมตร
  • เมืองมีประชากรมากกว่า 100,000 คนมีถึง 57 เมือง
เมืองที่มีประชากรมากที่สุดห้าอันดับแรกคือ

t1


การแบ่งส่วนการปกครอง

france-map
สาธารณรัฐฝรั่งเศสประกอบด้วย
  • ส่วนที่อยู่บนภาคพื้นทวีป (แบ่งเป็น 22 มณฑลและ 96 จังหวัด)
  • จังหวัดโพ้นทะเล (DOM) 4 จังหวัดได้แก่ กัวเดอลูป มาร์ตินิก เฟรนช์เกียนาและลา เรอูนียง
  • ดินแดนโพ้นทะเล (TOM) 5 แห่งได้แก่ เฟรนช์ โปลิเนเซีย, วาลลิสและฟูตูนา, มายอตต์, แซงต์-ปิแอร์-เอต์-มิเกอล็ง, เฟรนช์ เซาเทิร์นและแอนตาร์กติก แทร์ริทอร์รีส์
  • ดินแดนที่มีสถานภาพพิเศษอีก 1 แห่งคือ นิวแคลิโดเนีย
ประเทศฝรั่งเศส แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
  1. เทศบาล เป็นองค์การปกครองส่วนที่เล็กที่สุด จำนวนประมาณ 37,000 communes
  2. จังหวัด เป็นองค์การปกครองขนาดกลาง ในฝรั่งเศสมีจำนวนประมาณ 100 département ซึ่งรวมถึงดินแดนโพ้นทะเล 4 แห่ง คือ Martinique, Guadeloupe, Réunion และ French Guyana
  3. มณฑล เป็นองค์การปกครองที่ใหญ่ที่สุด ประเทศฝรั่งเศสมีทั้งสิ้น 26 แคว้น ประกอบด้วย (1) ภาคพื้นทวีปยุโรป (Metropolitan France) 22 แคว้น (regions) ได้แก่
    1. อาลซัส (Alsace)
    2. อากีแตน (Aquitaine)
    3. โอแวร์ญ (Auvergne)
    4. บัส-นอร์ม็องดี (Basse-Normandie)
    5. บูร์กอญ (Bourgogne)
    6. เบรอตาญ (Bretagne)
    7. ซ็องทร์ (Centre)
    8. ช็องปาญาร์แดน (Champagne-Ardenne)
    9. กอร์ส (คอร์ซิกา) (Corse)
    10. ฟร็องช์-กงเต (Franche-Comté)
    11. โอต-นอร์ม็องดี (Haute-Normandie)
    12. อีล-เดอ-ฟร็องส์ (l‘le-de-France)
    13. ล็องก์ด็อก-รูซียง (Languedoc-Roussillon)
    14. ลีมูแซ็ง (Limousin)
    15. ลอแรน (Lorraine)
    16. มีดี-ปีเรเน (Midi-Pyrénées)
    17. นอร์-ปา-เดอ-กาแล (Nord-Pas-de-Calais)
    18. เปอีเดอลาลัวร์ (Pays de la Loire)
    19. ปีการ์ดี (Picardie)
    20. ปัวตู-ชาร็องต์ (Poitou-Charentes)
    21. พรอว็องซาลป์โกตดาซูร์ (Provence-Alpes-Cóte d’Azur)
    22. โรนาลป์ (Rhóne-Alpes)

