วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เปิดเผยกลเม็ดการใช้ Question Tag ขั้นเทพ
Question tag หรือ tag question คือประโยคคำถามรูปแบบหนึ่งซึ่งใช้ในภาษา
พูดเท่านั้น
    Question tag แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. Question tag ประเภทคำถามบอกเล่า เช่น
     –You love her, don’t you?
         ประโยคนี้เป็น question tag ประเภท ‘คำถามบอกเล่า’ โดยมีส่วนหัวซึ่งเป็น
ส่วนสำคัญที่สุด(ส่วนหลัก)อยู่ในรูปบอกเล่า คือ You love her, และมีส่วนหางซึ่งเป็น
ส่วนแสดงความเป็นประโยคคำถาม(ส่วนคำถาม)อยู่ในรูปปฏิเสธ คือ don’t you?
2. Question tag ประเภทคำถามปฏิเสธ เช่น
     –You don’t love her, do you?
         ประโยคนี้เป็น question tag ประเภท ‘คำถามปฏิเสธ’ โดยมีส่วนหัวหรือส่วน
หลักอยู่ในรูปปฏิเสธ คือ You don’t love her, และมีส่วนหางหรือส่วนคำถามอยู่ในรูป
บอกเล่า
 คือ do you?
   1. รูปแบบต่างๆของ question tag ประเภทคำถามบอกเล่า
    ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษารูปแบบของประโยค question tag ประเภทคำถามบอกเล่าต่อไปนี้ให้เข้าใจ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างประโยค question tag ของตนเอง
ต่อไป
–It was a delicious meal, wasn’t it?
–That is your picture, isn’t it?
    –There is an internet café around here, isn’t there?
–He is a star, isn’t he?
–She works at a hospital, doesn’t she?
    –You’re having a party, aren’t you?
–Tom can do that, can’t he?
    –You’ve lived here, haven’t you?


    อนึ่ง am not ไม่มีการใช้ในรูปของคำย่อ นักภาษาศาสตร์จึงกำหนดให้ใช้ aren't
แทน ดังนี้

    –I am your friend, aren’t I?
    เราใช้ question tag ประเภทคำถามบอกเล่าในกรณีที่เราคิดว่าสิ่งที่เรากำลัง
พูดเป็นจริง เช่น
    –She works at a hospital, doesn’t she?
        เจ้าหล่อนทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง...มิใช่รึ?
    ประโยคนี้แสดงว่า ผู้พูดคิดว่า She works at a hospital. เป็นจริง
    2. รูปแบบต่างๆของ question tag ประเภทคำถามปฏิเสธ
    ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษารูปแบบของประโยค question tag ประเภทคำถามปฏิเสธต่อไปนี้ให้เข้าใจ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างประโยค question tag ของตนเองต่อไป
–It wasn’t good, was it?
–That isn’t her boyfriend, is it?
–There isn’t a bank around here, is there?
–She isn’t his secretary, is she?
–Your brother didn’t go there, did he?
–Now I’m not just a boy, am I?
–Sally couldn’t come, could she?
–He hasn’t visited you, has he?
–They aren’t preparing the hall for the meeting, are they?
    เราใช้ question tag ประเภทคำถามปฏิเสธในกรณีที่เราไม่แน่ใจว่าสิ่งที่
เราพูดเป็นจริง
 เช่น
    –He hasn’t visited you, has he?
        เขาไม่ได้มาเยี่ยมเธอ...ใช่ไหม? 
    ประโยค question tag นี้ แสดงว่าผู้พูดไม่แน่ใจว่า he มาเยี่ยม you หรือไม่
        การใช้ Yes และ No ตอบประโยค question tag
1.  การใช้ Yes และ No ตอบประโยค question tag ที่เป็นคำถาม
  บอกเล่า
    1.1 ‘ถาม Yes’ ตอบ ‘Yes’ เท่ากับการ ‘ยืนยัน’ 
    ดังกล่าวแล้วว่า question tag ที่เป็นคำถามบอกเล่า คือ question tag ที่ผู้ถามคิด
ว่าสิ่งที่ตนถามนั้นเป็นจริง จึงคาดหวังให้ผู้ตอบตอบว่า ‘Yes’ อันเป็นที่มาของเรียกแบบย่อๆ
ว่า ‘ถาม Yes’
    เมื่อเป็นดังนี้ การตอบว่า ‘Yes’ จึงเป็นการ ‘ยืนยัน’ ว่า ‘เป็นจริงตามที่ถามมานั้น’ เช่น

