วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

ประเทศฝรั่งเศส (France)

พื้นที่
ฝรั่งเศสมีพื้นที่ 550,000 ตารางกิโลเมตร นับเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก (ประมาณเกือบหนึ่งในห้าของพื้นที่ของสหภาพยุโรป) อีกทั้งยังมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่กินอาณาบริเวณกว้างขวาง (เขตเศรษฐกิจจำเพาะมีพื้นที่ทั้งสิ้น 11 ล้านตารางกิโลเมตร)
 ภูมิประเทศ
พื้นที่ประมาณสองในสามของประเทศฝรั่งเศสเป็นที่ราบ เทือกเขาที่สำคัญได้แก่ เทือกเขาแอล์ปซึ่งมียอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรป คือ ยอดเขามงต์บลองก์ (Mont-Blanc) สูง 4,807 เมตร เทือกเขาปิเรเนส์ เทือกเขาจูรา เทือกเขาอาร์แดนส์ เทือกเขามาสซิฟ ซองทราลและเทือกเขาโวจช์ ประเทศฝรั่งเศสมีชายฝั่งทะเลอยู่ถึง 4 ด้าน คิดเป็นความยาวรวมทั้งสิ้น 5,500 กิโลเมตร (ทะเลเหนือ ช่องแคบอังกฤษ มหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน)
 ภูมิอากาศ
มี 3 แบบคือ
  1. แบบชายฝั่งทะเลตะวันตก (บริเวณตะวันตกของประเทศ)
  2. แบบเมดิเตอร์เรเนียน (ทางตอนใต้ของประเทศ)
  3. แบบภาคพื้นทวีป (ทางตอนกลางและภาคตะวันออกของประเทศ)
สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
พื้นที่เกษตรกรรมและทำป่าไม้มีประมาณ 48 ล้านเฮกตาร์ คิดเป็นร้อยละ 82 ของพื้นที่โดยรวมทั้งประเทศ (เฉพาะฝรั่งเศสส่วนภาคพื้นทวีป)
พื้นที่ป่ามีประมาณร้อยละ 30 และนับว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสหภาพยุโรปรองจากสวีเดนและฟินแลนด์ ตั้งแต่ปี 1945 พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 46 และถ้าพูดถึงในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา นับว่าเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว
ฝรั่งเศสมีความแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆในยุโรปเพราะมีพันธุ์ไม้มากถึง 136 ชนิด ในส่วนของสัตว์ใหญ่ก็เพิ่มจำนวนขึ้น ภายในช่วงระยะเวลา 20 ปี จำนวนของสัตว์ประเภทกวางเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า
ประเทศฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับมรดกทางธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ จึงได้มีการจัดตั้ง
  • อุทยานแห่งชาติ 7 แห่ง
  • ป่าสงวน 156 แห่ง
  • เขตรักษาพันธุ์พืชและสัตว์ป่า 516 แห่ง
  • รวมทั้งประกาศให้พื้นที่อีก 429 แห่งเป็นเขตอนุรักษ์อยู่ภายใต้การดูแลของสถาบันอนุรักษ์ชายฝั่งทะเล
  • นอกจากนี้ยังมีอุทยานธรรมชาติตามภูมิภาคต่างๆ อีกกว่า 37 แห่งซึ่งกินพื้นที่กว่าร้อยละ 7 ของประเทศ
งบประมาณจำนวน 32 พันล้านยูโรได้รับการจัดสรรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเมื่อคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อประชากรจะเท่ากับ 516 ยูโร ทั้งนี้ 3 ส่วน 4 ของเงินข้างต้นจะเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของการบำบัดน้ำเสียและการจัดการของเสียต่างๆ
ในระดับนานาชาติ ฝรั่งเศสเป็นภาคีของสนธิสัญญาและอนุสัญญาทางด้านสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ รวมทั้งอนุสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพและการแปรสภาพเป็นทะเลทราย
ทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.environnement.gouv.fr

เพลงชาติและคำขวัญ
ลา มาร์เซยแยส (La Marseillaise) เป็นเพลงชาติของฝรั่งเศสมาตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 1795 แต่เดิมเพลงนี้มีชื่อว่า Chant de guerre pour l’armée du Rhin ซึ่งประพันธ์ขึ้นที่เมืองสตราสบูรก์เมื่อปี 1792 คำขวัญของสาธารณรัฐฝรั่งเศสคือเสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ
 ธงชาติของฝรั่งเศส
วันคริสต์มาสแต่เดิมสีน้ำเงินแดงเป็นสัญลักษณ์ของกองกำลังรักษากรุงปารีส ต่อมาในปี 1789 นายพลลาฟาแยตต์เพิ่มสีขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ นับแต่นั้นมาสีน้ำเงินขาวแดงจึงเป็นสีของธงชาติและกลายเป็นสัญลักษณ์ของสาธารณรัฐฝรั่งเศส
วันชาติ
14 กรกฎาคม
 ประชากร
  • ประชากรจำนวน 62.2 ล้านคน (ปี 2005)
  • ความหนาแน่นของประชากร 96 คนต่อตารางกิโลเมตร
  • เมืองมีประชากรมากกว่า 100,000 คนมีถึง 57 เมือง
เมืองที่มีประชากรมากที่สุดห้าอันดับแรกคือ

t1


การแบ่งส่วนการปกครอง

france-map
สาธารณรัฐฝรั่งเศสประกอบด้วย
  • ส่วนที่อยู่บนภาคพื้นทวีป (แบ่งเป็น 22 มณฑลและ 96 จังหวัด)
  • จังหวัดโพ้นทะเล (DOM) 4 จังหวัดได้แก่ กัวเดอลูป มาร์ตินิก เฟรนช์เกียนาและลา เรอูนียง
  • ดินแดนโพ้นทะเล (TOM) 5 แห่งได้แก่ เฟรนช์ โปลิเนเซีย, วาลลิสและฟูตูนา, มายอตต์, แซงต์-ปิแอร์-เอต์-มิเกอล็ง, เฟรนช์ เซาเทิร์นและแอนตาร์กติก แทร์ริทอร์รีส์
  • ดินแดนที่มีสถานภาพพิเศษอีก 1 แห่งคือ นิวแคลิโดเนีย
ประเทศฝรั่งเศส แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
  1. เทศบาล เป็นองค์การปกครองส่วนที่เล็กที่สุด จำนวนประมาณ 37,000 communes
  2. จังหวัด เป็นองค์การปกครองขนาดกลาง ในฝรั่งเศสมีจำนวนประมาณ 100 département ซึ่งรวมถึงดินแดนโพ้นทะเล 4 แห่ง คือ Martinique, Guadeloupe, Réunion และ French Guyana
  3. มณฑล เป็นองค์การปกครองที่ใหญ่ที่สุด ประเทศฝรั่งเศสมีทั้งสิ้น 26 แคว้น ประกอบด้วย (1) ภาคพื้นทวีปยุโรป (Metropolitan France) 22 แคว้น (regions) ได้แก่
    1. อาลซัส (Alsace)
    2. อากีแตน (Aquitaine)
    3. โอแวร์ญ (Auvergne)
    4. บัส-นอร์ม็องดี (Basse-Normandie)
    5. บูร์กอญ (Bourgogne)
    6. เบรอตาญ (Bretagne)
    7. ซ็องทร์ (Centre)
    8. ช็องปาญาร์แดน (Champagne-Ardenne)
    9. กอร์ส (คอร์ซิกา) (Corse)
    10. ฟร็องช์-กงเต (Franche-Comté)
    11. โอต-นอร์ม็องดี (Haute-Normandie)
    12. อีล-เดอ-ฟร็องส์ (l‘le-de-France)
    13. ล็องก์ด็อก-รูซียง (Languedoc-Roussillon)
    14. ลีมูแซ็ง (Limousin)
    15. ลอแรน (Lorraine)
    16. มีดี-ปีเรเน (Midi-Pyrénées)
    17. นอร์-ปา-เดอ-กาแล (Nord-Pas-de-Calais)
    18. เปอีเดอลาลัวร์ (Pays de la Loire)
    19. ปีการ์ดี (Picardie)
    20. ปัวตู-ชาร็องต์ (Poitou-Charentes)
    21. พรอว็องซาลป์โกตดาซูร์ (Provence-Alpes-Cóte d’Azur)
    22. โรนาลป์ (Rhóne-Alpes)