ส่วนที่อยู่บนภาคพื้นทวีป

ภาคเหนือ
มณฑล/แคว้นเมืองหลวงข้อมูลโดยทั่วไป
Nord-Pas de Calais
(นอร์ด-ปาส์-เดอ-กาเลส์)
 Lille (ลีลล์)
เมืองหลวงของแคว้นนี้ได้ถูกยกให้เป็นเมืองวัฒธรรมของยุโรปในปี 2004 และ และยังเป็นเป็นเมืองแรกในฝรั่งเศสที่มีรถไฟใต้ดิน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งผลิตเบียร์คุณภาพเนื่องจากภูมิประเทศเหมาะสมกับการปลูกข้าวสาลีและข้าวบาร์เล่ย์
อาหารที่ขึ้นชื่อของแคว้นนอร์ด-ปาส์-เดอ-กาเลส์คือ หอยแมลงภู่อบกับมันฝรั่งทอด และซุปปลากับไก่แกล้มเบียร์รสเลิศ
สถานที่สำคัญและน่าสนใจในปา-เดอ-กาเลส์ได้แก่ มหาวิหารนอเทรอดามแห่งบูลอญ, มหาวิหารนอเทรอดามแห่งออแมร์ และสุสานโนเทรอดามแห่งลอแร็ต
แคว้นนี้มี 2 จังหวัด ดังนี้ นอร์ด และ ปาส์-เดอ-กาเลส์
Picardie
(ปีการ์ดี)
Amiens(อาเมียง)
เป็นแคว้นที่มีขุมทรัพทย์ทางวัฒนธรรมและธรรมชาติเป็นสำคัญ มีแหล่งธรรมชาติที่น่าเที่ยวอีกนับไม่ถ้วน ทั้งป่าไม้และชายทะเล ไปจนถึงผาหินชอล์กที่งามสะดุดตา ที่สำคัญ แคว้นปีการ์ดีเป็นแหล่งกำเนิดของศิลปะโกธิค เห็นได้จากวิหารต่าง ๆในแคว้นที่มีชื่อเสียงคือ มหาวิหารโนเทรอดามแห่งอาเมียงส์ (Amiens Cathedral) และโบสถ์ซึ่งสร้างแบบป้อมปราการที่ เมืองติเยราช (Thiérache)
นอกจากนี้ยังมีอาหารตำรับเก่าแก่ที่ถูกสืบทอดกันมาให้ชิมอีกหลายชนิด ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน ถือว่าเป็นแคว้นแห่งศิลปะโกธิคอย่างแท้จริง
แคว้นนี้มี 3 จังหวัด ดังนี้ ไอสน์, อวส และซอมม์
ภาคตะวันตก
มณฑล/แคว้นเมืองหลวงข้อมูลโดยทั่วไป
 La Basse-Normandie(บาสนอร์มองดี)
 Caen (ก็อง)
เป็นแคว้นที่มีชายฝั่งทะเลตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติค ชายฝั่งทางเหนืองติดกับอ่าวม๊องช์ (Manche) มีความสวยงามทั้งในด้านศิลปะและประวัติศาสตร์ที่สำคัญ รวมทั้งเรื่องอาหารการกินโดยเฉพาะมีชื่อเสียงด้านเนยสดและเนยแข็ง ครีมสดข้นมัน ไส้กรอกเครื่องในของเมืองก็อง (Caen) รวมทั้งเป็นแหล่งพัฒนาอุตสาหกรรมม้าที่สำคัญ เช่น การเพาะพันธุ์ม้า พัฒนาพันธุ์ม้า การจัดการแข่งขันม้า การสอนขี่ม้า และการฝึกม้า
แคว้นนี้มี 3 จังหวัด ดังนี้ กัลวาโดส์, มองช์, ออร์น
La Haute-Normandie
(โอตนอร์มองดี)
 Rouen (รูออง)
เป็นแคว้นที่มีทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ซึ่งเหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์ สัตว์ที่เลี้ยงก็จะเป็นพวกม้าและวัว ซึ่งม้าและวัวของที่นี่ถือว่าเป็นม้าและวัวที่ดีที่สุดของประเทศฝรั่งเศส
เป็นแหล่งผลิตเนยแข็งที่มีชื่อเสียง เช่น กามองแบร์ ปงเลเวต และเป็นแหล่งปลูกแอปเปิ้ลที่มีคุณภาพรสชาติอร่อยของฝรั่งเศส จึงมีน้ำผลไม้ที่ขึ้นชื่อก็คือ น้ำแอปเปิ้ล
แคว้นนี้ยังเป็นเมืองอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมไฟฟ้า อุตสาหกรรมรถยนต์ นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อนั่นคือ Le Mont-Saint-Michel ซึ่งเป็นโบสถ์โบราณเก่าแก่มีสถาปัตยกรรมแบบโรมันสร้างอยู่บนโขดหินใกล้ทะเล
แคว้นนี้มี 2 จังหวัด ดังนี้ เออร์, แซน-มารีตีม
Bretagne
(เบรอตาญ)
 Rennes (แรน)
เป็นแคว้นที่มีลักษณะเป็นแหลมยื่นไปในทางมหาสมุทรแอตแลนติค และเป็นแคว้นเดียวในฝรั่งเศษที่ไม่มีการปลูกองุ่นเนื่องจากสภาพอากาศไม่เหมาะสม แต่มีการประมงเป็นหลักเพราะติดทะเล มีเมืองท่าที่สำคัญชื่อว่า Brest
ผู้คนที่มาเยี่ยมแคว้นนี้จะต้องไม่พลาดที่จะเข้าร่วมงานพิธีสำคัญ พิธี Pardon (ซึ่งมีพิธีมิสซาที่ยิ่งใหญ่ และมีผู้คนแต่งกายชุดประจำแคว้นเดินแห่แหนไปตามถนน) หรือเทศกาลเซลติค ย้อนอดีตอันยาวนานของชาวเบรอตาญ เบรอตาญเมีชื่อเสียงด้านอาหารทะเล น้ำไซเดอร์ ไวน์แอ๊ปเปิ้ลหอมหวาน และแครปต้นตำรับ แคว้นนี้มี 4 จังหวัด ดังนี้
โกตส์-ดามอร์, อีลล์-เอต์-วีแลน, มอร์บีออง และฟีนีสแตร์
Pays de Loire
(เปย์เดอลาลัวร์)
 Nantes (น็องต์)
แคว้น Pays de Loire มีปราสาทต่าง ๆ สวยงามมากมาย เป็นเมืองที่มีผลผลิตทางเกษตรที่สำคัญของฝรั่งเศส นั่นคือ ข้าวสาลี, ข้าวโพด, ไร่องุ่น และเหล้าองุ่นขาว ที่สำคัญเป็นแคว้นที่มีชื่อเสียงด้านไร่องุ่นคุณภาพดี เนื่องด้วยมีอากาศที่อบอุ่นและได้ความชุ่มชื้นจากมหาสมุทร และยังเป็นแหล่งของอาหารชั้นเลิศอีกหลายชนิด เช่น Rillettes หมูบดปรุงรสพิเศษ ไก่เนื้อแน่น ปลาน้ำจืดเนื้อนุ่ม นอกจากนี้ยังเป็นแดนสวรรค์ของการล่องเรือ เพราะมีแม่น้ำไหลผ่านหลายสาย เช่น แม่น้ำลัวร์ แมน ซาร์ธ มาแยน
ในปี ค.ศ. 2004 นิตยสารไทม์บรรยายน็องต์ว่าเป็น “เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในบรรดาเมืองต่างๆ ในยุโรป
แคว้นนี้มี 5 จังหวัด ดังนี้ ลัวร์-อาตลองตีก, มาแยนน์, แมน-เอ-ลัวร์, ซาร์ตและว็องเด
Centre
(ซ็องทร์)
 Orléans (ออร์เลอ็อง)
เป็นแคว้นที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวปราสาทที่สวยงามริมฝั่งแม่น้ำลัวร์ เช่น Chambord, Blois, Azay-le-Rideau, Chenonceau นอกจากนี้ยังมีวิหารแห่งเมือง Bourges และ Chartres ซึ่งถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังได้รับสมญานามว่าเป็นอุทยานของฝรั่งเศสเพราะ มีอุทยานแห่งชาติถึง 3 แห่ง (Brenne, Perche และ Loire-Anjou-Touraine)
แคว้นนี้มี 6 จังหวัด ดังนี้ แชร์, เออร์-เอ-ลัวร์, แอ็งดร์, แอ็งดร์-เอต์-ลัวร์, ลัวร์-เอต์-แชร์ และ ลัวเรต์
Poitou-Charentes
(ปัวตู-ชารองต์)
Poitiers(ปัวตีเย)
มีชายทะเลแสนวิเศษและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญ ที่นี่เป็นแหล่งผลิตเมรัยกลั่นรสละมุนหอมกรุ่นชื่อคอนยัค ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ยังเป็นแคว้นที่มีวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมแบบดั้งเดิม และเป็นที่เก็บรักษามรดกทางวัฒนธรรมแบบโรมันที่เก่าแก่และทรงคุณค่าในอารามโบราณ เช่นที่เมือง Alnay, Saint-Savin ตลอดจนถึงเมืองสำคัญอย่าง Poitiers
นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อก้าวเข้าสู่โลกแห่งอนาคตดังปรากฎเป็นรูปธรรมในสวนสนุกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต Futuroscope