    A: You’ve lived here, haven’t you?
         คุณพำนักอาศัยอยู่ที่นี่...มิใช่รึ?
    B:  Yes, I have.
         ใช่...ผมพำนักอาศัยอยู่ที่นี่
    ประโยค Yes, I have. ของ B เป็นการ ‘ยืนยัน’ ว่า คำถามของ A คือ You’ve lived here, haven’t you? เป็นจริง
    การใช้นี้จึงมี ‘สูตร’ ว่า:
    ถาม ‘Yes’ ตอบ ‘Yes’ เท่ากับเป็นการ ‘ยืนยัน’ ว่า ‘Yes’ เป็นจริง


   1.2 ‘ถาม Yes’ ตอบ ‘No’ เท่ากับการ ‘ปฏิเสธ’
    ในทางตรงกันข้าม ถ้า ‘ถาม Yes’ แล้วผู้ตอบตอบด้วย ‘No’ ก็จะเป็นการ ‘ปฏิเสธ’ ว่า ‘ไม่เป็นจริงตามที่ถามมา แต่เป็นตรงกันข้ามกับที่ถามมานั้น’  เช่น

    A: You’ve lived here, haven’t you?
         คุณพำนักอาศัยอยู่ที่นี่...มิใช่รึ?
    B: No, I haven’t.
         เปล่า...ผมไม่ได้พำนักอาศัยอยู่ที่นี้
    Detective: You killed her, didn’t you?
    ตำรวจนักสืบ:    คุณฆ่าเจ้าหล่อน...มิใช่รึ?
    Jim Petez: No, I didn’t kill her.
    จิม เปเตซ:        เปล่า...ผมไม่ได้ฆ่าเจ้าหล่อน
    การใช้นี้จึงมี ‘สูตร’ ว่า:
    ถาม ‘Yes’ ตอบ ‘No’ เท่ากับเป็นการ ‘ปฏิเสธ’ ว่า ‘Yes’ ไม่เป็นจริง
สรุป
   Question tag ที่เป็น ‘คำถามบอกเล่า’ นั้น เราจะตอบด้วย ‘Yes’ หรือ ‘No’ ก็ได้ อัน
ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การใช้ของเรา นั่นคือ ถ้าต้องตอบ ‘Yes’ เราก็ตอบ ‘Yes’ แต่ถ้าต้อง
ตอบ ‘No’ เราก็ตอบ ‘No’
2. การใช้ Yes และ No ตอบประโยค question tag ที่เป็นคำถาม
ปฏิเสธ
   2.1 ‘ถาม No’ ตอบ ‘No’ เท่ากับการ ‘ยืนยัน’   
    Question tag ที่เป็นคำถามปฏิเสธ คือ question tag ที่ผู้ถามไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตน
ถามนั้นเป็นจริง
 จึงต้องการการ ‘ยืนยัน’ ว่า ‘No’ จากผู้ถูกถาม ซึ่งนิยมเรียกแบบย่อๆว่า
‘ถาม No’
    เมื่อเป็นดังนี้ การตอบว่า ‘No’ จึงเป็นการ ‘ยืนยัน’ ว่า ‘เป็นจริงตามที่ถามมานั้น’ เช่น