ส่วนที่อยู่บนภาคพื้นทวีป

ภาคเหนือ
มณฑล/แคว้นเมืองหลวงข้อมูลโดยทั่วไป
Nord-Pas de Calais
(นอร์ด-ปาส์-เดอ-กาเลส์)
 Lille (ลีลล์)
เมืองหลวงของแคว้นนี้ได้ถูกยกให้เป็นเมืองวัฒธรรมของยุโรปในปี 2004 และ และยังเป็นเป็นเมืองแรกในฝรั่งเศสที่มีรถไฟใต้ดิน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งผลิตเบียร์คุณภาพเนื่องจากภูมิประเทศเหมาะสมกับการปลูกข้าวสาลีและข้าวบาร์เล่ย์
อาหารที่ขึ้นชื่อของแคว้นนอร์ด-ปาส์-เดอ-กาเลส์คือ หอยแมลงภู่อบกับมันฝรั่งทอด และซุปปลากับไก่แกล้มเบียร์รสเลิศ
สถานที่สำคัญและน่าสนใจในปา-เดอ-กาเลส์ได้แก่ มหาวิหารนอเทรอดามแห่งบูลอญ, มหาวิหารนอเทรอดามแห่งออแมร์ และสุสานโนเทรอดามแห่งลอแร็ต
แคว้นนี้มี 2 จังหวัด ดังนี้ นอร์ด และ ปาส์-เดอ-กาเลส์
Picardie
(ปีการ์ดี)
Amiens(อาเมียง)
เป็นแคว้นที่มีขุมทรัพทย์ทางวัฒนธรรมและธรรมชาติเป็นสำคัญ มีแหล่งธรรมชาติที่น่าเที่ยวอีกนับไม่ถ้วน ทั้งป่าไม้และชายทะเล ไปจนถึงผาหินชอล์กที่งามสะดุดตา ที่สำคัญ แคว้นปีการ์ดีเป็นแหล่งกำเนิดของศิลปะโกธิค เห็นได้จากวิหารต่าง ๆในแคว้นที่มีชื่อเสียงคือ มหาวิหารโนเทรอดามแห่งอาเมียงส์ (Amiens Cathedral) และโบสถ์ซึ่งสร้างแบบป้อมปราการที่ เมืองติเยราช (Thiérache)
นอกจากนี้ยังมีอาหารตำรับเก่าแก่ที่ถูกสืบทอดกันมาให้ชิมอีกหลายชนิด ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน ถือว่าเป็นแคว้นแห่งศิลปะโกธิคอย่างแท้จริง
แคว้นนี้มี 3 จังหวัด ดังนี้ ไอสน์, อวส และซอมม์
ภาคตะวันตก
มณฑล/แคว้นเมืองหลวงข้อมูลโดยทั่วไป
 La Basse-Normandie(บาสนอร์มองดี)
 Caen (ก็อง)
เป็นแคว้นที่มีชายฝั่งทะเลตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติค ชายฝั่งทางเหนืองติดกับอ่าวม๊องช์ (Manche) มีความสวยงามทั้งในด้านศิลปะและประวัติศาสตร์ที่สำคัญ รวมทั้งเรื่องอาหารการกินโดยเฉพาะมีชื่อเสียงด้านเนยสดและเนยแข็ง ครีมสดข้นมัน ไส้กรอกเครื่องในของเมืองก็อง (Caen) รวมทั้งเป็นแหล่งพัฒนาอุตสาหกรรมม้าที่สำคัญ เช่น การเพาะพันธุ์ม้า พัฒนาพันธุ์ม้า การจัดการแข่งขันม้า การสอนขี่ม้า และการฝึกม้า
แคว้นนี้มี 3 จังหวัด ดังนี้ กัลวาโดส์, มองช์, ออร์น
La Haute-Normandie
(โอตนอร์มองดี)
 Rouen (รูออง)
เป็นแคว้นที่มีทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ซึ่งเหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์ สัตว์ที่เลี้ยงก็จะเป็นพวกม้าและวัว ซึ่งม้าและวัวของที่นี่ถือว่าเป็นม้าและวัวที่ดีที่สุดของประเทศฝรั่งเศส
เป็นแหล่งผลิตเนยแข็งที่มีชื่อเสียง เช่น กามองแบร์ ปงเลเวต และเป็นแหล่งปลูกแอปเปิ้ลที่มีคุณภาพรสชาติอร่อยของฝรั่งเศส จึงมีน้ำผลไม้ที่ขึ้นชื่อก็คือ น้ำแอปเปิ้ล
แคว้นนี้ยังเป็นเมืองอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมไฟฟ้า อุตสาหกรรมรถยนต์ นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อนั่นคือ Le Mont-Saint-Michel ซึ่งเป็นโบสถ์โบราณเก่าแก่มีสถาปัตยกรรมแบบโรมันสร้างอยู่บนโขดหินใกล้ทะเล
แคว้นนี้มี 2 จังหวัด ดังนี้ เออร์, แซน-มารีตีม
Bretagne
(เบรอตาญ)
 Rennes (แรน)
เป็นแคว้นที่มีลักษณะเป็นแหลมยื่นไปในทางมหาสมุทรแอตแลนติค และเป็นแคว้นเดียวในฝรั่งเศษที่ไม่มีการปลูกองุ่นเนื่องจากสภาพอากาศไม่เหมาะสม แต่มีการประมงเป็นหลักเพราะติดทะเล มีเมืองท่าที่สำคัญชื่อว่า Brest
ผู้คนที่มาเยี่ยมแคว้นนี้จะต้องไม่พลาดที่จะเข้าร่วมงานพิธีสำคัญ พิธี Pardon (ซึ่งมีพิธีมิสซาที่ยิ่งใหญ่ และมีผู้คนแต่งกายชุดประจำแคว้นเดินแห่แหนไปตามถนน) หรือเทศกาลเซลติค ย้อนอดีตอันยาวนานของชาวเบรอตาญ เบรอตาญเมีชื่อเสียงด้านอาหารทะเล น้ำไซเดอร์ ไวน์แอ๊ปเปิ้ลหอมหวาน และแครปต้นตำรับ แคว้นนี้มี 4 จังหวัด ดังนี้
โกตส์-ดามอร์, อีลล์-เอต์-วีแลน, มอร์บีออง และฟีนีสแตร์
Pays de Loire
(เปย์เดอลาลัวร์)
 Nantes (น็องต์)
แคว้น Pays de Loire มีปราสาทต่าง ๆ สวยงามมากมาย เป็นเมืองที่มีผลผลิตทางเกษตรที่สำคัญของฝรั่งเศส นั่นคือ ข้าวสาลี, ข้าวโพด, ไร่องุ่น และเหล้าองุ่นขาว ที่สำคัญเป็นแคว้นที่มีชื่อเสียงด้านไร่องุ่นคุณภาพดี เนื่องด้วยมีอากาศที่อบอุ่นและได้ความชุ่มชื้นจากมหาสมุทร และยังเป็นแหล่งของอาหารชั้นเลิศอีกหลายชนิด เช่น Rillettes หมูบดปรุงรสพิเศษ ไก่เนื้อแน่น ปลาน้ำจืดเนื้อนุ่ม นอกจากนี้ยังเป็นแดนสวรรค์ของการล่องเรือ เพราะมีแม่น้ำไหลผ่านหลายสาย เช่น แม่น้ำลัวร์ แมน ซาร์ธ มาแยน
ในปี ค.ศ. 2004 นิตยสารไทม์บรรยายน็องต์ว่าเป็น “เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในบรรดาเมืองต่างๆ ในยุโรป
แคว้นนี้มี 5 จังหวัด ดังนี้ ลัวร์-อาตลองตีก, มาแยนน์, แมน-เอ-ลัวร์, ซาร์ตและว็องเด
Centre
(ซ็องทร์)
 Orléans (ออร์เลอ็อง)
เป็นแคว้นที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวปราสาทที่สวยงามริมฝั่งแม่น้ำลัวร์ เช่น Chambord, Blois, Azay-le-Rideau, Chenonceau นอกจากนี้ยังมีวิหารแห่งเมือง Bourges และ Chartres ซึ่งถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังได้รับสมญานามว่าเป็นอุทยานของฝรั่งเศสเพราะ มีอุทยานแห่งชาติถึง 3 แห่ง (Brenne, Perche และ Loire-Anjou-Touraine)
แคว้นนี้มี 6 จังหวัด ดังนี้ แชร์, เออร์-เอ-ลัวร์, แอ็งดร์, แอ็งดร์-เอต์-ลัวร์, ลัวร์-เอต์-แชร์ และ ลัวเรต์
Poitou-Charentes
(ปัวตู-ชารองต์)
Poitiers(ปัวตีเย)
มีชายทะเลแสนวิเศษและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญ ที่นี่เป็นแหล่งผลิตเมรัยกลั่นรสละมุนหอมกรุ่นชื่อคอนยัค ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ยังเป็นแคว้นที่มีวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมแบบดั้งเดิม และเป็นที่เก็บรักษามรดกทางวัฒนธรรมแบบโรมันที่เก่าแก่และทรงคุณค่าในอารามโบราณ เช่นที่เมือง Alnay, Saint-Savin ตลอดจนถึงเมืองสำคัญอย่าง Poitiers
นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อก้าวเข้าสู่โลกแห่งอนาคตดังปรากฎเป็นรูปธรรมในสวนสนุกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต Futuroscope
แคว้นนี้มี 4 จังหวัด ดังนี้ ชารองต์, ชารองต์-มารีตีม, เดอซ์-แซฟวร์ และ เวียนน์
ภาคกลาง
 มณฑล/แคว้น เมืองหลวง ข้อมูลโดยทั่วไป
Limousin
(ลีมูแซง)
Limoges(ลีมอฌ)
เป็นแคว้นที่มีวิวทิวทัศน์ตามธรรมชาติตลอดทั้งพื้นที่ ทางทิศตะวันตกของแคว้นเป็นที่ราบสูงกว้างใหญ่ ซึ่งล้อมรอบด้วยภูเขา การเกษตรคืออาชีพหลักของคนในแคว้น เช่น การเลี้ยง วัว แพะ แกะ
นอกจากนี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่อง ทางด้านเครื่องกระเบื้อง แคว้นนี้มี 3 จังหวัด ดังนี้ กอร์แรซ, เกริซ และโอต-เวียนน์
Auvergne
(โอแวร์ญ)
 Clermont-Ferrand
(แกลร์มง-แฟร็อง)
เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญ เป็นแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติและเป็นสถานที่เหมาะสมยิ่งสำหรับกีฬากลางแจ้งหลายประเภท และมีของดีประจำแคว้นนั่นคือ เนยแข็งคุณภาพของพื้นเมืองแท้ ๆ
นอกจากนี้ยังมีอุทยานแห่งชาติแหล่งภูเขาไฟในโอแวร์ญเป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป อุทยานแห่งนี้เป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วซึ่งเรียงรายกันถึง 80 ลูกและกินระยะทางถึง 35 กิโลเมตร
แคว้นนี้มี 4 จังหวัด ดังนี้ อัลลีเยร์, กองตาล, โอต-ลัวร์ และ ปุย-เดอ-โดม
ILe-de-France
(อีล เดอ ฟร็องส์)
 Paris (ปารีส)
ตั้งอยู่บริเวณกลางประเทศเยื้องไปทางทิศเหนือ อิล-เดอ-ฟรองซ์เป็นชื่อแคว้นที่ตั้งของนครปารีสซึ่งเป็นนครแห่งแสงสี สวรรค์ของคู่รัก ศูนย์กลางการออกแบบและแฟชั่นของโลก มหานครทันสมัยที่ไม่เคยหยุดนิ่ง อีกทั้งยังเป็นแคว้นที่มีสถานที่อยู่อาศัยและธรรมชาติที่สวยงานทั้งหมู่บ้าน Vallées de Chevreuse หรือป่าไม้ที่ Rambouillet(ร็องบุยเย่ต์) นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญหลาย ๆ แห่ง อาทิเช่น พระราชวังแวร์ซายด์ แคว้นนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของวิถีชีวิตแบบฝรั่งเศสโดยแท้
แคว้นนี้มี 8 จังหวัด ดังนี้ เอสซอนน์, โอต์-เดอ-แซน, ปารีสม, แซน-แซงต์-เดอนีส์, แซน-เอต์-มาร์น, วาล-เดอ-มาร์น, วาล-ดวส และอีฟลีนส์
Rhone-Alpes
(โรห์น-อัลป์)
 Lyon (ลียง)
แคว้นโรนาลป์ได้ชื่อมาจากแม่น้ำโรนและเทือกเขาแอลป์ แคว้นที่มีเมืองหลวงที่ลียง ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นลำดับที่สองของประเทศ รองลงมาจากกรุงปารีส นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ตั้งของยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปยุโรปตะวันตกอีกด้วย นั่นคือยอดเขา มงบล็อง
ดังนั้นโรห์น-อัลป์จึงเป็นดินแดนแห่งภูเขาสูงเสียดฟ้าเป็นสวรรค์ของนักไต่เขาและผู้ที่ชอบกีฬาฤดูหนาว นอกจากนี้โรห์นอัลป์ยังเป็นแหล่งเล่นสกีที่ใหญ่ที่สุดในโลก
แคว้นนี้มี 8 จังหวัด ดังนี้ แอ็ง, อาร์แดช, โดรม, อีแซร์, ลัวร์, โรน, ซาวัว และ โอต-ซาวัว
ภาคตะวันออก
 มณฑล/แคว้น เมืองหลวง ข้อมูลโดยทั่วไป
Bourgogne
(บูร์กอญ)
 Dijon (ดีฌง)