แคว้นนี้มี 4 จังหวัด ดังนี้ ชารองต์, ชารองต์-มารีตีม, เดอซ์-แซฟวร์ และ เวียนน์
ภาคกลาง
 มณฑล/แคว้น เมืองหลวง ข้อมูลโดยทั่วไป
Limousin
(ลีมูแซง)
Limoges(ลีมอฌ)
เป็นแคว้นที่มีวิวทิวทัศน์ตามธรรมชาติตลอดทั้งพื้นที่ ทางทิศตะวันตกของแคว้นเป็นที่ราบสูงกว้างใหญ่ ซึ่งล้อมรอบด้วยภูเขา การเกษตรคืออาชีพหลักของคนในแคว้น เช่น การเลี้ยง วัว แพะ แกะ
นอกจากนี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่อง ทางด้านเครื่องกระเบื้อง แคว้นนี้มี 3 จังหวัด ดังนี้ กอร์แรซ, เกริซ และโอต-เวียนน์
Auvergne
(โอแวร์ญ)
 Clermont-Ferrand
(แกลร์มง-แฟร็อง)
เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญ เป็นแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติและเป็นสถานที่เหมาะสมยิ่งสำหรับกีฬากลางแจ้งหลายประเภท และมีของดีประจำแคว้นนั่นคือ เนยแข็งคุณภาพของพื้นเมืองแท้ ๆ
นอกจากนี้ยังมีอุทยานแห่งชาติแหล่งภูเขาไฟในโอแวร์ญเป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป อุทยานแห่งนี้เป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วซึ่งเรียงรายกันถึง 80 ลูกและกินระยะทางถึง 35 กิโลเมตร
แคว้นนี้มี 4 จังหวัด ดังนี้ อัลลีเยร์, กองตาล, โอต-ลัวร์ และ ปุย-เดอ-โดม
ILe-de-France
(อีล เดอ ฟร็องส์)
 Paris (ปารีส)
ตั้งอยู่บริเวณกลางประเทศเยื้องไปทางทิศเหนือ อิล-เดอ-ฟรองซ์เป็นชื่อแคว้นที่ตั้งของนครปารีสซึ่งเป็นนครแห่งแสงสี สวรรค์ของคู่รัก ศูนย์กลางการออกแบบและแฟชั่นของโลก มหานครทันสมัยที่ไม่เคยหยุดนิ่ง อีกทั้งยังเป็นแคว้นที่มีสถานที่อยู่อาศัยและธรรมชาติที่สวยงานทั้งหมู่บ้าน Vallées de Chevreuse หรือป่าไม้ที่ Rambouillet(ร็องบุยเย่ต์) นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญหลาย ๆ แห่ง อาทิเช่น พระราชวังแวร์ซายด์ แคว้นนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของวิถีชีวิตแบบฝรั่งเศสโดยแท้
แคว้นนี้มี 8 จังหวัด ดังนี้ เอสซอนน์, โอต์-เดอ-แซน, ปารีสม, แซน-แซงต์-เดอนีส์, แซน-เอต์-มาร์น, วาล-เดอ-มาร์น, วาล-ดวส และอีฟลีนส์
Rhone-Alpes
(โรห์น-อัลป์)
 Lyon (ลียง)
แคว้นโรนาลป์ได้ชื่อมาจากแม่น้ำโรนและเทือกเขาแอลป์ แคว้นที่มีเมืองหลวงที่ลียง ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นลำดับที่สองของประเทศ รองลงมาจากกรุงปารีส นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ตั้งของยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปยุโรปตะวันตกอีกด้วย นั่นคือยอดเขา มงบล็อง
ดังนั้นโรห์น-อัลป์จึงเป็นดินแดนแห่งภูเขาสูงเสียดฟ้าเป็นสวรรค์ของนักไต่เขาและผู้ที่ชอบกีฬาฤดูหนาว นอกจากนี้โรห์นอัลป์ยังเป็นแหล่งเล่นสกีที่ใหญ่ที่สุดในโลก
แคว้นนี้มี 8 จังหวัด ดังนี้ แอ็ง, อาร์แดช, โดรม, อีแซร์, ลัวร์, โรน, ซาวัว และ โอต-ซาวัว
ภาคตะวันออก
 มณฑล/แคว้น เมืองหลวง ข้อมูลโดยทั่วไป
Bourgogne
(บูร์กอญ)
 Dijon (ดีฌง)
เป็นที่รู้จักในนาม เบอร์กันดีเป็นแคว้นที่มีอารามเก่าแก่สมัยโรมัน และหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของแคว้น นอกจากนี้ยังมีอาหารชื่อดังทั้ง ไก่อบเหล้า, หอยทากอบ และไวน์ชั้นเลิศที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก อาทิ ชองแบร์แต็ง, โกลส์-วูโฌต์ โรมาเน่ ก็งตี หรือ กอร์ตง
ที่โดดเด่นมากคือ อารามเก่าแก่แห่งเมืองกลูนี เวเซอเลย์ โอตัวและตูร์นูส์
แคว้นนี้มี 4 จังหวัด ดังนี้ ยอนน์, โกต-ดอร์, นีแอฟวร์ และ ซาโอน-เอ-ลัวร์
Franche-Comté
(ฟร็องช์-กงเต)
 Besacon (เบอซ็องซง)
แคว้นนี้ตั้งอยู่ระหว่างแคว้น Bourgogne และประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีผลผลิตที่สำคัญอาทิเช่น ข้าวสาลี, ขนมปัง, เครื่องเทศ และนาฬิกาชั้นนำมักจะถูกผลิตจากที่นี่เป็นสินค้าส่งออก
สินค้าที่มีชื่อเสียงคือ เนยแข็งจากก็งเต้ หมูแฮมตำรับดั้งเดิม ไวน์จากจูราหลายชนิด
นอกจากนี้ยังมีโบสถ์ Chapelle de Ronchamp ซึ่งออกแบบโดย Le Corbusier สถาปนิกผู้รังสรรค์งานล้ำยุค
แคว้นนี้มี 3 จังหวัด ดังนี้ ดูบส์, โอต-โซน, ฌูรา และแตร์รีตัวร์ เดอ เบลฟอร์ต
Alsace
(อาลซัส)
 Strasbourg
(สทราซบูร์)
เป็นแคว้นติดกับประเทศเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ แคว้นอัลซาสมีชื่อเสียงทางด้านอาหาร โดยเฉพาะ ชูครุต (Choucroüte) กะหล่ำปลีดองที่รับประทานกับไส้กรอกและหมูแฮมนานาชนิด ขนมปังเนยสดอบกับลูกเกดและอัลมอนด์ และที่ขาดไม่ได้คือไวน์ขาวของชาวอัลซาสที่ขึ้นชื่ออย่างมาก
นอกจากนี้เมืองสทราซบูร์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นอาลซักเป็นที่ตั้งของรัฐสภายุโรป ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ที่สวยงามมีเสน่ห์ รวมทั้งยังมีวิหารประจำเมืองที่สร้างด้วยหินทรายสีชมพูงามโดดเด่น
แคว้นนี้มี 2 จังหวัด ดังนี้ บาส์-แรง และ โอต์-แรง
Lorraine
(ลอแรน)
 Metz (แม็ส)
เป็นแคว้นที่มีเขตแดนติดกับประเทศเบลเยียม ลักเซมเบิร์กและเยอรมัน ซึ่งในอดีตเป็นแคว้นที่ถูกรุกรานจากกองทัพมากมาย จนในปัจจุบันถูกตั้งให้เป็นเมืองของศูนย์กลางเพื่อสันติภาพโลก นอกจากนี้ยังมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า อาทิเช่นจตุรัสสตานีสลาซ (Place Stanislas) วิหารประจำเมืองเม็ตซ์ (Metz)ซึ่งถูกประกาศให้เป็นมรดกโลก และตั้งอยู่ในเมืองน็องซี (Nancy)
ลอแรน แหล่งรวมช่างศิลป์ เพราะมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในการผลิตแก้วคริสตัล เครื่องกระเบื้อง และไวโอลิน
แคว้นนี้มี 3 จังหวัด ดังนี้ เมิร์ต-เอต์-โมเซลล์, เมิซ, โมเซลล์ และโวช์ส
Champagne-Ardenne
(ช็องปาญาร์แดน)
 Châlons-en-Champagne
(ชาลงอองชองปาญ)
แคว้นนี้เป็นถิ่นกำเนิดและแหล่งผลิตของแชมเปญระดับโลกสัญลักษณ์ของงานฉลองและความสำเร็จ
นอกจากแชมเปญแล้วยังมีอาหารที่ขึ้นชื่อหลากหลายชนิดเช่น หมูแฮมอาร์เดน ไส้กรอกบูแด็งขาว เห็ดทรัฟเฟิล และเนยแข็ง
นอกจากนี้เมืองนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของราชประเพณีราชาภิเษกกษัตริย์ฝรั่งเศสที่สืบต่อกันมาอีกยาวนาน มีวิหารสำคัญประจำเมือง มีธรรมชาติที่เหมาะกับการพักผ่อนออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาทางน้ำ