    A: Your brother didn’t go there, did he?
         น้องชายของคุณไม่ได้ไปที่นั่น...ใช่ไหม?
    B: No, he didn’t.
         ถูกต้อง...ผมยืนยันว่าน้องชายผมไม่ได้ไปที่นั่น
    ประโยค No, he didn’t. ของ B เป็นการ ‘ยืนยัน’ ว่า ‘เป็นจริงตามที่ถามมานั้น
นั่นคือ น้องชายของผมไม่ได้ไปที่นั่นตามที่ถามมา’
    ลองไปดูอีกประโยคครับ
    Detective: You didn’t kill her, did you?
    ตำรวจนักสืบ:   คุณไม่ได้ฆ่าเจ้าหล่อน...ใช่ไหม?
    Jim Petez: No, I didn’t kill her.
    จิม เปเตซ:       ถูกต้อง...ผมยืนยันว่าผมไม่ได้ฆ่าเธอตามที่คุณถามนั่นแหละ
    การใช้นี้จึงมี ‘สูตร’ ว่า:
    ถาม ‘No’ ตอบ ‘No’ เท่ากับเป็นการ ‘ยืนยัน’ ว่า ‘No’ เป็นจริง
   2.2 ‘ถาม No’ ตอบ ‘Yes’ เท่ากับการ ‘ปฏิเสธ’  
    ในทางตรงกันข้าม ถ้า ‘ถาม No’ แล้วผู้ตอบตอบด้วย ‘Yes’ ก็จะเป็น ‘ปฏิเสธ’ ว่า ‘ไม่
เป็นจริงตามที่ถามมา แต่เป็นตรงกันข้ามกับที่ถามมานั้น’ เช่น

    A: Your brother didn’t go there, did he?
         น้องชายของคุณไม่ได้ไปที่นั่น...ใช่ไหม?
    B: Yes, he did.
         ที่ถามมาไม่เป็นจริงครับ เพราะน้องชายผมไปที่นั่น
    ประโยค Yes, he did. ของ B เป็นการ  ‘ปฏิเสธ’ ว่า ‘ที่ถามว่าน้องชายตนไม่ได้ไป
ที่นั่นนั้นไม่เป็นจริง ความจริงเป็นตรงกันข้าม นั่นคือ น้องชายของผมไปที่นั่น’
    การใช้นี้จึงมี ‘สูตร’ ว่า:
    ถาม ‘No’ ตอบ ‘Yes’ เท่ากับเป็นการ ‘ปฏิเสธ’ ว่า ‘No’ ไม่เป็นจริง
สรุป
    Question tag ที่เป็น ‘คำถามปฏิเสธ’ นั้น เราจะใช้ ‘No’ หรือ ‘Yes’ ตอบก็ได้ อันขึ้น
อยู่กับสถานการณ์การใช้ของเรา นั่นคือ ถ้าต้องตอบ ‘No’ เราก็ตอบ ‘No’ แต่ถ้าต้องตอบ ‘Yes’ เราก็ตอบ ‘Yes’

‘Yes’ มีความหมายเป็นการ ‘ปฏิเสธ’ ก็ได้
    เราจะเห็นได้ว่าการใช้ ‘Yes’ ในการตอบประโยค question tag นั้น ‘Yes’ ไม่ได้มี
ความหมายเป็นการ ‘ยืนยัน’ เพียงอย่างเดียว แต่มีความหมายเป็นการ ‘ปฏิเสธ’ ก็ได้ ถ้า
question tag นั้นเป็นประโยค ‘คำถามปฏิเสธ’ ดังประโยคตัวอย่างที่แสดงให้เห็นไปแล้ว
นั่นคือ

    A: Your brother didn’t go there, did he?
         น้องชายของคุณไม่ได้ไปที่นั่น...ใช่ไหม?
    B: Yes, he did.
         ที่ถามมาไม่เป็นจริงครับ เพราะน้องชายผมไปที่นั่น

‘No’ มีความหมายเป็นการ ‘ยืนยัน’ ก็ได้
    ส่วนการใช้ ‘No’ นั้น ‘No’ ก็ไม่ได้มีความหมายเป็นการ ‘ปฏิเสธ’ เพียงอย่างเดียว แต่มี
ความหมายเป็นการ ‘ยืนยัน’ ก็ได้ ถ้า question tag นั้นเป็นประโยค ‘คำถามปฏิเสธ’ ดัง
ประโยคตัวอย่างที่แสดงให้เห็นไปแล้ว นั่นคือ

    A: Your brother didn’t go there, did he?
         น้องชายของคุณไม่ได้ไปที่นั่น...ใช่ไหม?
    B:  No, he didn’t.
         ถูกต้อง...ผมยืนยันว่าน้องชายผมไม่ได้ไปที่นั่น
    Detective: You didn’t kill her, did you?
    ตำรวจนักสืบ:  คุณไม่ได้ฆ่าเจ้าหล่อน...ใช่ไหม?
    Jim Petez: No, I didn’t kill her.
    จิม เปเตซ:       ถูกต้อง...ผมยืนยันว่าผมไม่ได้ฆ่าเธอตามที่คุณถามนั่นแหละ