เป็นที่รู้จักในนาม เบอร์กันดีเป็นแคว้นที่มีอารามเก่าแก่สมัยโรมัน และหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของแคว้น นอกจากนี้ยังมีอาหารชื่อดังทั้ง ไก่อบเหล้า, หอยทากอบ และไวน์ชั้นเลิศที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก อาทิ ชองแบร์แต็ง, โกลส์-วูโฌต์ โรมาเน่ ก็งตี หรือ กอร์ตง
ที่โดดเด่นมากคือ อารามเก่าแก่แห่งเมืองกลูนี เวเซอเลย์ โอตัวและตูร์นูส์
แคว้นนี้มี 4 จังหวัด ดังนี้ ยอนน์, โกต-ดอร์, นีแอฟวร์ และ ซาโอน-เอ-ลัวร์
Franche-Comté
(ฟร็องช์-กงเต)
 Besacon (เบอซ็องซง)
แคว้นนี้ตั้งอยู่ระหว่างแคว้น Bourgogne และประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีผลผลิตที่สำคัญอาทิเช่น ข้าวสาลี, ขนมปัง, เครื่องเทศ และนาฬิกาชั้นนำมักจะถูกผลิตจากที่นี่เป็นสินค้าส่งออก
สินค้าที่มีชื่อเสียงคือ เนยแข็งจากก็งเต้ หมูแฮมตำรับดั้งเดิม ไวน์จากจูราหลายชนิด
นอกจากนี้ยังมีโบสถ์ Chapelle de Ronchamp ซึ่งออกแบบโดย Le Corbusier สถาปนิกผู้รังสรรค์งานล้ำยุค
แคว้นนี้มี 3 จังหวัด ดังนี้ ดูบส์, โอต-โซน, ฌูรา และแตร์รีตัวร์ เดอ เบลฟอร์ต
Alsace
(อาลซัส)
 Strasbourg
(สทราซบูร์)
เป็นแคว้นติดกับประเทศเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ แคว้นอัลซาสมีชื่อเสียงทางด้านอาหาร โดยเฉพาะ ชูครุต (Choucroüte) กะหล่ำปลีดองที่รับประทานกับไส้กรอกและหมูแฮมนานาชนิด ขนมปังเนยสดอบกับลูกเกดและอัลมอนด์ และที่ขาดไม่ได้คือไวน์ขาวของชาวอัลซาสที่ขึ้นชื่ออย่างมาก
นอกจากนี้เมืองสทราซบูร์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นอาลซักเป็นที่ตั้งของรัฐสภายุโรป ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ที่สวยงามมีเสน่ห์ รวมทั้งยังมีวิหารประจำเมืองที่สร้างด้วยหินทรายสีชมพูงามโดดเด่น
แคว้นนี้มี 2 จังหวัด ดังนี้ บาส์-แรง และ โอต์-แรง
Lorraine
(ลอแรน)
 Metz (แม็ส)
เป็นแคว้นที่มีเขตแดนติดกับประเทศเบลเยียม ลักเซมเบิร์กและเยอรมัน ซึ่งในอดีตเป็นแคว้นที่ถูกรุกรานจากกองทัพมากมาย จนในปัจจุบันถูกตั้งให้เป็นเมืองของศูนย์กลางเพื่อสันติภาพโลก นอกจากนี้ยังมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า อาทิเช่นจตุรัสสตานีสลาซ (Place Stanislas) วิหารประจำเมืองเม็ตซ์ (Metz)ซึ่งถูกประกาศให้เป็นมรดกโลก และตั้งอยู่ในเมืองน็องซี (Nancy)
ลอแรน แหล่งรวมช่างศิลป์ เพราะมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในการผลิตแก้วคริสตัล เครื่องกระเบื้อง และไวโอลิน
แคว้นนี้มี 3 จังหวัด ดังนี้ เมิร์ต-เอต์-โมเซลล์, เมิซ, โมเซลล์ และโวช์ส
Champagne-Ardenne
(ช็องปาญาร์แดน)
 Châlons-en-Champagne
(ชาลงอองชองปาญ)
แคว้นนี้เป็นถิ่นกำเนิดและแหล่งผลิตของแชมเปญระดับโลกสัญลักษณ์ของงานฉลองและความสำเร็จ
นอกจากแชมเปญแล้วยังมีอาหารที่ขึ้นชื่อหลากหลายชนิดเช่น หมูแฮมอาร์เดน ไส้กรอกบูแด็งขาว เห็ดทรัฟเฟิล และเนยแข็ง
นอกจากนี้เมืองนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของราชประเพณีราชาภิเษกกษัตริย์ฝรั่งเศสที่สืบต่อกันมาอีกยาวนาน มีวิหารสำคัญประจำเมือง มีธรรมชาติที่เหมาะกับการพักผ่อนออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาทางน้ำ
แคว้นนี้มี 3 จังหวัด ดังนี้ โอบ, อาร์แดนน์และ โอต-มาร์น
ภาคใต้
 มณฑล/แคว้น เมืองหลวง ข้อมูลโดยทั่วไป
Aquitaine
(อากีแตน)
 Bordeaux (บอร์โด)
แคว้นนี้ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกและเทือกเขาพิเรนีส ติดกับพรมแดนประเทศสเปนมีสินค้าที่มีชื่อเสียง คือ ไวน์แดง และแฮม (จากเมืองบายอน)
 มีหาดทรายสีทองกว้างใหญ่และชายทะเลดึงดูดนักโต้คลื่นจากทั่วโลก แคว้นนี้มีอาหารขึ้นชื่อหลากหลายเมนู เช่น หอยนางรมสดแกล้มไวน์ขาวรสเข้ม ไข่เจียวกับเห็ดทรัฟเฟิลหอมอร่อย
ที่สำคัญคือเป็นแหล่งปลูกองุ่นที่มีคุณภาพจึงเป็นแคว้นที่ผลิตไวน์คุณภาพรสเลิศที่สุดของฝรั่งเศส
แคว้นนี้มี 4 จังหวัด ดังนี้ ดอร์ดอญ ,ชีรงด์ ลองด์ ,โลต์-เอ-การอนน์ และ ปีเรเนส์-อาต์ลองตีก
Midi-Pyrénées
(มีดี-ปีเรเน)
Toulouse(ตูลูซ)
ตั้งอยู่ ณ ใจกลางของภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส มีเมืองตูลูสเป็นเมืองหลวง และแคว้นนี้ยังเป็นแหล่งผลิตเหล้าอาร์มาญยัค สถานที่จัดงานเทศกาล Jazz in Marciac ที่มีชื่อเสียง
เป็นแคว้นที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและได้ชื่อว่าเป็นที่ที่ผู้คนอยู่ดีที่สุด เนื่องจากพื้นที่ที่กว้างขวางของแคว้นได้รวมไว้แต่ของดี ๆ อากาศที่สดใส ผู้คนที่สนุกสนาน จึงเหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการมาพักผ่อน และหลีกหนีความวุ่นวายจากในเมือง
แคว้นนี้มี 8 จังหวัด ดังนี้ อาแรช, อาวีรง, แชร์ส, โอต-การอนน์, โอตส์-ปีเรเนส์, โลต์, ตาร์น และ ตาร์น-เอต์-การอนน์
Lanquedoc-Roussillon
(ล็องก์ด็อก-รูซียง)
 Montpellier
(มงแปลีเย)
ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและชายแดนติดกับอิตาลี เป็นแดนสวรรค์ของนกฟลามิงโกสีชมพู ในเขตนี้มีแสงแดดสดใสเกือบตลอดทั้งปี
สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของแคว้นนี้ ได้แก่ ม็งต์เปลิเย่ นีมส์ การ์กาสซอน อูแซสหรือสะพาน Pont du Gard (องค์ยูเนสโกยกให้เป็นมรดกโลก) Site ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญ และเมือง Agen เป็นเมืองตากอากาศ
แคว้นนี้มี 5 จังหวัด ดังนี้ โอด, การ์ด, เอโรลต์, โลแซร์ และ ปีเรเนส์-โอเรียงตาลส์
Provence-Cote d’Azur
(โปรวองซ์-อัลป์-โกต ดาซูร์)
 Marseille
(มาร์แซย์)
มีสภาพภูมิประเทศที่งดงามหลากหลายทั้งน้ำทะเล ที่ราบลุ่มเขียวขจีที่กามาร์ค (Camarque) ไร่องุ่นที่โวกลูซ (Vaucluse) ดินแดนที่ราบสูงของโอตต์-โปร์วองซ์ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ศิลปินและนักประพันธ์หลายคน อาทิเช่น แวนโก๊ะ หรือ ปีกัสโซ, Marcel Pagnol, Auguste Renoirและ Francis Scott Fitzgerald เลือกที่จะมาหาแรงบันดาลใจและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ถือเป็นดินแดนศิลปินที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ
 แคว้นนี้มี 6 จังหวัด ดังนี้ อัลป์-เดอ-โอต-โปรวองซ์, อัลป์-มารีตีมส์, บูชส์-ดู-โรน, โอตส์-อัลป์, วาร์ และ โวกลูส
Corse
(กอร์ส)
 Ajaccio
(อาฌักซีโย)
กอร์ซหรือคอร์ซิกาได้รับสมญาว่า เกาะแห่งความงามด้วยธรรมชาติหลากสีสัน เป็นดินแดนแห่งมนต์เสน่ห์ สภาพภูมิประเทศของที่นี่มีทุกรูปแบบจากภูเขาจนถึงทะเล คุณสามารถชมความงามของทั้งภูเขาและทะเล บ้านเรือนพื้นเมืองงามแปลกตาที่ Morianincu โบสถ์และภาพเฟรสโก้ที่ Bozu วิถีชีวิตแบบคนเลี้ยงสัตว์ที่ Vanachese และ Noilu และด้วยความสวยงามของบ้านเรือนและธรรมชาติ แคว้นแห่งนี้จึงเป็นอีกสถานที่ที่ผู้คนนิยมมาเที่ยวและพักผ่อน
แคว้นนี้มี จังหวัดเดียวคือ กอร์ส-ดู-ซูด
La Haute-Normandie
(โอตนอร์มองดี)
 Rouen (รูออง)
เป็นแคว้นที่มีทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ซึ่งเหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์ สัตว์ที่เลี้ยงก็จะเป็นพวกม้าและวัว ซึ่งม้าและวัวของที่นี่ถือว่าเป็นม้าและวัวที่ดีที่สุดของประเทศฝรั่งเศส
เป็นแหล่งผลิตเนยแข็งที่มีชื่อเสียง เช่น กามองแบร์ ปงเลเวต และเป็นแหล่งปลูกแอปเปิ้ลที่มีคุณภาพรสชาติอร่อยของฝรั่งเศส จึงมีน้ำผลไม้ที่ขึ้นชื่อก็คือ น้ำแอปเปิ้ล
แคว้นนี้ยังเป็นเมืองอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมไฟฟ้า อุตสาหกรรมรถยนต์ นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อนั่นคือ Le Mont-Saint-Michel ซึ่งเป็นโบสถ์โบราณเก่าแก่มีสถาปัตยกรรมแบบโรมันสร้างอยู่บนโขดหินใกล้ทะเล
แคว้นนี้มี 2 จังหวัด ดังนี้ เออร์, แซน-มารีตีม
การปกครอง
การเมืองการปกครอง ระบบการปกครอง- ประชาธิปไตยในรูปแบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข
สาธารณรัฐฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แบบสาธารณรัฐเดี่ยวกึ่งประธานาธิบดี รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2501 โดยผ่านการลงประชามติ สาระสำคัญในรัฐธรรมนูญนั้นคือการเพิ่มอำนาจประธานาธิบดี อำนาจฝ่ายบริหารนั้นถูกแบ่งออกและมีหัวหน้า 2 คน ซึ่งก็คือประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ ผ่านการเลือกตั้งโดยตรงแบบสากล มีวาระ 5 ปี (เดิม 7 ปี) มีตำแหน่งประมุขแห่งรัฐอีกด้วย และนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรัฐบาล ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี
รัฐสภาฝรั่งเศสนั้นแบ่งออกเป็น 2 สภาได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร (Assemblée Nationale) และ วุฒิสภา (Sénat) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนในเขตเลือกตั้ง มาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีวาระ 5 ปี สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีและเสียงข้างมากในสภาสามารถกำหนดการตัดสินใจของรัฐบาลอีกด้วย สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกของคณะผู้เลือกตั้ง มีวาระ 6 ปี (เดิม 9 ปี)
เงินตราฝรั่งเศส : สกุลยูโร (€)
เหรียญ 1€ =100 Cents
money11
money2money3corn