แคว้นนี้มี 3 จังหวัด ดังนี้ โอบ, อาร์แดนน์และ โอต-มาร์น
ภาคใต้
 มณฑล/แคว้น เมืองหลวง ข้อมูลโดยทั่วไป
Aquitaine
(อากีแตน)
 Bordeaux (บอร์โด)
แคว้นนี้ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกและเทือกเขาพิเรนีส ติดกับพรมแดนประเทศสเปนมีสินค้าที่มีชื่อเสียง คือ ไวน์แดง และแฮม (จากเมืองบายอน)
 มีหาดทรายสีทองกว้างใหญ่และชายทะเลดึงดูดนักโต้คลื่นจากทั่วโลก แคว้นนี้มีอาหารขึ้นชื่อหลากหลายเมนู เช่น หอยนางรมสดแกล้มไวน์ขาวรสเข้ม ไข่เจียวกับเห็ดทรัฟเฟิลหอมอร่อย
ที่สำคัญคือเป็นแหล่งปลูกองุ่นที่มีคุณภาพจึงเป็นแคว้นที่ผลิตไวน์คุณภาพรสเลิศที่สุดของฝรั่งเศส
แคว้นนี้มี 4 จังหวัด ดังนี้ ดอร์ดอญ ,ชีรงด์ ลองด์ ,โลต์-เอ-การอนน์ และ ปีเรเนส์-อาต์ลองตีก
Midi-Pyrénées
(มีดี-ปีเรเน)
Toulouse(ตูลูซ)
ตั้งอยู่ ณ ใจกลางของภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส มีเมืองตูลูสเป็นเมืองหลวง และแคว้นนี้ยังเป็นแหล่งผลิตเหล้าอาร์มาญยัค สถานที่จัดงานเทศกาล Jazz in Marciac ที่มีชื่อเสียง
เป็นแคว้นที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและได้ชื่อว่าเป็นที่ที่ผู้คนอยู่ดีที่สุด เนื่องจากพื้นที่ที่กว้างขวางของแคว้นได้รวมไว้แต่ของดี ๆ อากาศที่สดใส ผู้คนที่สนุกสนาน จึงเหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการมาพักผ่อน และหลีกหนีความวุ่นวายจากในเมือง
แคว้นนี้มี 8 จังหวัด ดังนี้ อาแรช, อาวีรง, แชร์ส, โอต-การอนน์, โอตส์-ปีเรเนส์, โลต์, ตาร์น และ ตาร์น-เอต์-การอนน์
Lanquedoc-Roussillon
(ล็องก์ด็อก-รูซียง)
 Montpellier
(มงแปลีเย)
ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและชายแดนติดกับอิตาลี เป็นแดนสวรรค์ของนกฟลามิงโกสีชมพู ในเขตนี้มีแสงแดดสดใสเกือบตลอดทั้งปี
สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของแคว้นนี้ ได้แก่ ม็งต์เปลิเย่ นีมส์ การ์กาสซอน อูแซสหรือสะพาน Pont du Gard (องค์ยูเนสโกยกให้เป็นมรดกโลก) Site ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญ และเมือง Agen เป็นเมืองตากอากาศ
แคว้นนี้มี 5 จังหวัด ดังนี้ โอด, การ์ด, เอโรลต์, โลแซร์ และ ปีเรเนส์-โอเรียงตาลส์
Provence-Cote d’Azur
(โปรวองซ์-อัลป์-โกต ดาซูร์)
 Marseille
(มาร์แซย์)
มีสภาพภูมิประเทศที่งดงามหลากหลายทั้งน้ำทะเล ที่ราบลุ่มเขียวขจีที่กามาร์ค (Camarque) ไร่องุ่นที่โวกลูซ (Vaucluse) ดินแดนที่ราบสูงของโอตต์-โปร์วองซ์ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ศิลปินและนักประพันธ์หลายคน อาทิเช่น แวนโก๊ะ หรือ ปีกัสโซ, Marcel Pagnol, Auguste Renoirและ Francis Scott Fitzgerald เลือกที่จะมาหาแรงบันดาลใจและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ถือเป็นดินแดนศิลปินที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ
 แคว้นนี้มี 6 จังหวัด ดังนี้ อัลป์-เดอ-โอต-โปรวองซ์, อัลป์-มารีตีมส์, บูชส์-ดู-โรน, โอตส์-อัลป์, วาร์ และ โวกลูส
Corse
(กอร์ส)
 Ajaccio
(อาฌักซีโย)
กอร์ซหรือคอร์ซิกาได้รับสมญาว่า เกาะแห่งความงามด้วยธรรมชาติหลากสีสัน เป็นดินแดนแห่งมนต์เสน่ห์ สภาพภูมิประเทศของที่นี่มีทุกรูปแบบจากภูเขาจนถึงทะเล คุณสามารถชมความงามของทั้งภูเขาและทะเล บ้านเรือนพื้นเมืองงามแปลกตาที่ Morianincu โบสถ์และภาพเฟรสโก้ที่ Bozu วิถีชีวิตแบบคนเลี้ยงสัตว์ที่ Vanachese และ Noilu และด้วยความสวยงามของบ้านเรือนและธรรมชาติ แคว้นแห่งนี้จึงเป็นอีกสถานที่ที่ผู้คนนิยมมาเที่ยวและพักผ่อน
แคว้นนี้มี จังหวัดเดียวคือ กอร์ส-ดู-ซูด
La Haute-Normandie
(โอตนอร์มองดี)
 Rouen (รูออง)
เป็นแคว้นที่มีทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ซึ่งเหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์ สัตว์ที่เลี้ยงก็จะเป็นพวกม้าและวัว ซึ่งม้าและวัวของที่นี่ถือว่าเป็นม้าและวัวที่ดีที่สุดของประเทศฝรั่งเศส
เป็นแหล่งผลิตเนยแข็งที่มีชื่อเสียง เช่น กามองแบร์ ปงเลเวต และเป็นแหล่งปลูกแอปเปิ้ลที่มีคุณภาพรสชาติอร่อยของฝรั่งเศส จึงมีน้ำผลไม้ที่ขึ้นชื่อก็คือ น้ำแอปเปิ้ล
แคว้นนี้ยังเป็นเมืองอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมไฟฟ้า อุตสาหกรรมรถยนต์ นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อนั่นคือ Le Mont-Saint-Michel ซึ่งเป็นโบสถ์โบราณเก่าแก่มีสถาปัตยกรรมแบบโรมันสร้างอยู่บนโขดหินใกล้ทะเล
แคว้นนี้มี 2 จังหวัด ดังนี้ เออร์, แซน-มารีตีม
การปกครอง
การเมืองการปกครอง ระบบการปกครอง- ประชาธิปไตยในรูปแบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข
สาธารณรัฐฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แบบสาธารณรัฐเดี่ยวกึ่งประธานาธิบดี รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2501 โดยผ่านการลงประชามติ สาระสำคัญในรัฐธรรมนูญนั้นคือการเพิ่มอำนาจประธานาธิบดี อำนาจฝ่ายบริหารนั้นถูกแบ่งออกและมีหัวหน้า 2 คน ซึ่งก็คือประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ ผ่านการเลือกตั้งโดยตรงแบบสากล มีวาระ 5 ปี (เดิม 7 ปี) มีตำแหน่งประมุขแห่งรัฐอีกด้วย และนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรัฐบาล ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี
รัฐสภาฝรั่งเศสนั้นแบ่งออกเป็น 2 สภาได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร (Assemblée Nationale) และ วุฒิสภา (Sénat) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนในเขตเลือกตั้ง มาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีวาระ 5 ปี สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีและเสียงข้างมากในสภาสามารถกำหนดการตัดสินใจของรัฐบาลอีกด้วย สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกของคณะผู้เลือกตั้ง มีวาระ 6 ปี (เดิม 9 ปี)
เงินตราฝรั่งเศส : สกุลยูโร (€)
เหรียญ 1€ =100 Cents
money11
money2money3corn