ถาม ‘No’ ตอบ ‘No’ คือการตอบว่า ‘ฉันไม่ได้ทำ’
    เราได้ทราบแล้วว่า ประโยค question tag ที่เป็น ‘คำถามปฏิเสธ’ นั้น เราจะตอบว่า
‘No’ หรือ ‘Yes’ ก็ได้ อันขึ้นอยู่กับสถานการณ์การใช้ของเราเอง นั่นคือ ถ้าต้องตอบ ‘No’
เราก็ตอบ ‘No’ แต่ถ้าต้องตอบ ‘Yes’ เราก็ตอบ ‘Yes’
    แต่เนื่องจากความเคยชินในภาษาไทยที่เราสามารถใช้คำว่า ‘ใช่’ ตอบประโยคที่เป็น
คำถามปฏิเสธได้ เช่น ‘คุณไม่ได้ฆ่าเจ้าหล่อนใช่ไหม?’ ถ้าเราตอบว่า ‘ใช่’ ก็เป็นอันรับรู้กัน
ว่า ‘เราไม่ได้ฆ่าเจ้าหล่อน’
    เราจึงอาจนำเอาความเคยชินจากภาษาไทยนี้มาใช้กับภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่สามารถทำได้
นั่นคือ ถ้าเราจะตอบว่า ‘เราไม่ได้ฆ่าเจ้าหล่อน’ เราต้องตอบว่า ‘No’ เท่านั้น เพราะถ้าเรา
เผลอตอบไปว่า ‘Yes’ เข้า เราก็จะถูกจับใส่กุญแจมือทันที เนื่องจากการตอบว่า ‘Yes’
เท่ากับเรารับสารภาพว่า ‘เราทำ’ หรือ ‘เราฆ่าเจ้าหล่อน’ นั่นเอง
    อย่างไรก็ตาม บางครั้งเราอาจเผลอไผลตอบไปว่า ‘Yes’ ได้ เพราะแม้แต่เจ้าของภาษา
เองในการสนทนากันเร็วๆก็อาจเผลอไผลตอบออกไปว่า ‘Yes’ ได้เช่นกัน ซึ่งก็สามารถแก้
ไขคำพูดของตนเสียใหม่ได้ดังนี้
    Detective: You didn’t kill her, did you?
    ตำรวจนักสืบ:    คุณไม่ได้ฆ่าเจ้าหล่อน...ใช่ไหม?
    Jim Petez: Yes, I mean ‘No, I didn’t kill her.’
     จิม เปเตซ:        ใช่...ผมฆ่า...เอ๊ยไม่ใช่...ผมพูดผิด...คุณพูดถูกแล้วผมไม่ได้ฆ่าเจ้าหล่อน
สรุป ‘สูตรอย่างง่าย’ ในการใช้ ‘Yes’ และ ‘No’ ตอบประโยค question
tag
    ผู้เขียนขอสรุป ‘สูตรอย่างง่าย’ ในการใช้ ‘Yes’ และ ‘No’ ตอบประโยค question
tag เพื่อให้ท่านผู้อ่านเอาไปใช้ในการตอบประโยค question tag ได้อย่างหวานหมูดัง
ต่อไปนี้
   1. ถาม ‘Yes’ ตอบ ‘Yes’ เท่ากับการตอบว่า ‘ฉันทำ’
   2. ถาม ‘Yes’ ตอบ ‘No’ เท่ากับการตอบว่า ‘ฉันไม่ได้ทำ’
   3. ถาม ‘No’ ตอบ ‘No’ เท่ากับการตอบว่า ‘ฉันไม่ได้ทำ’
   4. ถาม ‘No’ ตอบ ‘Yes’ เท่ากับการตอบว่า ‘ฉันทำ’
    หรือใช้ ‘สูตรย่อ’ ซึ่งสามารถครอบคลุมได้ทั้ง 4 กรณีข้างต้น ดังนี้
   การตอบ ‘Yes’ เป็นการตอบว่า ‘ฉันทำ’
   การตอบ ‘No’ เป็นการตอบว่า ‘ฉันไม่ได้ทำ’
   เราจะเห็นได้ว่า ถ้าเรารู้กลเม็ดการใช้ question tag แล้ว
question tag ก็เป็นเรื่องง่ายๆสำหรับเรา ดังนั้น ขอให้ท่านผู้อ่าน
ลงมือนำเอา question tag ไปใช้กันได้เลย ณ บัดนาว
หลักการใช้ Modal Verbs
อย่างชัดเจนกระจ่างแจ้งไร้ข้อสงสัยใดๆ
 Modal verb หรือกริยาช่วย อันได้แก่ can, could, may, might, will และ would
ฯลฯ นั้น ทำหน้าที่ได้ 2 ประการ คือ 1) ใช้แสดง ‘ความเป็นไปได้’ และ 2) ใช้แสดง
มารยาททางสังคมต่างๆ
         1. การใช้ modal verbs แสดง ‘ความเป็นไปได้’
    Modal verbs ใช้แสดงได้ทั้ง ‘ความเป็นไปได้’ และ ‘แนวโน้มของความเป็นไปได้’
Modal verbs จึงแสดงได้ทั้ง ‘ความเป็นปัจจุบัน’ และ ‘ความเป็นอนาคต’
    เราสามารถแบ่งระดับการใช้ modal verbs ที่แสดง ‘ความเป็นไปได้’ และ ‘แนวโน้ม
ของความเป็นไปได้’ ได้ 3 ระดับดังนี้
      เป็นไปได้มาก               เป็นไปได้ปานกลาง               เป็นไปได้น้อย
(ในปัจจุบันหรือในอนาคต)          (ในปัจจุบันหรือในอนาคต)           (ในปัจจุบันหรือในอนาคต)
  can                              may                            could
  will                              might
 must                            could
       should
    ส่วน would จะใช้เพื่อแสดงการจินตนาการหรือการคาดการณ์ถึงเหตุการณ์ในอนาคต
CAN, WILL และ MUST แสดงความเป็นไปได้มาก
    เมื่อเราจะพูดหรือเขียนแล้วเรารู้สึกว่า สิ่งที่เราจะพูดหรือเขียนนั้น ‘มีความเป็นไปได้
มาก’ หรือ ‘มีแนวโน้มของความเป็นไปได้มาก’ เราก็จะใช้ can, will หรือ must ดังนี้