วัฒนธรรม ของ ฝรั่งเศส


        แต่เดิมประเทศฝรั่งเศสมีชนดั้งเดิมมายึดครองอยู่คือชาว "Gaulois"พวกเขาได้เรียกประเทศฝรั่งเศสว่า LE GAULE
  1. ILe-de-France ที่ตั้งอยู่ที่ Bassin Parisien อาหารประจำแคว้นได้แก่ เนย,สถานที่สำคัญของแคว้นได้แก่ Versailles ราชวังของพระเจ้าLouisXIV ปารีสเป็นเมืองหลวงของฝรั่งเศส
  2. Centre อยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้น Pays de Loire เป็นเมืองหลวงประจำแคว้นผลผลิตที่สำคัญ ได้แก่ พืช,ผักสวนครัว,องุ่น,ข้าวโพด
  3. Pays de Loire แคว้นนี้มีชายแดนทางตะวันตกติดกับแคว้น Bretagne ทิศตะวันออกติดกับแคว้น Centre ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับที่ราบสูง มีเมืองหลวงชื่อว่า Nantes ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ ข้าวสาลี,ข้าวโพด,ไร่องุ่น ผลิตภัณฑ์ที่สำคัญคือเหล้าองุ่นขาว แคว้นนี้มีปราสาทสวยงามมากมายที่สุดในฝรั่งเศส
  4. Bretagne เป็นแคว้นที่มีลักษณะเป็นแหลมยื่นไปในมหาสมุทรแอตแลนติค เป็นแคว้นเดียวในฝรั่งเศสที่ไม่มีการผลิตเหล้าองุ่น เนื่องจากสภาพอากาศไม่เหมาะสมที่จะปลูกองุ่น แต่มีการประมงเป็นหลักเพราะติดทะเล เมืองหลวงของแคว้นมีชื่อว่า Rennes ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ พืชไร่ที่เราเรียกว่า le cidre ขนมที่ขึ้นชื่อคือ Crepes เมืองท่าที่สำคัญมีชื่อว่า Brest ส่วน Saint-Malo เป็นเมืองเก่าแก่ของแคว้น
  5. La Basse-Normandieเป็นแคว้นที่มีชายฝั่งทะเลตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติค ชายฝั่งทางเหนือติดกับอ่าว Manche ทางตะวันออกเฉียงใต้ติดกับแคว้น Bretagne และทางทิศตะวันออกติดกับแคว้น Haute-Normandie เมืองหลวงประจำแคว้นชื่อ Caen ผลผลิตที่สำคัญคือ ข้าวสาลี,นม,การประมง สถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อ Le Mont-Saint-Michel เป็นโบสถ์โบราณเก่าแก่สถาปัตแบบโรมัน สร้างอยู่บนโขดหินใกล้ทะเล
  6. La Haute-Normandie มีเขตติดต่อกับแคว้น Basse-Normandie มีการผลิตเนยชั้นนำคุณภาพ และนำแอปเปิ้ลที่มีคุณภาพรสชาติอร่อย เมืองหลวงประจำแคว้นชื่อ Rouen
  7. Picardie เป็นแคว้นที่ค่อนไปทางเหนือของฝรั่งเศส มีเมือง Amiens เป็นเมืองหลวง ผลผลิตสำคัญคือ ข้าวสาลี,การเลี้ยงสัตว์,การปลูกหัวผักกาดหวาน
  8. Nord-Pas de Calais แคว้นนี้ตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศฝรั่งเศส มีเมือง Lille เป็นเมืองหลวงประจำแคว้น เมืองนี้เป็นเมืองแรกที่มีรถไฟใต้ดินวิ่งป็นเมืองแรกในฝรั่งเศส แคว้นนี้ผลิตเบียร์อย่างมีคุณภาพ เนื่องจากภูมิประเทศเหมาะกับการปลูกข้าวสาลีและข้าวบาร์เล่ย์
  9. Le Champagne แคว้นนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้น Picardie เมืองหลวงประจำแคว้นชื่อ Chalons-sur-Marne ผลผลิตสำคัญได้แก่ องุ่น,ข้าวสาลี,การเลี้ยงสัตว์ สถานที่สำคัญประจำแคว้นนี้คือ" โบสถ์เมือง Reims "ที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมGothique
  10. Lorraine ที่ตั้งของแคว้นนี้อยู่ทางชายแดนประเทศเบลเยี่ยม,ประเทศลักเซมเบอร์กและประเทศเยอรมัน เมืองหลวงของแคว้นชื่อ Nancy ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ องุ่น,ข้าวสาลีและการเลี้ยงสัตว์
  11. Alsace เป็นแคว้นที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้น Lorraine มีเมืองหลวงชื่อ Strasbourg ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ ข้างสาลี,องุ่น,ข้าวโพด,ยาสูบ เครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงประจำแคว้นได้แก่ เหล้าองุ่นขาวคุฌภาพเยี่ยม
  12. Franche-Comte แคว้นนี้ตั้งอยู่ระหว่างแคว้น Bourgogne และประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมืองหลวงชื่อว่า Besacon ผลผลิตสำคัญได้แก่ ข้าวสาลี,ขนมปัง,เครื่องเทศ นาฬิกาชั้นนำมักจะผลิตที่นี้เป็นสินค้าส่งออก อาหารดังประจำแคว้นเนื่องจากว่าแคว้นนี้ผลิตเบียร์ได้มากจึงมีเบียร์คุณภาพ,เนยคุณภาพดี
  13. La Bourgogne ตั้งอยู่ทางใต้ของแคว้น Champagne, อยู่ทางตะวันออกของ Pays de Loire ทางทิศตะวันตกของ Franche-Comte และทิศเหนือของแคว้น Rhone-Alpes เมืองหลวงชื่อ Dijon ผลผลิตสำคัญได้แก่ ข้าวสาลี,นม,เหล้าองุ่น อาหารดังประจำแคว้นมีชื่อว่า ไก่อบเหล้า,หอยทากอบ เหล้าองุ่นและเหล้าชนิดอื่นก็มีชื่อเสียงเช่นเดียวกันสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญคือ พระราชวังของดยุ๊ก
  14. Rhone-Alpes ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแคว้น Bourgogne และ Franche-comte เมืองหลวงมีชื่อว่า Lyon ผลผลิตที่สำคัญได้แก่ องุ่น,การเลี้ยงสัตว์,ข้าวสาลี,ข้าวโพด
  15. L'Auvergne เป็นแคว้นที่มีภูเขาไฟ ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของแคว้น Limousin ทางทิศใต้ของแคว้น Bourgogne เมืองหลวงของแคว้นชื่อ Clermont-Ferrand ผลผลิตสำคัญได้แก่ ข้าวสาลี,ข้าวโพด,ข้าวบาร์เลย์ และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่ โบสถ์ Notre-Dame
  16. Limousin เป็นแคว้นที่มีการเลี้ยงแกะ ทางทิศตะวันตกของแคว้นเป็นที่ราบสูงกว้างใหญ่ ซึ่งล้อมรอบด้วยภูเขา เมืองหลวงชื่อ Limoges ผลผลิตสำคัญประจำแคว้นได้แก่ การเลี้ยงสัตว์ประเภทวัว แพะ แกะ สินค้าประจำแคว้นได้แก่ เครื่องปั้นดินเผา,เครื่องเคลือบลายคราม
  17. Poitou-Charentes แคว้นนี้อยู่ทางทิศตะวันตกของแคว้น Limousin อยู่ทางทิศใต้ของแคว้น Centre เมืองหลวงของแคว้นชื่อ Poitiers สินค้าประจำแคว้นได้แก่ ข้าวสาลี,ข้าวโพด,การเลี้ยงสัตว์,องุ่น,เหล้า
  18. Aquitaine เป็นแคว้นที่ตั้งอยู่มีชายฝั่งออกติดกับแนวมหาสมุทรแอตแลนติค เมืองหลวงชื่อ Bordeaux สินค้าของแคว้นคือ องุ่น,ยาสูบ,ข้าวสาลี,ข้าวโพด,การเลี้ยงสัตว์ และผลิตเหล้าคุณภาพดีมีลูกพรุนรสชาติดีนิยมกันมาก
  19. Midi-Pyrenees ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้น Aquitain และอยู่ทางตอนใต้ของแคว้น Auverne เมืองหลวงชื่อ Toulouse ซึ่งแคว้นนี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกว่าเป็นเมืองที่มีการผลิตเครื่องบิน ผลผลิตที่สำคัญของแคว้นได้แก่ เนย,เนยแข็ง
  20. Lanquedoc-Roussillon เป็นแคว้นที่มีชายแดนติดต่อกับแคว้น Provence ทางตอนใต้ติดกับทะเลสาป เมืองหลวงชื่อ Montpellier ผลผลิตสำคัญประจำแคว้นคือ องุ่น,เหล้าไวน์ ,พืชผักสวนครัว,เหล้า สถานที่สำคัญได้แก่ Site เป็นเมืองท่าสำคัญ,เมือง Agen เป็นเมืองตากอากาศ
  21. Provence-Cote d'Azur ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและชายแดนติดกัยอิตาลี เมืองหลวงของแคว้นชื่อ Marseille ผลผลิตที่สำคัญคือการปลูกดอก lavande ,การปลูกไร่องุ่น,การเพาะปลูกพืชผักสวนครัว
  22. Corse แคว้นนี้ลักษณะเป็นเกาะอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนใต้ของเมืองนีช เมืองหลวงชื่อ Ajaccio ผลผลิตสำคัญได้แก่ ลูกเกาลัด,องุ่น,ผลไม้,ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร,เนยแข็งจากนมแกะ,เหล้าองุ่นแดงและชมพู ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งเด่นของแคว้นCorse
 การศึกษาในฝรั่งเศส..    

        การศึกษาภาคบังคับในประเทศฝรั่งเศส จะเริ่มตั้งแต่อายุ6ขวบถึง16ปี และการศึกษาในโรงเรียนต่างๆ จะเปิดโอกาสให้นักเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย ระดับของโรงเรียนมีดังนี้
  1. Ecole Maternelle โรงเรียนอนุบาลจะเริ่มตั้งแต่อายุ 2 -6 ขวบ
  2. Ecole Primaire โรงเรียนประถมศึกษาตั้งแต่อายุ 6 - 12 ขวบ
  3. College นักเรียนในระดับนี้เมื่อจบการศึกษาชั้นนี้ก็จะได้รับใบประกาศนียบัตรชั้นต้น
  4. Lycee เป็นการศึกษาในระดับสูงขึ้นถ้าเปรียบเทียบกับของไทยก็คือมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อจบการศึกษาระดับนี้แล้วจะได้รับใบประกาศนียบัตรชั้นสูงสามารถนำไปเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยได้
         ปีการศึกษาในประเทศฝรั่งเศสจะเริ่มตั้งแต่กันยายนและจบลงในเดือนมิถุนายน ทุกวันพุธนักเรียนจะไม่ไปโรงเรียน ทุกวันเสาร์และอาทิตย์อีกเช่น
ผลไม้ที่นิยมปลูกในฝรั่งเศส...

        องุ่นเป็นผลไม้ที่มีมาในสมัยโบราณของยุโรป แต่ในปัจจุบันองุ่นสามารถปลูกได้ลักษณะอากาศทั่วไปองุ่นในฝรั่งเศสมี 3 ประเภท
  1. Raisins de table เป็นองุ่นที่ปลูกเพื่อใช้รับประทานสดมีมากมาย นิยมปลูกมากคือ องุ่นแดง บางชนิดเกือบดำรสหวาน องุ่นขาวปนเขียวเป็นองุ่นที่มีรสหวานจัด
  2. Raisins de cuve เป็นองุ่นที่ปลูกเพื่อทำเหล้าองุ่น มีทั้งชนิดสีดำ,แดง,ขาว และเขียว นอกจากนั้นกกากองุ่นที่เหลือจากการทำเหล้าสามารถทำนำส้มสายชูได้ ดังนั้นการปลูกองุ่นจึงเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ
  3. Raisins secs เป็นองุ่นที่ใช้ทำลูกเกดลักษณะคล้ายองุ่นที่ทำเหล้าแต่นำตาลสูง ขนาดผลเล็กไม่มีเมล็ด ไม่นิยมใช้ทำเหล้าเพราะหวานจัด จึงนิยมนำมาทำผลไม้อบแห้ง
ฤดูกาลในฝรั่งเศส...

        ในฝรั่งเศสมี 4 ฤดูกาล       
  1. ฤดูใบไม้ผลิ จะเริ่มราววันที่ 21มีนาคม - 21 มิถุนายน ฤดูนี้อากาศดีมาก ต้นไม้ผลิดอกสวยงามมาก
  2. ฤดูร้อน จะเริ่มราวๆ วันที่ 22 มิถุนายน - 22 กันยายน อากาศดีและร้อน เป็นฤดูแห่งการพักผ่อน ในเดือนสิงหาคม โรงงาน ร้านค้า มักจะหยุดให้พนักงานพักผ่อน ผู้คนนิยมไปทะเล
  3. ฤดูใบไม้ร่วง จะเริ่มราวๆ วันที่ 23 กันยายน - 23 ธันวาคม อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเทา ฝนเริ่มตั้งเค้า ลมพัดแรง ใบไม้ผลัดใบทิ้งเพื่อรอรับฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามา
  4. ฤดูหนาว จะเริ่มจากวันที่ 23 ธันวาคม - 23 มีนาคม อากาศหนาวจัดหิมะตก ไม่มีใบไม้เหลือบนต้นไม้เลย

กีฬาในฝรั่งเศส... 
  