วัฒนธรรม ของ ฝรั่งเศส


        แต่เดิมประเทศฝรั่งเศสมีชนดั้งเดิมมายึดครองอยู่คือชาว "Gaulois"พวกเขาได้เรียกประเทศฝรั่งเศสว่า LE GAULE
  1. ILe-de-France ที่ตั้งอยู่ที่ Bassin Parisien อาหารประจำแคว้นได้แก่ เนย,สถานที่สำคัญของแคว้นได้แก่ Versailles ราชวังของพระเจ้าLouisXIV ปารีสเป็นเมืองหลวงของฝรั่งเศส
  2. Centre อยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้น Pays de Loire เป็นเมืองหลวงประจำแคว้นผลผลิตที่สำคัญ ได้แก่ พืช,ผักสวนครัว,องุ่น,ข้าวโพด
  3. Pays de Loire แคว้นนี้มีชายแดนทางตะวันตกติดกับแคว้น Bretagne ทิศตะวันออกติดกับแคว้น Centre ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับที่ราบสูง มีเมืองหลวงชื่อว่า Nantes ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ ข้าวสาลี,ข้าวโพด,ไร่องุ่น ผลิตภัณฑ์ที่สำคัญคือเหล้าองุ่นขาว แคว้นนี้มีปราสาทสวยงามมากมายที่สุดในฝรั่งเศส
  4. Bretagne เป็นแคว้นที่มีลักษณะเป็นแหลมยื่นไปในมหาสมุทรแอตแลนติค เป็นแคว้นเดียวในฝรั่งเศสที่ไม่มีการผลิตเหล้าองุ่น เนื่องจากสภาพอากาศไม่เหมาะสมที่จะปลูกองุ่น แต่มีการประมงเป็นหลักเพราะติดทะเล เมืองหลวงของแคว้นมีชื่อว่า Rennes ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ พืชไร่ที่เราเรียกว่า le cidre ขนมที่ขึ้นชื่อคือ Crepes เมืองท่าที่สำคัญมีชื่อว่า Brest ส่วน Saint-Malo เป็นเมืองเก่าแก่ของแคว้น
  5. La Basse-Normandieเป็นแคว้นที่มีชายฝั่งทะเลตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติค ชายฝั่งทางเหนือติดกับอ่าว Manche ทางตะวันออกเฉียงใต้ติดกับแคว้น Bretagne และทางทิศตะวันออกติดกับแคว้น Haute-Normandie เมืองหลวงประจำแคว้นชื่อ Caen ผลผลิตที่สำคัญคือ ข้าวสาลี,นม,การประมง สถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อ Le Mont-Saint-Michel เป็นโบสถ์โบราณเก่าแก่สถาปัตแบบโรมัน สร้างอยู่บนโขดหินใกล้ทะเล
  6. La Haute-Normandie มีเขตติดต่อกับแคว้น Basse-Normandie มีการผลิตเนยชั้นนำคุณภาพ และนำแอปเปิ้ลที่มีคุณภาพรสชาติอร่อย เมืองหลวงประจำแคว้นชื่อ Rouen
  7. Picardie เป็นแคว้นที่ค่อนไปทางเหนือของฝรั่งเศส มีเมือง Amiens เป็นเมืองหลวง ผลผลิตสำคัญคือ ข้าวสาลี,การเลี้ยงสัตว์,การปลูกหัวผักกาดหวาน
  8. Nord-Pas de Calais แคว้นนี้ตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศฝรั่งเศส มีเมือง Lille เป็นเมืองหลวงประจำแคว้น เมืองนี้เป็นเมืองแรกที่มีรถไฟใต้ดินวิ่งป็นเมืองแรกในฝรั่งเศส แคว้นนี้ผลิตเบียร์อย่างมีคุณภาพ เนื่องจากภูมิประเทศเหมาะกับการปลูกข้าวสาลีและข้าวบาร์เล่ย์
  9. Le Champagne แคว้นนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้น Picardie เมืองหลวงประจำแคว้นชื่อ Chalons-sur-Marne ผลผลิตสำคัญได้แก่ องุ่น,ข้าวสาลี,การเลี้ยงสัตว์ สถานที่สำคัญประจำแคว้นนี้คือ" โบสถ์เมือง Reims "ที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมGothique
  10. Lorraine ที่ตั้งของแคว้นนี้อยู่ทางชายแดนประเทศเบลเยี่ยม,ประเทศลักเซมเบอร์กและประเทศเยอรมัน เมืองหลวงของแคว้นชื่อ Nancy ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ องุ่น,ข้าวสาลีและการเลี้ยงสัตว์
  11. Alsace เป็นแคว้นที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้น Lorraine มีเมืองหลวงชื่อ Strasbourg ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ ข้างสาลี,องุ่น,ข้าวโพด,ยาสูบ เครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงประจำแคว้นได้แก่ เหล้าองุ่นขาวคุฌภาพเยี่ยม
  12. Franche-Comte แคว้นนี้ตั้งอยู่ระหว่างแคว้น Bourgogne และประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมืองหลวงชื่อว่า Besacon ผลผลิตสำคัญได้แก่ ข้าวสาลี,ขนมปัง,เครื่องเทศ นาฬิกาชั้นนำมักจะผลิตที่นี้เป็นสินค้าส่งออก อาหารดังประจำแคว้นเนื่องจากว่าแคว้นนี้ผลิตเบียร์ได้มากจึงมีเบียร์คุณภาพ,เนยคุณภาพดี
  13. La Bourgogne ตั้งอยู่ทางใต้ของแคว้น Champagne, อยู่ทางตะวันออกของ Pays de Loire ทางทิศตะวันตกของ Franche-Comte และทิศเหนือของแคว้น Rhone-Alpes เมืองหลวงชื่อ Dijon ผลผลิตสำคัญได้แก่ ข้าวสาลี,นม,เหล้าองุ่น อาหารดังประจำแคว้นมีชื่อว่า ไก่อบเหล้า,หอยทากอบ เหล้าองุ่นและเหล้าชนิดอื่นก็มีชื่อเสียงเช่นเดียวกันสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญคือ พระราชวังของดยุ๊ก
  14. Rhone-Alpes ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแคว้น Bourgogne และ Franche-comte เมืองหลวงมีชื่อว่า Lyon ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ องุ่น,การเลี้ยงสัตว์,ข้าวสาลี,ข้าวโพด
  15. L'Auvergne เป็นแคว้นที่มีภูเขาไฟ ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของแคว้น Limousin ทางทิศใต้ของแคว้น Bourgogne เมืองหลวงของแคว้นชื่อ Clermont-Ferrand ผลผลิตสำคัญได้แก่ ข้าวสาลี,ข้าวโพด,ข้าวบาร์เลย์ และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่ โบสถ์ Notre-Dame
  16. Limousin เป็นแคว้นที่มีการเลี้ยงแกะ ทางทิศตะวันตกของแคว้นเป็นที่ราบสูงกว้างใหญ่ ซึ่งล้อมรอบด้วยภูเขา เมืองหลวงชื่อ Limoges ผลผลิตสำคัญประจำแคว้นได้แก่ การเลี้ยงสัตว์ประเภทวัว แพะ แกะ สินค้าประจำแคว้นได้แก่ เครื่องปั้นดินเผา,เครื่องเคลือบลายคราม
  17. Poitou-Charentes แคว้นนี้อยู่ทางทิศตะวันตกของแคว้น Limousin อยู่ทางทิศใต้ของแคว้น Centre เมืองหลวงของแคว้นชื่อ Poitiers สินค้าประจำแคว้นได้แก่ ข้าวสาลี,ข้าวโพด,การเลี้ยงสัตว์,องุ่น,เหล้า
  18. Aquitaine เป็นแคว้นที่ตั้งอยู่มีชายฝั่งออกติดกับแนวมหาสมุทรแอตแลนติค เมืองหลวงชื่อ Bordeaux สินค้าของแคว้นคือ องุ่น,ยาสูบ,ข้าวสาลี,ข้าวโพด,การเลี้ยงสัตว์ และผลิตเหล้าคุณภาพดีมีลูกพรุนรสชาติดีนิยมกันมาก
  19. Midi-Pyrenees ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้น Aquitain และอยู่ทางตอนใต้ของแคว้น Auverne เมืองหลวงชื่อ Toulouse ซึ่งแคว้นนี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกว่าเป็นเมืองที่มีการผลิตเครื่องบิน ผลผลิตที่สำคัญของแคว้นได้แก่ เนย,เนยแข็ง
  20. Lanquedoc-Roussillon เป็นแคว้นที่มีชายแดนติดต่อกับแคว้น Provence ทางตอนใต้ติดกับทะเลสาป เมืองหลวงชื่อ Montpellier ผลผลิตสำคัญประจำแคว้นคือ องุ่น,เหล้าไวน์ ,พืชผักสวนครัว,เหล้า สถานที่สำคัญได้แก่ Site เป็นเมืองท่าสำคัญ,เมือง Agen เป็นเมืองตากอากาศ
  21. Provence-Cote d'Azur ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและชายแดนติดกัยอิตาลี เมืองหลวงของแคว้นชื่อ Marseille ผลผลิตที่สำคัญคือการปลูกดอก lavande ,การปลูกไร่องุ่น,การเพาะปลูกพืชผักสวนครัว
  22. Corse แคว้นนี้ลักษณะเป็นเกาะอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนใต้ของเมืองนีช เมืองหลวงชื่อ Ajaccio ผลผลิตสำคัญได้แก่ ลูกเกาลัด,องุ่น,ผลไม้,ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร,เนยแข็งจากนมแกะ,เหล้าองุ่นแดงและชมพู ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งเด่นของแคว้นCorse
 การศึกษาในฝรั่งเศส..    