Can
    Can มีความหมายว่า ‘สามารถ’ หรือ ‘มีโอกาสที่จะ’ เวลาเราใช้ can ความหมายทั้ง 2 นี้ก็จะปะปนกันไป แต่บางครั้งก็แยกกันชัดเจน อันขึ้นกับสถานการณ์การใช้ในขณะนั้น ดังนี้
   –I can speak English.
     ฉันสามารถพูดภาษาอังกฤษได้

   –She can come.
     เจ้าหล่อนสามารถ/มีโอกาสที่จะมาได้

   –I can get soaked to the skin out there.
     ฉันมีโอกาสที่จะเปียกจนชุ่มโชกได้ที่ข้างนอกนั่น

   –He can’t further his study abroad.
     เขาไม่มีโอกาสที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ


Will 
    Will นอกจากจะใช้เพื่อแสดงว่า ‘จะมีบางสิ่งเกิดขึ้นในอนาคต’ ในกรณีของ Future Simple แล้ว เรายังใช้ will ได้ใน 2 กรณีดังต่อไปนี้
1. ใช้ will เพื่อแสดง ‘ความเป็นไปได้มาก’ หรือ ‘แนวโน้มของความเป็น
     ไปได้มาก’


   –There will be rain.
     มีความเป็นไปได้มากที่ฝนจะตก

   –It won’t be long.
     มีความเป็นไปได้มากที่จะไม่นาน

   –This box will contain that stuff. 
     มีความเป็นไปได้มากที่กล่องนี้จะบรรจุสิ่งนั้นไว้ได้

   –Take this helmet or you will get fined.
     เอาหมวกกันน็อคนี้ไปสวม มิฉะนั้นก็มีความเป็นไปได้มากที่คุณจะถูกปรับ
2. ใช้ will เพื่อแสดง ‘ความเต็มใจที่จะทำบางสิ่ง’ หรือ ‘คำสัญญาที่จะทำ
     บางสิ่ง’