     สำหรับกีฬาในฝรั่งเศสที่นิยมเล่นกันมากคือ กีฬาเปตอง ซึ่งเริ่มเป็นกีฬาของแคว้น Midi ภาคใต้ของฝรั่งเศส ในฝรั่งเศสมีสถานที่เล่นสกี จะเล่นอยู่ในแถบภูเขา Alpes การเล่นสก๊ต้องมีครูฝึกสำหรับคนที่ไม่เคยเล่นมาก่อน ผู้เล่นสกีต้องนั่งกระเช้าสกีซึ่งพาคุณ บนภูเขาเพื่อเล่น

มัณฑะเลย์ (Mandalay)

มัณฑะเลย์ (Mandalay)
เมืองมัณฑะเลย์ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิระวดี อดีตเมืองหลวงที่สำคัญของประเทศพม่า  ก่อตั้งโดยกษัตริย์มินดงในปี พ.ศ. 2400 แต่ภายหลังจากที่พม่าได้ตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2428 ทำให้เมืองแห่งนี้ลดความสำคัญลงไป
แต่ทว่าปัจจุบัน  เมืองมัณฑะเลย์ได้รับการปรับปรุงจนกลายเป็นเมืองศูนย์กลางที่สำคัญเมืองหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศพม่า  โดยมีขนาดประชากรที่มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ  และมีความสำคัญทั้งในแง่ของศิลปะ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว 
พระเจ้ามินดงทรงสร้างเมืองมัณฑะเลย์เป็นราชธานีในพ.ศ. 2400 นามนี้ได้มาจากชื่อเขาซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของตัวเมืองเขานี้ได้เป็น เขาศักดิ์สิทธิ์มาช้านานแล้ว และตำนานได้กล่าวไว้ว่า พระพุทธองค์แลพระอานนท์ได้เสด็จมาประทับพักที่นั่น พระพุทธองค์ได้ประธานพุทธทำนานไว้ว่าเมื่อพระพุทธศาสนาครบ 2,500 ปี จักเกิดเป็นเมืองใหญ่เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาขึ้นที่เชิงเขาแห่งนี้ พระเจ้ามินดงจึงทำพุทธทำนายให้เกิดเป็นความจริงขี้นมา โดยทรงย้ายราชธานีจากเมืองอมรปุระมายังเมืองมัณฑะเลย์ เมืองนี้มีนามอีกนัยหนึ่งว่า รัตนบูชา

เมืองมัณฑะเลย์  ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างยาวด้านละ 2 กิโลเมตร มีกำแพงก่อด้วยอิฐใช้สอดินใบเสมาอยู่ข้างบนล้อมรอบ สูงราว 8 เมตร มีเชิงเทินดินอยู่ภายใน มีประตูเมือง 12 ประตู ทิศละ 3 ประตู และมีปราสาทหรือพลับพลาไม้สร้างอยู่ข้างบน พลับพลาไม้นี้ยังมีอยู่อีกทั้งสี่มุมเมือง และยังมี 32 หลังเล็กๆ คั่นระหว่างกลาง รวมมี 48 หลัง คูล้อมรอบกำแพงกว้าง 75 เมตร ลึก 4 เมตร มีสะพานข้ามคูเข้าไปในเมือง

พระราชวังตั้งอยู่ตรงกลางใจเมือง พระราชวังนี้รื้อมาจากเมืองอมรปุระ ประกอบด้วย อาคารไม้เป็นจำนวนมาก หลายหลังสลักอย่างสวยงามและปิดทองตั้งอยู่บนฐานสูง มีกำแพงอิฐล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง พระเจ้าสีป่อ (โอรส) ได้ทรงก่อสร้างอาคารอิฐเพิ่มเติมบ้าง อาคารในพระราชวังเหล่านี้ได้ถูกไฟไหม้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

ใกล้กับเขามัณฑะเลย์ยังมี วัดกโยกตอกยี ซึ่งสร้างสำเร็จในพ.ศ.2421 มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่สลักจากหินอ่อนก้อนใหญ่ก้อนเดียวประดิษฐานอยู่ หินอ่อนก้อนใหญ่นั้นได้มาจากเหมืองหินสะคอยินทางทิศเหนือของเมืองมัณฑะเลย์ พระพุทธรูปสลักสำเร็จในพ.ศ.2408 และได้มีการฉลองอย่างมโหฬาร

บนเขามัณฑะเลย์มีอาคารทางพุทธศาสนาอีกหลายแห่ง เป็นต้นว่ามีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขนานพระนามว่า ชเวยัตตอ เป็นพระพุทธรูปชี้พระหัตถ์ไปยังพระราชวังกลางกรุงมัณฑะเลย์ ว่าจะเป็นศูนย์ กลางของราชธานีต่อไป นอกจากนี้ยังมี เจดีย์ ศาลา ทางเดินซึ่งมีหลัง คาคลุม ฯลฯ

นอกตัวเมืองซึ่งมีป้อมปราการล้อม มีวัดสำคัญคือ วัดปอกยี คือ วัดใหญ่ หรือ วัดยะไข่ หรือ วัดพระมหามัยมุนี ตามนามพระพุทธรูป อยู่ทางทิศใต้ของเมืองมัณฑะเลย์ใกล้กับทิศเหนือของเมืองอมรปุระซึ่งอยู่ติด กัน เหตุที่เรียกวัดยะไข่เนื่องจากว่า พระพุทธรูปมหามัยมุนี นั้นได้นำมาจากเมืองยะไข่ในพ.ศ.2327 ในรัชกาลของ พระเจ้าปะดุง พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง สูงราว 4 เมตร วัดนี้ได้ถูกไฟไหม้ในพ.ศ.2427 อาคารปัจจุบันซึ่งมีหลังคาเป็นลานประดับปูนปั้นปิดทองได้สร้างขึ้นภายหลังไฟ ไหม้

ในศาลาหนึ่งมีรูปสัมฤทธิ์เป็นรูปทวารบาล 2 รูป สิงห์ 3 รูป และช้างเอราวัณ 1 รูป นำจากเมืองยะไข่พร้อมพระพุทธรูป เป็นรูปซึ่งพระเจ้า บุเรงนองทรงนำมายังกรุงหงสาวดีเมื่อทรงตีพระนครศรีอยุธยาได้ในพ.ศ.2206 และราชคยี พระเจ้ายะไข่ ทรงขนจากกรุงหงสาวดีไป เป็นประติมากรรมขอมสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต้นพุทธศตวรรษที่ 18 และสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ทรงนำมายังพระนครศรีอยุธยาเมื่อทรงตีพระนครหลวงของขอมได้ในพ.ศ.1974 แต่ทุกวันนี้เป็นสมบัติมัณฑะเลย์

พระราชวังมัณฑะเลย์ พระราชวังที่ส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยไม้สักที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 20 มีนาคม 2488 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรโดยกองทัพอังกฤษ ได้ทิ้งระเบิดจำนวนมากมายถล่มพระราชวังมัณฑะเลย์ของพม่า ด้วยเหตุผลว่าพระราชวังนี้เป็นแหล่งซ่องสุมกำลังของกองทัพญี่ปุ่น พระราชวังมัณฑะเลย์ซึ่งเป็นพระราชวังไม้สักก็ถูกไฟไหม้ เผาราบเป็นหน้ากลอง หลงเหลือก็แต่ป้อมปราการและคูน้ำรอบพระราชวัง ที่ยังเป็นของดั่งเดิมอยู่
ปัจจุปัน พระราชวังที่เห็นอยู่เป็นพระราชวังที่รัฐบาลพม่าได้จำลองรูปแบบของพระราชวัง ของเก่าขึ้นมา แต่ที่เหมือนวังเก่าก็แค่เพียงโครงสร้างกับ ชื่อเท่านั้น นอกจากนั้นแล้ว ยังไม่เห็นความสวยงาม อย่างที่เล่าลือกันว่าเป็นวังที่สวยที่สุดหลังนึงในภูมิภาคเอเชีย
ว่ากันง่ายๆ ก็คือ ที่รัฐบาลพม่าสร้างขึ้นมาใหม่ได้ ไม่ใด้ใส่ความปราณีต และศิลปะ อะไรลงไปเลย เพียงแค่ว่าทำขึ้นมาแทนของเก่าเท่านั้นเอง เห็นแล้วก็รู้สึกผิดหวังอย่างแรงเหมือนกัน 
พระราชวังมัณฑะเลย์
พระราชวังมัณฑะเลย์
พระราชวังมัณฑะเลย์
พระราชวังมัณฑะเลย์
พระราชวังมัณฑะเลย์ู
พระราชวังมัณฑะเลย์ู
พระราชวังมัณฑะเลย์ูู
พระราชวังมัณฑะเลย์ู
การเดินเที่ยววัง มัณฑะเลย์ คือ เดินเข้าทางด้านหน้าวัง ผ่านห้องโถง และห้องรับรองชั้นต่างๆ ที่แบ่งเป็นชั้นๆ ก็แล้วแต่งานราชการ งานศึก หรือ งานภายในวัง พอผ่านแนวหลังรับรองต่างๆ ก็จะมาถึงใจกลางวัง เป็น ตำหนักใน คือที่เฉพาะส่วนกษัตริย์ ถัดต่อไปยังด้านหลัง ก็จะเป็น กระต็อบของนางสนมปลูกกันเหมือนเป็นห้องแถว ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนใหญ่จะถูกปิดตาย ให้ดูได้แต่ข้างนอก อันที่จริงแล้วข้างในคงไม่มีอะไรนอกจากห้องโล่งๆ ว่างๆ แต่ที่ต้องปิดเอาไว้ ก็เพราะว่า เค้ากัน ไม่ให้เด็กวัยรุ่นพม่า แอบหลบเข้าไปจู๋จี๋กันนั่นเอง เพราะว่า บรรยากาศภายในคงโรแมนติก มืดๆ มีแสงสลัวๆ และปลอดคน
เมืองมัณฑะเลย์ ปัจจุบันนี้มีฐานะเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของพม่ารองจาก ย่างกุ้ง และเป็นราชธานีสุดท้ายของราชวงศ์พม่าก่อนที่ระบอบกษัตริย์จะถูกโค่นล้มลง และก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ

ปีพ.ศ. 2367 กอง ทัพอังกฤษยกทัพเรือล่องขึ้นมาตามแม่น้ำอิระวดี ที่พวกอังกฤษเรียกกันว่า The Road to Mandalay อังกฤษเข้ายึดพม่าจากทางตอนใต้บุก ขึ้นสู่ภาคเหนือของประเทศพม่า จากเมืองหลวงกรุงอังวะ พม่าย้ายเมืองมาเป็นตั้งเมืองหลวงที่เมืองอมรปุระ สงครามระหว่างอังกฤษกับพม่าก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ พม่ารบแพ้อังกฤษ ครั้งแล้วครั้งเล่า....
สงครามที่พม่าเหมือนจะไม่มีทางชนะ พระเจ้ามินดงย้ายเมืองหลวงอีกครั้งจากเมืองอมรปุระย้ายมาสู่เมืองมัณฑะเลย์ เพื่อเป็นการถือฤกษ์เอาชัยแก้เคล็ดว่าจะสามารถชนะกองทัพอังกฤษได้ ที่ใช้วิธีย้ายเมืองหลวงแก้เคล็ดอย่างนี้ก็เพราะว่า ในอดีต ขณะที่พม่าเกิดเหตุการณ์วิกฤต กษัตริย์จะใช้วิธีการย้ายเมืองหลวง แล้ว พม่าก็จะชนะวิกฤตนั้นได้ ซึ่งใช้ได้ผลในหลายๆ ราชวงศ์  คงเพราะเหตุนี้เอง กระมังที่ทำให้ รัฐบาลสล็อค ถือเคล็ดย้ายเมืองหลวง เหมือนกัน และย้ายที่ก็ย้ายไปอยู่กลางป่าซะเลย จะได้เลิกประท้วงกันซะที
มัณฑะเลย์เป็นราชธานีอยู่เพียง 28 ปี อังกฤษเข้าตีมัณฑะเลย์แตกในปี 2367 โอรสของพระเจ้ามินดง พระเจ้าสีป้อจึงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายที่ได้ประทับบนบัลลังก์นกยูงที่มี ประวัติศาสตร์นับพันปี พระเจ้าสีป้อ ถูกส่งไปอินเดียและเชื่อกันว่าถูกประหารที่นั่นโดยไม่ได้กลับพม่าอีกเลย ราชวงศ์สุดท้ายก็ถึงกาลอวสาน

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

  หลักการใช้ restrictive adjective clause และ non-restrictive adjective clause
  Restrictive และ non-restrictive adjective clause เป็นหลักการที่ใช้กับ relative pronoun เป็นส่วนใหญ่
1. Restrictive adjective clause คืออะไรและมีหลักการใช้
     อย่างไร
    Restrictive adjective clause ก็คือ adjective clause ที่ใช้ระบุคำนามหรือ
สรรพนามของประโยคหลักว่า ‘เป็นใคร, เป็นสิ่งไหน, เป็นคนหรือเป็นสิ่งของประเภทใด’
เช่น

    A man who moved in yesterday is our friend.
    ประโยคนี้ ‘who moved in yesterday’ คือ ‘restrictive adjective clause’ ที่
ใช้ระบุว่า ‘ผู้ชายที่เป็นเพื่อนของเรา คือ คนที่ย้ายเข้ามาเมื่อวาน ไม่ใช่คนที่ย้ายเข้ามาวัน
อื่น