        การศึกษาภาคบังคับในประเทศฝรั่งเศส จะเริ่มตั้งแต่อายุ6ขวบถึง16ปี และการศึกษาในโรงเรียนต่างๆ จะเปิดโอกาสให้นักเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย ระดับของโรงเรียนมีดังนี้
  1. Ecole Maternelle โรงเรียนอนุบาลจะเริ่มตั้งแต่อายุ 2 -6 ขวบ
  2. Ecole Primaire โรงเรียนประถมศึกษาตั้งแต่อายุ 6 - 12 ขวบ
  3. College นักเรียนในระดับนี้เมื่อจบการศึกษาชั้นนี้ก็จะได้รับใบประกาศนียบัตรชั้นต้น
  4. Lycee เป็นการศึกษาในระดับสูงขึ้นถ้าเปรียบเทียบกับของไทยก็คือมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อจบการศึกษาระดับนี้แล้วจะได้รับใบประกาศนียบัตรชั้นสูงสามารถนำไปเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยได้
         ปีการศึกษาในประเทศฝรั่งเศสจะเริ่มตั้งแต่กันยายนและจบลงในเดือนมิถุนายน ทุกวันพุธนักเรียนจะไม่ไปโรงเรียน ทุกวันเสาร์และอาทิตย์อีกเช่น
ผลไม้ที่นิยมปลูกในฝรั่งเศส...

        องุ่นเป็นผลไม้ที่มีมาในสมัยโบราณของยุโรป แต่ในปัจจุบันองุ่นสามารถปลูกได้ลักษณะอากาศทั่วไปองุ่นในฝรั่งเศสมี 3 ประเภท
  1. Raisins de table เป็นองุ่นที่ปลูกเพื่อใช้รับประทานสดมีมากมาย นิยมปลูกมากคือ องุ่นแดง บางชนิดเกือบดำรสหวาน องุ่นขาวปนเขียวเป็นองุ่นที่มีรสหวานจัด
  2. Raisins de cuve เป็นองุ่นที่ปลูกเพื่อทำเหล้าองุ่น มีทั้งชนิดสีดำ,แดง,ขาว และเขียว นอกจากนั้นกกากองุ่นที่เหลือจากการทำเหล้าสามารถทำนำส้มสายชูได้ ดังนั้นการปลูกองุ่นจึงเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ
  3. Raisins secs เป็นองุ่นที่ใช้ทำลูกเกดลักษณะคล้ายองุ่นที่ทำเหล้าแต่นำตาลสูง ขนาดผลเล็กไม่มีเมล็ด ไม่นิยมใช้ทำเหล้าเพราะหวานจัด จึงนิยมนำมาทำผลไม้อบแห้ง
ฤดูกาลในฝรั่งเศส...