   –I will remember you. 
     ฉันให้สัญญาว่าจะจดจำคุณไว้ในใจ

   –I promise I will love you forever.
     ผมให้สัญญาว่าจะรักคุณตลอดไป

   –I’ll die for you.
     ผมเต็มใจที่ตายเพื่อคุณ

   A: You should click on this website.
       คุณควรจะคลิ๊กเข้าไปที่เว็บไซตนี้
   B: Yes, I will.
       ตกลงครับ....ผมเต็มใจที่จะทำ


Must
    Must ตรงกับคำในภาษาไทยว่า ‘ต้อง’ เราใช้ must เมื่อเรามั่นใจว่าบางสิ่ง ‘ต้อง’
เกิดขึ้น ดังนี้
   –He must be her brother. 
     เขาต้องเป็นพี่ชายของเจ้าหล่อนแน่

   –You must be joking. 
     คุณต้องกำลังล้อฉันเล่นแน่ๆ

   –Your phone is so cool. It must be expensive.
     โทรศัพท์ของคุณเจ๋งมาก มันต้องแพงแน่ๆเลย

   –She has got determination, so she must get succeeded. 
     เจ้าหล่อนมีความมุ่งมั่น ดังนั้น เจ้าหล่อนต้องประสบผลสำเร็จ
MAY, MIGHT, COULD และ SHOULD แสดงความเป็นไปได้
ปานกลาง
    ถ้าเรารู้สึกว่าสิ่งที่เราจะพูดหรือเขียนถึง ‘มีความเป็นไปได้ปานกลาง’ หรือ ‘มีแนว
โน้มของความเป็นไปได้ปานกลาง’ ให้เราใช้ may, might, could หรือ should
May, Might, Could
    May, might และ could จะมีความหมายเหมือนกันว่า ‘อาจจะ’ เวลาเราใช้ เราจะเลือก
ใช้คำใดคำหนึ่งก็ได้ ดังนี้
   –I may buy it.
     ฉันอาจจะซื้อมัน

   –She might go.
     เจ้าหล่อนอาจจะไป

   –It could happen.
     มันอาจจะเกิดขึ้นได้

   –They may/might/could be wrong.
     พวกเขาอาจจะผิดก็ได้


Should
    Should มีความหมายตรงกับคำในภาษาไทยว่า ‘น่าจะ’ หรือ ‘ควรจะ’ เราจึงใช้
should ในลักษณะดังต่อไปนี้
   –The dog should be OK in a few days.
     เจ้าตูบน่าจะหายเป็นปกติดีในอีก 2-3 วัน

   –They are talking about what should be her next film.
     พวกเขากำลังพูดคุยกันว่า อะไรน่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่องต่อไปของเจ้าหล่อน

   –Where is my phone? It should be in my purse.
     โทรศัพท์ฉันไปอยู่ที่ไหนนี่? มันควรจะอยู่ในกระเป๋าถือฉันนี่น่า

   –This word is spelled wrong. It should be ‘b-e-l-i-e-v-e’ not
      ‘b-e-l-e-i-v-e’.

     คำนี้สะกดผิดนี่นา มันควรจะเป็น ‘b-e-l-i-e-v-e’ ไม่ใช่ ‘b-e-l-e-i-v-e’

   –I’ve already sent my email. You should get it by now.
     ฉันได้ส่งอีเมวล์ของฉันไปเรียบร้อยแล้ว เธอควรจะได้รับมันแล้วตอนนี้
COULD แสดงความเป็นไปได้น้อย
    Could นอกจากจะใช้เพื่อแสดง ‘ความเป็นไปได้ปานกลาง’ หรือ ‘แนวโน้มของความ
เป็นไปได้ปานกลาง’ แล้ว เรายังใช้ could เพื่อ ‘กล่าวในเชิงเปรียบเทียบที่เหนือจริง’ หรือ
ใช้เพื่อแสดง ‘ความเป็นไปได้น้อย’ ดังนี้
   –This movie is so fun. I could watch it one hundred times.
     ภาพยนตร์เรื่องนี้สนุกมาก ฉันแทบจะดูมันได้นับร้อยครั้งเลยทีเดียว 

   –I’m starving. I could eat up all of these foods.
     ฉันกำลังหิวจนตาลาย ฉันแทบจะกินอาหารเหล่านี้ได้จนหมดเลยทีเดียว 