หลักการใช้ restrictive adjective clause
    การใช้ restrictive adjective clause นั้น ผู้ใช้จะเป็นผู้กำหนดเองว่า adjective
clause ใดควรเป็น restrictive โดยมีหลักการดังนี้คือ
   1. ถ้าคนหรือสิ่งของที่เราจะนำเอา adjective clause มาขยายความนั้น มีหลายคน
หรือมีหลายสิ่ง จนอาจทำให้ผู้ที่รับสื่อจากเราไม่รู้ว่าเป็นคนไหนหรือสิ่งไหน เราก็จะใช้ restrictive adjective clause มาระบุ
    ดัง A man who moved in yesterday is our friend. ข้างต้น แสดงว่า มีคน
ย้ายเข้ามาหลายคน แต่คนที่เป็นเพื่อนเราคือ ผู้ชายที่ย้ายเข้ามาเมื่อวาน ผู้รับสื่อจากเราก็จะ
เข้าใจทันทีว่า ใครคือเพื่อนเรา
    2. Restrictive คือ adjective clause ที่ไม่มี comma (,) วางไว้หน้า restrictive adjective clause นั้นๆ เช่น A man who moved in yesterday is our friend. ข้างต้น จะไม่มี comma (,) วางไว้หน้า who moved in yesterday
    Restrictive adjective clause เป็นภาษาของนักภาษาศาสตร์ ตำราบางเล่มเรียกเป็น
ชื่ออื่นๆอีกก็มี ดังนั้น ในฐานะผู้ใช้เราจะเรียก restrictive ว่า ‘adjective clause ที่ไม่มีcomma (,) วางไว้ข้างหน้า’ ก็ได้ครับ
    อนึ่ง อนุประโยคที่ผู้เขียนยกตัวอย่างไว้ข้างต้นทุกประโยคก็ล้วนแล้วแต่เป็น restrictive adjective clause ทั้งสิ้น
2. Non-restrictive adjective clause คืออะไรและมีหลัก
     การใช้อย่างไร
    Non-restrictive adjective clause ก็คือ adjective clause ที่ผู้ใช้ใช้เพื่อเพิ่มข้อ
มูล
ให้กับคำนามหรือคำสรรพนามของประโยคหลัก โดยคำนามหรือคำสรรพนามนี้เป็นที่รับ
รู้กันอยู่แล้วว่า ‘เป็นใคร, เป็นสิ่งไหน, เป็นคนหรือเป็นสิ่งของประเภทใด’ เช่น

    Mr. Pope, who we have just met, is a superstar.
    ประโยคนี้เราจะเห็นได้ว่า ‘who we have just met’ เป็น non-restrictive
adjective clause ที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อขยายความ Mr. Pope เท่านั้น เพราะผู้รับสื่อ
จากเราทราบอยู่แล้วว่า Mr. Pope เป็นใคร
    และ non-restrictive จะเป็น adjective clause ที่มี comma (,) วางไว้ทั้งข้าง
หน้าและข้างหลัง’ เพื่อให้แตกต่างจาก restrictive adjective clause อีกโสดหนึ่งด้วย
    อย่างไรก็ตาม non-restrictive adjective clause บางครั้งอาจมี comma (,) วาง
ไว้ข้างหน้าเท่านั้น ดังนี้
    The world number two badminton player is Ratchanok Intanon, who
won World Cup Title at China Open
.
    และ non-restrictive นี้ เราไม่สามารถละ relative pronoun (who, which) ที่เป็นกรรมไว้ได้ ต้องใส่ไว้เสมอ เช่น ประโยค Mr. Pope, who we have just met, is a superstar. ข้างต้น เราต้องคง relative pronoun คือ who ซึ่งเป็นกรรมของ we have just met ไว้เสมอ จะไปตัดออกไม่ได้
Non-restrictive ไม่ใช้ that นำหน้า
    คำ relative pronoun ที่นำหน้า non-restrictive adjective clause เพื่อใช้ขยาย
ความคำนามของประโยคหลักนี้จะใช้ who กับ which เท่านั้น ไม่มีการใช้ that โดยเด็ด
ขาด ดังนี้
    Mr. Pope, that we have just met, is a superstar.

ข้อควรจำ: ผู้ใช้คือผู้กำหนดว่า adjective clause ใดจะเป็น restrictive หรือ non-restrictive
    ท่านผู้อ่านอย่างลืมนะครับว่า adjective clause ใดจะเป็น restrictive หรือ non- restrictive นั้น ผู้ใช้จะเป็นผู้กำหนดเองตามหลักการใช้ที่ได้อธิบายไว้ในข้อ 1 และ 2 ข้างต้น
ประโยคตัวอย่างของ non-restrictive adjective clause
    ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษาประโยคตัวอย่างของ non-restrictive adjective clause ดังต่อไปนี้ให้เข้าใจ
    –My new bike, which I bought last month, was stolen last night.
    –Bangkok, which is the capital of Thailand, is one of the most
      famous mega city in the world.
    –He is the first Thai who climbed Mount Everest, which is the highest 
      mountain in the world.
    –I have watched FanChan (My Girlfriend) many times, which was a 
      big hit in 2003.
    –Preechaya ‘Ice’, who played Jib in ATM Er Rak Error, majored in
      Liberal Arts at Assumption University.
    –Nuengtida ‘Noona’, who played female leading role in Hello Stranger,
      is now studying at Thammasart University.
    –Keerati ‘Gypsy’, who graduated from Chulalongkorn University, acts
      in Love Syndrome as female leading role.
    –Jarinporn ‘Toey’, who plays female leading role in Timeline, is a
      graduate of Srinakarinwirot University.
    –The male reading role in Timeline goes to James Jirayu, who is 
      a first year student at Rangsit University.
    –Sumontip ‘Gupgip’, who is a law student at Ramkhamhaeng 
      University, is a supporting actress whose IG has almost eight
      hundred thousand followers.
    การใช้ non-restrictive adjective clause จะใช้เฉพาะในภาษาเขียนเท่านั้น ส่วน
ในภาษาพูดจะนิยมแยกเป็น 2 ประโยค ดังนี้
    –I have watched FanChan (My Girlfriend) many times. The movie
      was a big hit in 2003.
การใช้ non-restrictive กับ relative adverb
    บางครั้ง เราอาจนำหลักการของ non-restrictive adjective clause ที่ใช้กับ
relative pronoun มาใช้กับ relative adverb ได้เช่นกัน โดยเฉพาะกับ where ดัง
ประโยคตัวอย่างต่อไปนี้
    –Put that book into the bookshelf, where it is.
    –This is the free English website, where you can learn English
      without any fee.
    –View of the Arena Corinthians in December, where the opening 
      match is due to be played(BBC)
หลักการใช้ adjective clause ขั้นแตกฉาน
เกริ่นนำ
    Adjective clause จะนิยมใช้ในภาษาเขียนมากกว่าภาษาพูด และถือว่าเป็นไวยากรณ์
อังกฤษที่ค่อนข้างยาก เพราะมีหลักการใช้ค่อนข้างมาก แต่ก็คงไม่เกินความพยายามและ
ความสามารถของพวกเราไปได้ในการที่จะกำราบ adjective clause ให้อยู่หมัด
    www.englishtrick.com จึงได้กล่าวถึงกลเม็ดและหลักการใช้ adjective clause อย่างละเอียดจนถึงขั้นแตกฉานกันเลยทีเดียว บทความนี้จึงค่อนข้างยาว
    เมื่ออ่านจบเที่ยวแรกท่านผู้อ่านก็อาจจะเข้าใจกลเม็ดและหลักการใช้ adjective
clause ได้ไม่ครบ ก็ขอให้พยายามอ่านทบทวนหลายๆเที่ยวก็จะเข้าใจจนถึงขั้นแตกฉาน
แบบเจ้าของภาษาไปในที่สุด

ทำความรู้จักกับ main clause และ subordinate clause
    Main clause หรือประโยคหลักคือ ประโยคที่มีความสมบูรณ์ในตัวเองด้วยการดำรงอยู่
โดดๆได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงประโยคอื่น
    เช่น She is the woman. เป็น main clause เพราะสามารถดำรงอยู่โดดๆได้โดย
ไม่ต้องพึ่งพิงประโยคอื่น บางครั้งเราจึงเรียก main clause ว่า independent clause
    ส่วน subordinate clause หรืออนุประโยคคือ ประโยคที่ใช้ขยายความประโยค
หลัก เช่น ขยายความคำนามของประโยคหลัก เป็นต้น
    Subordinate clause จึงเป็นประโยคที่ดำรงอยู่โดดๆไม่ได้ ต้องเกาะเกี่ยวอยู่กับ
ประโยคหลัก
    เช่น that won the contest last week เป็น subordinate clause เพราะเป็น
ประโยคที่ใช้ขยายความคำนามของประโยคหลัก จึงดำรงอยู่โดดๆไม่ได้ ต้องเกาะเกี่ยวอยู่
กับประโยคหลัก บางครั้งเราจึงเรียก subordinate clause ว่า dependent clause
ทำความรู้จักกับ adjective clause
    Adjective clause ก็คือ subordinate clause หรืออนุประโยคที่ดำรงอยู่โดดๆ
ไม่ได้ หากต้องเกาะเกี่ยวอยู่กับประโยคหลัก โดย adjective clause จะทำหน้าที่ในการ
ขยายความคำนามหรือคำสรรพนามของประโยคหลัก (main clause) เช่น
    a) A man who moved in yesterday is our friend.
    b) Anyone that does this is a fool.
    c) She is the woman that won the contest last week.
    ในประโยค a) who moved in yesterday ก็คือ adjective clause ที่ทำหน้าที่
ขยายความคำนาม A man ในประโยคหลัก A man is our friend.
    ส่วนในประโยค b) that does this ก็คือ adjective clause ที่ทำหน้าที่ขยาย
ความคำสรรพนาม Anyone ในประโยคหลัก Anyone is a fool.
    และในประโยค c) that won the contest last week ก็คือ adjective clause ที่ทำหน้าที่ขยายความคำนาม the woman ในประโยคหลัก She is the woman.
    สรุปก็คือ adjective clause ทำหน้าที่เหมือนกับคำคุณศัพท์นั่นเอง เพียงแต่ว่าอยู่ใน
รูปของอนุประโยค (subordinate clause) จึงได้นำมาวางไว้หลังคำนามแทนที่จะวาง
ไว้หน้าคำนามเหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป
องค์ประกอบของ adjective clause
    Adjective clause แม้จะเป็นอนุประโยค แต่ก็ถือว่าเป็นประโยคชนิดหนึ่ง ดังนั้น
adjective clause อย่างน้อยจะต้องประกอบด้วย 1) ประธาน (subject) และ 2) ภาคแสดง (predicate) เสมอ ดังนี้
    ‘who moved in’ มี who เป็นประธาน และมี moved in เป็นภาคแสดง
    ‘that does this’ มี that เป็นประธาน และมี does this เป็นภาคแสดง
    ‘that won the contest’ มี that เป็นประธาน และมี won the contest เป็นภาคแสดง
คำและประเภทของคำที่ใช้นำหน้า adjective clause
    คำที่ใช้นำหน้า adjective clause เพื่อแสดงความเป็น adjective clause จะได้แก่
คำ relative ดังต่อไปนี้: who, which, that, whose, whom, where, when และ why
    ด้วยเหตุนี้ adjective clause จึงมักได้รับการเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า relative clause (อนุประโยคที่นำหน้าด้วยคำ relative)
    คำ relative เหล่านี้จะแบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้
    1. Relative pronoun ได้แก่ who, which, that, whose และ whom
    2. Relative adverb ได้แก่ where, when และ why
    อนึ่ง ขอให้สังเกตว่า what และ how จะไม่ใช้นำหน้า adjective clause แต่จะใช้
นำหน้า noun clause ซึ่งท่านผู้อ่านจะได้เห็นในบทความ ‘กลเม็ดเก่ง noun clause’

หน้าที่ของ relative pronoun และ relative adverb
    Relative pronoun ทำหน้าที่เป็นทั้งคำที่ใช้ขยายความคำนาม และเป็นประธานของ adjective clause ไปในเวลาเดียวกัน หรือบางกรณีก็ทำหน้าที่เป็นกรรมของ adjective clause ไปในเวลาเดียวกัน
    Relative adverb ทำหน้าที่เป็นทั้งคำที่ใช้ขยายความคำนาม และเป็นวิเศษณ์ของ adjective clause ไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดนี้จะได้กล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป
หลักการใช้ relative pronoun ขยายความคำนามของประโยคหลัก