        ในฝรั่งเศสมี 4 ฤดูกาล       
  1. ฤดูใบไม้ผลิ จะเริ่มราววันที่ 21มีนาคม - 21 มิถุนายน ฤดูนี้อากาศดีมาก ต้นไม้ผลิดอกสวยงามมาก
  2. ฤดูร้อน จะเริ่มราวๆ วันที่ 22 มิถุนายน - 22 กันยายน อากาศดีและร้อน เป็นฤดูแห่งการพักผ่อน ในเดือนสิงหาคม โรงงาน ร้านค้า มักจะหยุดให้พนักงานพักผ่อน ผู้คนนิยมไปทะเล
  3. ฤดูใบไม้ร่วง จะเริ่มราวๆ วันที่ 23 กันยายน - 23 ธันวาคม อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเทา ฝนเริ่มตั้งเค้า ลมพัดแรง ใบไม้ผลัดใบทิ้งเพื่อรอรับฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามา
  4. ฤดูหนาว จะเริ่มจากวันที่ 23 ธันวาคม - 23 มีนาคม อากาศหนาวจัดหิมะตก ไม่มีใบไม้เหลือบนต้นไม้เลย

กีฬาในฝรั่งเศส... 
  

     สำหรับกีฬาในฝรั่งเศสที่นิยมเล่นกันมากคือ กีฬาเปตอง ซึ่งเริ่มเป็นกีฬาของแคว้น Midi ภาคใต้ของฝรั่งเศส ในฝรั่งเศสมีสถานที่เล่นสกี จะเล่นอยู่ในแถบภูเขา Alpes การเล่นสก๊ต้องมีครูฝึกสำหรับคนที่ไม่เคยเล่นมาก่อน ผู้เล่นสกีต้องนั่งกระเช้าสกีซึ่งพาคุณ บนภูเขาเพื่อเล่น

มัณฑะเลย์ (Mandalay)

มัณฑะเลย์ (Mandalay)
เมืองมัณฑะเลย์ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิระวดี อดีตเมืองหลวงที่สำคัญของประเทศพม่า  ก่อตั้งโดยกษัตริย์มินดงในปี พ.ศ. 2400 แต่ภายหลังจากที่พม่าได้ตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2428 ทำให้เมืองแห่งนี้ลดความสำคัญลงไป
แต่ทว่าปัจจุบัน  เมืองมัณฑะเลย์ได้รับการปรับปรุงจนกลายเป็นเมืองศูนย์กลางที่สำคัญเมืองหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศพม่า  โดยมีขนาดประชากรที่มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ  และมีความสำคัญทั้งในแง่ของศิลปะ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว 
พระเจ้ามินดงทรงสร้างเมืองมัณฑะเลย์เป็นราชธานีในพ.ศ. 2400 นามนี้ได้มาจากชื่อเขาซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของตัวเมืองเขานี้ได้เป็น เขาศักดิ์สิทธิ์มาช้านานแล้ว และตำนานได้กล่าวไว้ว่า พระพุทธองค์แลพระอานนท์ได้เสด็จมาประทับพักที่นั่น พระพุทธองค์ได้ประธานพุทธทำนานไว้ว่าเมื่อพระพุทธศาสนาครบ 2,500 ปี จักเกิดเป็นเมืองใหญ่เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาขึ้นที่เชิงเขาแห่งนี้ พระเจ้ามินดงจึงทำพุทธทำนายให้เกิดเป็นความจริงขี้นมา โดยทรงย้ายราชธานีจากเมืองอมรปุระมายังเมืองมัณฑะเลย์ เมืองนี้มีนามอีกนัยหนึ่งว่า รัตนบูชา

เมืองมัณฑะเลย์  ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างยาวด้านละ 2 กิโลเมตร มีกำแพงก่อด้วยอิฐใช้สอดินใบเสมาอยู่ข้างบนล้อมรอบ สูงราว 8 เมตร มีเชิงเทินดินอยู่ภายใน มีประตูเมือง 12 ประตู ทิศละ 3 ประตู และมีปราสาทหรือพลับพลาไม้สร้างอยู่ข้างบน พลับพลาไม้นี้ยังมีอยู่อีกทั้งสี่มุมเมือง และยังมี 32 หลังเล็กๆ คั่นระหว่างกลาง รวมมี 48 หลัง คูล้อมรอบกำแพงกว้าง 75 เมตร ลึก 4 เมตร มีสะพานข้ามคูเข้าไปในเมือง

พระราชวังตั้งอยู่ตรงกลางใจเมือง พระราชวังนี้รื้อมาจากเมืองอมรปุระ ประกอบด้วย อาคารไม้เป็นจำนวนมาก หลายหลังสลักอย่างสวยงามและปิดทองตั้งอยู่บนฐานสูง มีกำแพงอิฐล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง พระเจ้าสีป่อ (โอรส) ได้ทรงก่อสร้างอาคารอิฐเพิ่มเติมบ้าง อาคารในพระราชวังเหล่านี้ได้ถูกไฟไหม้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

ใกล้กับเขามัณฑะเลย์ยังมี วัดกโยกตอกยี ซึ่งสร้างสำเร็จในพ.ศ.2421 มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่สลักจากหินอ่อนก้อนใหญ่ก้อนเดียวประดิษฐานอยู่ หินอ่อนก้อนใหญ่นั้นได้มาจากเหมืองหินสะคอยินทางทิศเหนือของเมืองมัณฑะเลย์ พระพุทธรูปสลักสำเร็จในพ.ศ.2408 และได้มีการฉลองอย่างมโหฬาร

บนเขามัณฑะเลย์มีอาคารทางพุทธศาสนาอีกหลายแห่ง เป็นต้นว่ามีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขนานพระนามว่า ชเวยัตตอ เป็นพระพุทธรูปชี้พระหัตถ์ไปยังพระราชวังกลางกรุงมัณฑะเลย์ ว่าจะเป็นศูนย์ กลางของราชธานีต่อไป นอกจากนี้ยังมี เจดีย์ ศาลา ทางเดินซึ่งมีหลัง คาคลุม ฯลฯ

นอกตัวเมืองซึ่งมีป้อมปราการล้อม มีวัดสำคัญคือ วัดปอกยี คือ วัดใหญ่ หรือ วัดยะไข่ หรือ วัดพระมหามัยมุนี ตามนามพระพุทธรูป อยู่ทางทิศใต้ของเมืองมัณฑะเลย์ใกล้กับทิศเหนือของเมืองอมรปุระซึ่งอยู่ติด กัน เหตุที่เรียกวัดยะไข่เนื่องจากว่า พระพุทธรูปมหามัยมุนี นั้นได้นำมาจากเมืองยะไข่ในพ.ศ.2327 ในรัชกาลของ พระเจ้าปะดุง พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง สูงราว 4 เมตร วัดนี้ได้ถูกไฟไหม้ในพ.ศ.2427 อาคารปัจจุบันซึ่งมีหลังคาเป็นลานประดับปูนปั้นปิดทองได้สร้างขึ้นภายหลังไฟ ไหม้