   –You could win the prize.
     คุณคงถูกรางวัลเข้าบ้างล่ะน่า 

   –I could swim across the river.
     ฉันคงจะว่ายข้ามแม่น้ำได้
การใช้ WOULD แสดงจินตนาการหรือการคาดการณ์ 
    Would เป็นคำกลางๆที่ไม่แสดงถึงระดับของความเป็นไปได้ว่า ‘มาก’, ‘ปานกลาง’
หรือ ‘น้อย’ เราจึงใช้ would เมื่อเรา ‘จินตนาการ’ หรือ ‘คาดการณ์’ เกี่ยวกับเหตุการณ์
ต่างๆที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์นั้นๆอาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ดังนี้

    –There would be loss of money. (The Guardian/The Nation)
      คาดการณ์ได้ว่าจะเป็นการสูญเปล่าทางด้านการเงิน
   –I imagine that she would forgive me someday.
     ฉันจินตนาการว่าเจ้าหล่อนจะให้อภัยฉันวันหนึ่งข้างหน้า

   –I would sell it, but I’m not its owner.
     ฉันจะขายมัน แต่ฉันก็ดันไม่ใช่เจ้าของมันซะอีก

   –That incident would have link with terrorism more or less.
     เหตุการณ์นั่นน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายไม่มากก็น้อย

   –I believe that she would marry him.
     ฉันเชื่อว่าเจ้าหล่อนน่าจะแต่งงานกับเขา


การใช้ COULD, MAY HAVE และ WOULD แสดงความ
เป็นอดีต


    เราสามารถใช้ could, may have และ would แสดงความเป็นอดีตได้ดังนี้
การใช้ could แสดงความเป็นอดีต

    เราใช้ could แสดงความเป็นอดีตของ can ได้ดังต่อไปนี้

    –She said she could do that.

    –I sat next to her. I could smell her scent.

    –He could read and understand English when he was only five.

    –Both of us had no match on us. So we couldn’t light the candles.
การใช้ may have/might have แสดงความเป็นอดีต

    เราใช้ may have หรือ might have แสดงความเป็นอดีตของ may หรือ might ได้ดังต่อไปนี้

    –He said he may have bought it.
    A: This morning he didn’t call me.
    B: He might have been busy doing his homework.
การใช้ would แสดงความเป็นอดีต

    เราใช้ would แสดงความเป็นอดีตของ will ได้ดังต่อไปนี้
    –He told me that he would come.

    2. การใช้ modal verbs แสดง ‘มารยาททางสังคมต่างๆ’
2.1 การขออนุญาต  

    เราใช้ Can/Could, May/Might, Would ในการขออนุญาต ดังนี้
   –Can I take this?
     ผมขออนุญาตเอาสิ่งนี้ไปได้ไหม? 

   –Could I ask a question?
     ผมขออนุญาตถามคำถามหนึ่งคำถามได้ไหม?

   –May I come in?
     ผมขออนุญาตเข้าไปได้ไหม?

   –Might I make a comment?
     ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นได้ไหม?

   –Would you mind if I smoke?
     คุณจะว่าอะไรไหม ถ้าผมจะสูบบุหรี่?


   
การให้อนุญาต
    

   เราใช้ Can, May ในการให้อนุญาต ดังนี้

   –You can go now.
     ฉันอนุญาตให้เธอไปได้แล้ว 

   –All pupils may not take mobile phones into the exam rooms.
     นักเรียนทุกคนไม่ได้รับอนุญาตให้นำโทรศัพท์เข้าไปในห้องสอบ

2.2 การขอให้ช่วย


    เราใช้ Can/Could, May/Might, Will, Would ในการขอให้ช่วย ดังนี้
   –Can you help me with this luggage?
     ช่วยดิฉันเอากระเป๋าเดินทางนี้ไปหน่อยได้ไหมคะ?

   –Could you please help my daughter?
     ขอความกรุณาช่วยลูกสาวของดิฉันด้วยคะ?

   –May you carry these shopping bags for me?
     ช่วยดิฉันถือถุงเหล่านี้หน่อยได้ไหมคะ? 

   –Might you open your trunk, please?
     ช่วยกรุณาเปิดฝากระโปรงท้ายรถด้วยครับ?

   –Will you bring this in?
     ช่วยเอาเจ้าสิ่งนี้เข้าไปข้างในด้วยคะ?