 1. การใช้ who/which/that เพื่อขยายความคำนามของ
     ประโยคหลัก
    เราใช้ who ขยายความคำนามที่เป็นบุคคลหรือสัตว์เท่านั้น
    เราใช้ which ขยายความคำนามที่เป็นสิ่งของเท่านั้น
    เราใช้ that ขยายความคำนามที่เป็นบุคคลหรือสิ่งของก็ได้
1.1 การใช้ who/which/that เป็นประธานของ adjective
       clause เพื่อขยายความคำนามของประโยคหลัก
    เราใช้ who/which/that เป็นประธานของ adjective clause เพื่อขยายความ
คำนามของประโยคหลักได้ดังต่อไปนี้
    –A man who moved in yesterday is our friend.
    –The girl who is crying was punished by her mother.
    –The woman who was hit by a car is getting better.
    –Anyone that does this is a fool.
    –We should rely on our parents that love us most.
    –She is the woman that won the contest last week.
    –It is a dog who saved his life.
    –The companies that sell mobile phones will make big profits.
    –He bought a guitar which was once used by Elvis Presley.
    –The old books which are rare will be auctioned next month.
    อนึ่ง การใช้ who/which/that นี้เราสามารถวางไว้ห่างจากคำนามของประโยคหลัก
ก็ได้ ถ้าคำนามนั้นมีคำอื่นมาขยายความอยู่ เช่น
    –A man with a hat who is standing there is my boss.
    –Paul McCartney discusses a working relationship with George
      Harrison that was not always an even partnership(The New York   
        Times/Bangkok Post)
การลดรูป adjective clause ลงเป็น present participle
    Adjective clause ที่มี who/which/that เป็นประธานนั้น เราสามารถลดรูปลงเป็น present participle ได้ ถ้า tense ของ adjective clause นั้นเป็น continuous tense ดังนี้
    a) The girl who is crying was punished by her mother.
         เด็กผู้หญิงผู้ที่กำลังร้องไห้ได้ถูกทำโทษโดยแม่ของเธอ
    b) The crying girl was punished by her mother.
         เด็กผู้หญิงที่กำลังร้องไห้ได้ถูกทำโทษโดยแม่ของเธอ
    กล่าวโดยสรุปก็คือ เวลาเราจะขยายความคำนาม เราจะมีทางเลือกว่าจะใช้ adjective clause [ข้อ a)] หรือ present participle [ข้อ b)] ก็ได้ ตามเงื่อนไขดังอธิบายไว้
ข้างต้น
การลดรูป adjective clause ลงเป็น past participle
    Adjective clause ที่มี who/which/that เป็นประธานนั้น ถ้า adjective clause
เป็น passive voice เราสามารถลดรูปลงเป็น past participle ได้ ดังนี้
    a) The woman who was hit by a car is getting better.
         ผู้หญิงผู้ที่ถูกรถชนกำลังมีอาการดีขึ้น
    b) The woman hit by a car is getting better.
         ผู้หญิงที่ถูกรถชนกำลังมีอาการดีขึ้น
    กล่าวโดยสรุปก็คือ เวลาเราจะขยายความคำนามในกรณีที่คำนามนั้นเป็นฝ่ายถูกกระทำ เราจะมีทางเลือกว่าจะใช้ adjective clause ที่เป็น passive voice [ข้อ a)] หรือใช้แค่ past participle [ข้อ b)] ก็ได้
การลดรูป adjective clause ลงเป็นคำนาม (noun)
    การใช้ adjective clause ที่มี who/which/that เป็นประธาน ถ้า adjective
clause นั้นมีคำนามปรากฎอยู่ เราสามารถลดรูปลงเหลือเพียงคำนามคำเดียวได้ ถ้าลด
รูปแล้วไม่ทำให้เสียใจความสำคัญไป ดังนี้
    a) The companies that sell mobile phones will make big profits.
         บริษัทต่างๆที่ขายโทรศัพท์มือถือจะทำกำไรได้มาก
    b) The mobile phone companies will make big profits.
         บริษัทโทรศัพท์มือถือต่างๆจะทำกำไรได้มาก
    เราจะเห็นได้ว่าเมื่อลดรูปลงเหลือแค่คำนามเพียงคำเดียวแล้ว คำนามนี้ก็จะถูกนำมา
วางไว้หน้าคำนามเดิมที่ถูกขยายความโดย adjective clause นั่นเอง นั่นคือจาก ‘The companies that sell mobile phones’ เป็น ‘The mobile phone companies’
    กล่าวโดยสรุปก็คือ เวลาเราจะขยายความคำนาม เราจะมีทางเลือกว่าจะใช้ adjective clause [ข้อ a)] หรือคำนาม [ข้อ b)] ก็ได้ ตามเงื่อนไขดังอธิบายไว้ข้างต้น
การลดรูป adjective clause ลงเป็นคำคุณศัพท์ (adjective)
    การใช้ adjective clause ที่มี who/which/that เป็นประธานนั้น ถ้ามีคำคุณศัพท์ (adjective) ปรากฎอยู่ เราสามารถลดรูป adjective clause ลงเหลือเพียง adjective เพียงคำเดียวได้ ถ้าลดรูปแล้วไม่ทำให้เสียใจความสำคัญไป ดังนี้
    a) The old books which are rare will be auctioned next month.
         หนังสือเก่าที่หายากจะถูกเปิดประมูลเดือนหน้า
    b) The rare old books will be auctioned next month.
         หนังสือเก่าหายากจะถูกเปิดประมูลเดือนหน้า
    กล่าวโดยสรุปก็คือ เวลาเราจะขยายความคำนามเราจะมีทางเลือกว่าจะใช้ adjective clause [ข้อ a)] หรือคำคุณศัพท์ [ข้อ b)] ก็ได้ ตามเงื่อนไขดังอธิบายไว้ข้างต้น
การลดรูป adjective clause ลงเป็นบุพบทวลี (prepositional phrase)
    Adjective clause ที่มี who/which/that เป็นประธานนั้น ถ้ามีบุพบทวลี (prepositional phrase) ปรากฎอยู่ เราสามารถลดรูป adjective clause ลงเหลือ
เพียงบุพบทวลีได้ ถ้าลดรูปแล้วไม่ทำให้เสียใจความสำคัญไป ดังนี้
    a) The man who dresses in gray suit is her dad.
         ผู้ชายคนที่สวมสูทสีเทาเป็นพ่อของเจ้าหล่อน
    b) The man in gray suit is her dad.
         ผู้ชายที่สวมสูทสีเทาเป็นพ่อของเจ้าหล่อน
    กล่าวโดยสรุปก็คือ เวลาเราจะขยายความคำนามเราจะมีทางเลือกว่าจะใช้ adjective clause [ข้อ a)] หรือบุพบทวลี [ข้อ b)] ก็ได้ ตามเงื่อนไขดังอธิบายไว้ข้างต้น
1.2 การใช้ who/which/that เป็นกรรมของ adjective clause เพื่อขยายความคำนามของประโยคหลัก 
  Who/which/that นอกจากจะเป็นประธานของ adjective clause แล้ว ยังเป็น
กรรมของ adjective clause ได้อีกด้วย เช่น

    The woman who I met is my friend’s sister.
    ประโยคนี้ who ทำหน้าที่เป็นคำขยายความประธาน The woman ขณะเดียวกันก็
ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำกริยา met พร้อมกันไปด้วย
    และคำกริยาที่ใช้ใน adjective clause ในกรณีนี้จะต้องเป็น ‘คำกริยาที่ต้องมีกรรม
มารองรับ’ ด้วยนะครับ จึงจะเป็นการใช้ who/which/that เป็นกรรมของ adjective clause ที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ดังประโยคตัวอย่างต่อไปนี้
    a) The man who I talked with works for my dad.                       
    b) The used car that my sister has bought is very cheap.
    ประโยค a) คำกริยา talked with เป็นคำกริยามี่ต้องมีกรรมมารองรับ
    ส่วนประโยค b) คำกริยา bought ก็เป็นคำกริยาที่ต้องมีกรรมมารองรับเช่นกัน ทั้ง
ประโยค a) และ b) นี้จึงถือว่าถูกต้องตามหลักไวยากรณ์การใช้ who/which/that เป็นกรรมของ adjective clause
    ดังนั้น ถ้าคำกริยาใน adjective clause เป็นคำกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารองรับ ก็จะ
เป็นการใช้ที่ผิดหลักไวยากรณ์ของการใช้ who/which/that เป็นกรรมของ adjective
clause ไปทันที เช่น
    c) The man who I talked works for my dad.                               
    d) The used car that my sister is is very cheap.
    ประโยค c) คำกริยา talked เป็นคำกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารองรับ การใช้ adjective clause ในข้อ c) จึงผิดหลักไวยากรณ์การใช้ who/which/that เป็นกรรมของอนุ
ประโยค
    ส่วนข้อ d) คำกริยา is ก็เป็นคำกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารองรับ การใช้ adjective
clause ในข้อ d) จึงผิดหลักไวยากรณ์การใช้ who/which/that เป็นกรรมของ adjective clause เช่นกัน
    ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษาประโยคตัวอย่างต่อไปนี้ให้เข้าใจ
    –The woman who he dates is his boss’s daughter.
    –The applicant that I have just interviewed looked nervous.
    –She is the woman that I saw last week.
    –The house that they sell is near the airport.
    –A piece of land that he rented is in the country.
    –That ship is the one which my dad builds.
    –I like the music which you are listening to.
    อนึ่ง ในกรณีของ which ถ้าคำกริยาที่ตามหลัง which มาเป็นคำกริยาที่ใช้ร่วมกับคำ
บุพบท (phrasal verb) เราสามารถย้ายคำบุพบทนั้นมาวางไว้หน้า which ได้ ดังนี้
    –I like the music to which you are listening.

การละ who/which/that ที่เป็นกรรมของ adjective clause ไว้
    ขอให้ท่านผู้อ่านสังเกตว่า adjective clause ที่ who/which/that ทำหน้าที่เป็น
กรรมของ adjective clause นั้น จะมีประธาน และภาคแสดงสมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว โดยไม่ต้องอาศัย who, which และ that เลย
    เช่นประโยค The woman who I met is my friend’s sister. นี้ adjective
clause นี้จะมีประธาน (คือ I), ภาคแสดง (คือ met) อยู่ครบถ้วนตามองค์ประกอบของ adjective clause แล้ว
    ดังนั้น การใช้  who/which/that เพื่อทำหน้าที่เป็นกรรมของ adjective clause นี้ เราจะละ who, which และ that ไว้เสียก็ได้ ดังนี้
    –The woman I met is my friend’s sister.
    –The woman he dates is his boss’s daughter.
    –The man I talked with works for my dad.
    –The applicant I have just interviewed looked nervous.
    –She is the woman I saw last week.
    –The house they sell is near the airport.
    –A piece of land he rented is in the country.
    –The used car my sister has bought is very cheap.
    –That ship is the one my dad builds.
    –I like the music you are listening to.