ในศาลาหนึ่งมีรูปสัมฤทธิ์เป็นรูปทวารบาล 2 รูป สิงห์ 3 รูป และช้างเอราวัณ 1 รูป นำจากเมืองยะไข่พร้อมพระพุทธรูป เป็นรูปซึ่งพระเจ้า บุเรงนองทรงนำมายังกรุงหงสาวดีเมื่อทรงตีพระนครศรีอยุธยาได้ในพ.ศ.2206 และราชคยี พระเจ้ายะไข่ ทรงขนจากกรุงหงสาวดีไป เป็นประติมากรรมขอมสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต้นพุทธศตวรรษที่ 18 และสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ทรงนำมายังพระนครศรีอยุธยาเมื่อทรงตีพระนครหลวงของขอมได้ในพ.ศ.1974 แต่ทุกวันนี้เป็นสมบัติมัณฑะเลย์

พระราชวังมัณฑะเลย์ พระราชวังที่ส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยไม้สักที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 20 มีนาคม 2488 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรโดยกองทัพอังกฤษ ได้ทิ้งระเบิดจำนวนมากมายถล่มพระราชวังมัณฑะเลย์ของพม่า ด้วยเหตุผลว่าพระราชวังนี้เป็นแหล่งซ่องสุมกำลังของกองทัพญี่ปุ่น พระราชวังมัณฑะเลย์ซึ่งเป็นพระราชวังไม้สักก็ถูกไฟไหม้ เผาราบเป็นหน้ากลอง หลงเหลือก็แต่ป้อมปราการและคูน้ำรอบพระราชวัง ที่ยังเป็นของดั่งเดิมอยู่
ปัจจุปัน พระราชวังที่เห็นอยู่เป็นพระราชวังที่รัฐบาลพม่าได้จำลองรูปแบบของพระราชวัง ของเก่าขึ้นมา แต่ที่เหมือนวังเก่าก็แค่เพียงโครงสร้างกับ ชื่อเท่านั้น นอกจากนั้นแล้ว ยังไม่เห็นความสวยงาม อย่างที่เล่าลือกันว่าเป็นวังที่สวยที่สุดหลังนึงในภูมิภาคเอเชีย
ว่ากันง่ายๆ ก็คือ ที่รัฐบาลพม่าสร้างขึ้นมาใหม่ได้ ไม่ใด้ใส่ความปราณีต และศิลปะ อะไรลงไปเลย เพียงแค่ว่าทำขึ้นมาแทนของเก่าเท่านั้นเอง เห็นแล้วก็รู้สึกผิดหวังอย่างแรงเหมือนกัน 
พระราชวังมัณฑะเลย์
พระราชวังมัณฑะเลย์
พระราชวังมัณฑะเลย์
พระราชวังมัณฑะเลย์
พระราชวังมัณฑะเลย์ู
พระราชวังมัณฑะเลย์ู
พระราชวังมัณฑะเลย์ูู
พระราชวังมัณฑะเลย์ู
การเดินเที่ยววัง มัณฑะเลย์ คือ เดินเข้าทางด้านหน้าวัง ผ่านห้องโถง และห้องรับรองชั้นต่างๆ ที่แบ่งเป็นชั้นๆ ก็แล้วแต่งานราชการ งานศึก หรือ งานภายในวัง พอผ่านแนวหลังรับรองต่างๆ ก็จะมาถึงใจกลางวัง เป็น ตำหนักใน คือที่เฉพาะส่วนกษัตริย์ ถัดต่อไปยังด้านหลัง ก็จะเป็น กระต็อบของนางสนมปลูกกันเหมือนเป็นห้องแถว ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนใหญ่จะถูกปิดตาย ให้ดูได้แต่ข้างนอก อันที่จริงแล้วข้างในคงไม่มีอะไรนอกจากห้องโล่งๆ ว่างๆ แต่ที่ต้องปิดเอาไว้ ก็เพราะว่า เค้ากัน ไม่ให้เด็กวัยรุ่นพม่า แอบหลบเข้าไปจู๋จี๋กันนั่นเอง เพราะว่า บรรยากาศภายในคงโรแมนติก มืดๆ มีแสงสลัวๆ และปลอดคน
เมืองมัณฑะเลย์ ปัจจุบันนี้มีฐานะเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของพม่ารองจาก ย่างกุ้ง และเป็นราชธานีสุดท้ายของราชวงศ์พม่าก่อนที่ระบอบกษัตริย์จะถูกโค่นล้มลง และก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ

ปีพ.ศ. 2367 กอง ทัพอังกฤษยกทัพเรือล่องขึ้นมาตามแม่น้ำอิระวดี ที่พวกอังกฤษเรียกกันว่า The Road to Mandalay อังกฤษเข้ายึดพม่าจากทางตอนใต้บุก ขึ้นสู่ภาคเหนือของประเทศพม่า จากเมืองหลวงกรุงอังวะ พม่าย้ายเมืองมาเป็นตั้งเมืองหลวงที่เมืองอมรปุระ สงครามระหว่างอังกฤษกับพม่าก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ พม่ารบแพ้อังกฤษ ครั้งแล้วครั้งเล่า....
สงครามที่พม่าเหมือนจะไม่มีทางชนะ พระเจ้ามินดงย้ายเมืองหลวงอีกครั้งจากเมืองอมรปุระย้ายมาสู่เมืองมัณฑะเลย์ เพื่อเป็นการถือฤกษ์เอาชัยแก้เคล็ดว่าจะสามารถชนะกองทัพอังกฤษได้ ที่ใช้วิธีย้ายเมืองหลวงแก้เคล็ดอย่างนี้ก็เพราะว่า ในอดีต ขณะที่พม่าเกิดเหตุการณ์วิกฤต กษัตริย์จะใช้วิธีการย้ายเมืองหลวง แล้ว พม่าก็จะชนะวิกฤตนั้นได้ ซึ่งใช้ได้ผลในหลายๆ ราชวงศ์  คงเพราะเหตุนี้เอง กระมังที่ทำให้ รัฐบาลสล็อค ถือเคล็ดย้ายเมืองหลวง เหมือนกัน และย้ายที่ก็ย้ายไปอยู่กลางป่าซะเลย จะได้เลิกประท้วงกันซะที
มัณฑะเลย์เป็นราชธานีอยู่เพียง 28 ปี อังกฤษเข้าตีมัณฑะเลย์แตกในปี 2367 โอรสของพระเจ้ามินดง พระเจ้าสีป้อจึงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายที่ได้ประทับบนบัลลังก์นกยูงที่มี ประวัติศาสตร์นับพันปี พระเจ้าสีป้อ ถูกส่งไปอินเดียและเชื่อกันว่าถูกประหารที่นั่นโดยไม่ได้กลับพม่าอีกเลย ราชวงศ์สุดท้ายก็ถึงกาลอวสาน