หลักการพื้นฐานของการเกิด adjective clause ที่มี who/which/
that นำหน้า
    หลักการพื้นฐานของการเกิด adjective clause ที่มี who/which/that นำหน้า ก็คือ ‘การที่ประโยค 2 ประโยคมีประธานหรือมีคำนามคำเดียวกัน’ จึงมีการรวมประโยค 2 ประโยคนี้เข้าด้วยกัน โดยทำให้ประโยคใดประโยคหนึ่งเป็น adjective clause ไปเสีย
ตามสถานการณ์การใช้ของเรา
    เช่น ประโยค A man who moved in yesterday is our friend. ก็มาจาก
ประโยค 2 ประโยคดังต่อไปนี้
    a) A man is our friend.
    b) A man moved in yesterday.
    เราจะเห็นได้ว่าทั้งประโยค a) และ b) มีประธาน A man คำเดียวกันจึงมีการรวม
ประโยค 2 ประโยคนี้เข้าด้วยกัน และตามสถานการณ์การใช้ของเราเราต้องการให้ประโยค b) เป็น adjective clause เราจึงตัด A man ที่เป็นประธานในประโยค b) ออก แล้ว
แทนที่ด้วย who เป็น who moved in yesterday
    จากนั้นนำเอา who moved in yesterday นี้ไปขยายความ A man ในข้อ a) ได้ออกมาเป็น: A man who moved in yesterday is our friend. นั่นเอง  
    อนึ่ง ประโยค a) และ b) นี้เราจะรวมเป็น A man who is our friend moved in yesterday. ก็ได้ อันขึ้นอยู่กับสถานการณ์การใช้ของแต่ละท่าน
    ลองไปดูประโยคตัวอย่างอื่นที่ประโยค 2 ประโยคมีคำนามคำเดียวกันนั่นคือ

    The woman who I met is my friend’s sister.
    ประโยคนี้มาจากประโยค 2 ประโยคดังต่อไปนี้
    a) The woman is my friend’s sister.
    b) I met the woman.
    เราจะเห็นได้ว่าทั้งประโยค a) และ b) มีคำนาม the woman คำเดียวกันจึงมีการรวม
ประโยค 2 ประโยคนี้เข้าด้วยกัน และตามสถานการณ์การใช้ของเราเราต้องการให้ประโยค b) เป็น adjective clause เราจึงตัด the woman ที่เป็นกรรมในประโยค b) ออก แล้ว
แทนที่ด้วย who โดยวาง who ไว้ข้างหน้าเป็น who I met
    จากนั้นนำเอา who I met นี้ไปขยายความ The woman ในข้อ a) ได้ออกมาเป็น: 
The woman who I met
 is my friend’s sister. นั่นเอง

การใช้ adjective clause ในเชิงปฏิบัติ
    การที่เรารู้หลักการพื้นฐานของ adjective clause ดังกล่าวข้างต้น จะมีประโยชน์
อย่างมากในการรู้ที่มาที่ไปของประโยค adjective clause ที่มี who/which/that นำ
หน้า
    รวมทั้งจะได้ทราบความแตกต่างระหว่าง adjective clause กับ noun clause ด้วย เพราะในบางกรณีโครงสร้างของ adjective clause กับ noun clause จะมีความคล้าย
คลึงกัน (ซึ่งจะกล่าวถึงใน ‘กลเม็ดเก่ง noun clause’)
    ส่วนการใช้ adjective clause ในเชิงปฏิบัติหรือในสถานการณ์ตอนที่เราใช้จริงนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปคำนึงถึงหลักการพื้นฐานนี้ เพราะจะเป็นการเสียเวลาไปโดยไม่จำเป็น นั่นคือ ถ้าเราจะใช้ adjective clause อะไรก็ให้ใช้ออกมาเลย
    เช่น เราจะเขียนประโยค A man who moved in yesterday is our friend. ก็ให้
จรดปากกาเขียนออกมาเลยหรือให้เคาะคีย์บอร์ดพิมพ์ออกมาเลย โดยไม่ต้องไปเสียเวลาคิด
ว่าประโยคนี้มาจาก 2 ประโยคพื้นฐานอะไรบ้าง เพราะ 2 ประโยคที่ว่านี้จะอยู่ใน A man who moved in yesterday is our friend. โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว
2. การใช้ ‘whose + คำนาม’ เพื่อขยายความคำนามของ
     ประโยคหลัก
    Whose เป็นคำสรรพนามที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของของบุคคลหรือสิ่งของได้
เช่น whose bike = จักรยานของใคร; whose daughter = ลูกสาวของใคร
whose handle = หูจับของมัน ฯลฯ
    เราสามารถใช้ ‘whose + คำนาม’ ดังตัวอย่างข้างต้นนี้นำหน้า adjective clause เพื่อขยายความคำนามของประโยคหลักได้ดังนี้
    –A boy whose bike was bought by my son is my student.
      เด็กชายซึ่งจักรยานของเขาถูกซื้อโดยลูกชายของผมเป็นลูกศิษย์ของผม
    –A woman whose house is next to me is a nurse.
      ผู้หญิงที่บ้านของหล่อนอยู่ติดกับฉันเป็นพยาบาล
    –He said something to a man whose dog names Spice.
      เขาพูดบางสิ่งกับผู้เชายที่สุนัขของเขาชื่อ Spice
    –It is a cat whose ears are so short.
      มันคือแมวที่หูของมันสั้นมาก
    –She hires a carpenter whose son is a plumber.
      เจ้าหล่อนว่าจ้างช่างไม้ซึ่งลูกชายของเขาเป็นช่างประปา
    –What is the name of the man whose daughter you dated?
      ผู้ชายที่ลูกสาวของเขาคุณมีนัดด้วยชื่ออะไร?

    –The briefcase whose handle is broken is his.
      กระเป๋าเอกสารที่หูจับแตกเป็นของเขา

3. การใช้ whom เป็นกรรมของ adjective clause
    ตามปกติเราใช้ who เป็นกรรมของ adjective clause ได้ดังได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น
ดังนี้
    –The woman who I met is my friend’s sister.
    –The man who I work for runs many businesses.
    –The man who many women had a date with turns out to be a serial
      killer.
    อย่างไรก็ตาม เราอาจใช้ whom แทน who ได้ในการใช้แบบเป็นทางการมากๆ เช่น ในหนังสือเอกสารต่างๆ ดังนี้
    –The woman whom I met is my friend’s sister.
    –The man for whom I work runs many businesses.
    –The man with whom many women had a date turns out to be a
      serial killer.
หลักการใช้ relative adverb ขยายความคำนามของประโยคหลัก
1. การใช้ where/when/why ขยายความคำนาม
    Where/when/why เป็นคำ relative adverb จึงทำหน้าที่เป็นทั้งคำขยายความ (relative) คำนามของประโยคหลัก และเป็นวิเศษณ์ (adverb) ของ adjective clause พร้อมกันไปในเวลาเดียวกัน เช่น
    This is the website where you can learn English for free.
    ประโยค adjective clause ‘where you can learn English for free’ นี้ where จะทำหน้าที่เป็นทั้ง ‘คำขยายความคำนาม the website’ และทำหน้าที่เป็น ‘วิเศษณ์แสดง
สถานที่’ ของ learn English for free ด้วย
1.1 การใช้ where เพื่อขยายความคำนามแสดงสถานที่
    เราใช้ where นำหน้า adjective clause เพื่อขยายความคำนามแสดงสถานที่,
คำนามแสดงตำแหน่ง หรือคำนามแสดงลำดับขั้นในประโยคหลัก ดังนี้
    –The school where they study is the best in town.
    –Put that book into the place where it is.
    –This is the website where you can learn English for free.
    –The cosmology has just reached the stage where we can 
      understand the universe only 10 percent.

ลักษณะพิเศษของ where 
    Where เป็นคำวิเศษณ์แสดงสถานที่ และคำวิเศษณ์แสดงสถานที่จะมีลักษณะพิเศษอยู่
ประการหนึ่งคือ เป็น ‘กึ่งคำวิเศษณ์กึ่งคำนาม’ Where จึงมีทั้ง ‘ความเป็นวิเศษณ์และความ
เป็นคำนาม’ อยู่ในตัวเอง
    เราจึงใช้ where เป็นคำวิเศษณ์ (adverb) ก็ได้ หรือเราจะใช้ where เป็นคำนาม
(noun) ก็ได้
    นั่นคือ เราสามารถใช้ where เป็นคำวิเศษณ์ตามหลัง ‘คำกริยา vi’ (คำกริยาที่ไม่ต้อง
มีกรรมมารองรับ) ก็ได้ หรือเราจะใช้ where เป็นคำนามตามหลัง ‘คำกริยา + บุพบท
(phrasal verb)’ ก็ได้ ดังนี้
    a) Where did he go?
    b) Where did he go to?
    ทั้ง 2 ประโยคนี้ถูกต้องทั้งคู่ โดยประโยค a) go เป็นคำกริยา vi เราจึงใช้ go กับคำ
วิเศษณ์ where ได้ทันที นั่นคือ Where did he go?
    ส่วนประโยค b) go to เป็น ‘คำกริยา + บุพบท’ เราจึงใช้ go to กับคำนาม where ได้ทันทีว่า Where did he go to?
    และเมื่อเราใช้ where เป็น relative adverb ลักษณะพิเศษนี้ก็ยังคงติดตัว where มา
ด้วย เราจึงสามารถใช้ where กับ ‘คำกริยา vi’ ก็ได้ หรือใช้กับ ‘คำกริยา + บุพบท’ ก็ได้
ดังนี้
    a) Put that book into the place where it is.
    b) Put that book into the place where it belongs to.
    การใช้ประโยค a) และ b) นี้ถือว่าถูกต้องทั้งคู่ เราจึงสามารถเลือกใช้ประโยคใดก็ได้
    และเฉพาะ where ที่ใช้กับ ‘คำกริยา + บุพบท’ นี้เราสามารถละ where ไว้ได้ดังนี้:
Put that book into the place it belongs to.
    เหตุที่กรณีนี้เราละ where ไว้ได้เพราะ the place เป็นคำนามในตัวเองจึงใช้เป็นกรรม
ของ belongs to ได้อยู่แล้ว ดังนั้น where ที่มีความเป็นคำนามอยู่ในตัวจึงซ้ำความ
หมายกับ the place เราจึงตัด where ทิ้งไปได้ เพื่อให้ประโยคมีความกระชับขึ้น
    แต่เราจะคง where ไว้ก็ได้ แต่ประโยคของเราก็จะขาดความกระชับไป
1.2 การใช้ when เพื่อขยายความคำนามแสดงเวลา
    เราใช้ when นำหน้า adjective clause เพื่อขยายความคำนามแสดงเวลาของ
ประโยคหลักได้ ดังนี้
    –The first time when I dated her, I fell in love with her.
    –Do you remember the day when we first met?
    –The night when they drove old Dixie down.
      ค่ำคืนที่ฝ่ายเหนือได้โค่นกองกำลังฝ่ายใต้ลง(ในสงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ)

ลักษณะพิเศษของคำนามแสดงเวลา
    สำหรับภาษาอังกฤษแล้ว คำนามแสดงเวลา เช่น time, day และ night ฯลฯ นั้น เมื่อ
เราเติม the เข้าไปข้างหน้าเป็น the time, the day และ the night ฯลฯ คำเหล่านี้จะ
กลายเป็น ‘กึ่งคำนามกึ่งคำวิเศษณ์’ ไปทันที
    นั่นคือ เราสามารถใช้ the time, the day และ the night ฯลฯ เป็นคำนามก็ได้ หรือเป็นคำวิเศษณ์ก็ได้ เมื่อเป็นดังนี้คำเหล่านี้จึงมักถูกใช้เป็นคำวิเศษณ์ขยายความคำกริยา
หรือประโยคทั้งประโยคได้ดังนี้
    We met her the day before Christmas.
    ประโยคนี้ the day before Christmas ทำหน้าที่เป็นวิเศษณ์ขยายความประโยค
We met her.
    ดังนั้น เมื่อเราใช้ when ซึ่งเป็น relative adverb มาขยายความคำนามแสดงเวลา
the time, the day และ the night ฯลฯ เราจึงสามารถละ when ไว้ได้ เพราะคำนาม
แสดงเวลาเหล่านี้เป็นคำวิเศษณ์ในตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมี when อยู่ด้วยก็ได้ ดังนี้
    –The first time I dated her, I fell in love with her.
    –Do you remember the day we first met?
    –The night they drove old Dixie down. (The Band/Joan Baez)
    จาก 3 ประโยคข้างต้นเราจะเห็นได้ว่า the first time, the day และ the night ตามลำดับนั้นเป็น ‘คำวิเศษณ์’ อยู่ในตัวอยู่แล้ว เราจึงสามารถตัด when ซึ่งก็เป็นคำวิเศษณ์
เช่นกันออกได้ อันจะช่วยให้ประโยคของเรามีความกระชับขึ้น
1.3 การใช้ why ขยายความคำนาม reason
    เราใช้ why นำหน้า adjective clause เพื่อขยายความคำนาม reason ได้ดังนี้
    –This is the reason why I am here.
      นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงมาที่นี่
    และเราจะละ why ไว้เสียก็ได้ดังนี้
    –This is the reason I am here.
      นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงมาที่นี่
    เหตุที่เราสามารถตัด why ออกได้ก็เพราะ คำว่า reason มีความหมายว่า ‘ทำไม’ อยู่
ในตัวเองอยู่แล้ว นั่นคือ reason = ทำไมบางสิ่งจึงเกิดขึ้นหรือทำไมบางคนจึงทำบางสิ่ง
    อนึ่ง เราสามารถใช้ why เพื่อขยายความคำนาม idea ในประโยค I have no idea.
ได้เช่นกัน แต่จะไม่สามารถตัด why ออกได้ ดังนี้
    –I have no idea why she dated him.
      ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเจ้าหล่อนจึงมีนัดกับเขา