   –Would you pass me that sauce?
     ช่วยส่งซ็อสนั่นให้ดิฉันหน่อยได้ไหมคะ?


2.3 การเสนอตัวเพื่อช่วย
    เราใช้ Can/Could, May/Might ในการเสนอตัวเพื่อช่วย ดังนี้
   –Can I help you?
     ให้ผมช่วยนะครับ?

   –Could I make you a cup of coffee?
     น้องชงกาแฟให้นะคะ?

   –May I help?
     ให้ผมช่วยนะครับ?

   –Might I give you some advice?
     ให้ผมแนะนำอะไรหน่อยได้ไหมครับ?


2.4 การถามถึงความต้องการของผู้อื่น

    เราใช้ Will, Would เพื่อถามถึงความต้องการของผู้อื่น ดังนี้
   –Will you want anything else?
     คุณต้องการอะไรอีกไหมครับ?

   –Would you like a cup of coffee?
     จะรับกาแฟซักถ้วยไหมคะ?


2.5 การบอกถึงความต้องการของเรากับผู้อื่น

    เราใช้ Will, Would เพื่อบอกถึงความต้องการของเรากับผู้อื่น ดังนี้
   –I will have a piece of cake.
     ผมขอสั่งเป็นขนมเค็กชิ้นหนึ่ง 

   –I would like a dish of roasted chicken.
     ผมขอสั่งเป็นไก่ย่างหนึ่งจาน


2.6 การขอคำแนะนำ
    เราใช้ Should ในการขอคำแนะนำ ดังนี้
   –Should I wear this dress?
     ฉันควรจะใส่ชุดนี้ไหม?

       การให้คำแนะนำ

    เราใช้ Should ในการให้คำแนะนำ ดังนี้


   –You should go to see the doctor.
     เธอควรจะไปหาหมอนะ 


2.7 การเชื้อเชิญ
    เราใช้ Will ในการเชื้อเชิญ ดังนี้

   –Will you come to my party?
     ขอเชิญคุณมางานเลี้ยงสังสรรค์ของดิฉันด้วยค่ะ? 

    2.8 การออกคำสั่ง

    เราใช้ Will ในการออกคำสั่ง ดังนี้


   –You will be next.
     หนูเป็นคนต่อไป
เก่ง Tenses แบบเจ้าของภาษาได้ไม่ยาก
เจ็ด tenses ที่ใช้น้อย 
    Tense ทั้ง 7 tenses ต่อไปนี้ มีอยู่เพียง tense เดียวเท่านั้นที่ใช้ค่อนข้างบ่อย คือ
past continuous ส่วนที่เหลืออีก 6 tenses เป็น tense ที่ใช้น้อย หรือบาง tense ก็แทบจะไม่มีการใช้กันแล้วในปัจจุบัน
    อย่างไรก็ตาม ทั้ง 7 tenses นี้ก็เป็น tense ที่เราต้องศึกษาไว้ เพราะบางครั้งก็จำเป็น
ที่จะใช้เช่นกัน หรือเมื่อเห็นคนอื่นใช้ก็จะได้เข้าใจความหมายของการใช้ tense นั้นๆ 
TENSE แสดง ‘อดีต’ 
   Tense แสดงอดีตใน tenses(B) มีอยู่ 3 tenses คือ 1) past continuous 2) past perfect 3) past perfect continuous tense โดยยังมีอีก 1 tense ที่แสดง
อดีต เช่นกัน คือ past simple ซึ่งกล่าวถึงไปแล้วใน tenses(A)
   ดังนั้น tense ที่แสดงอดีตจะมีอยู่ทั้งหมด 4 tenses ด้วยกัน

   Tense แสดง ‘อดีต’ ใน tenses(B) ที่มีอยู่ 3 tenses มีกลเม็ดและหลักการใช้ดังนี้

                      1. PAST CONTINUOUS 
   There are 2 tricks of using Past Continuous:

   1. Past Continuous is 'something-was-happening-with-or-
without-adverb-of-past-time'.
   มีกลเม็ดอยู่ 2 กลเม็ดในการใช้ past continuous ดังนี้
   ๑. Past continuous (was/were + v-ing) คือ 'บางสิ่งกำลังดำเนิน
อยู่ในอดีต
โดยจะมีวิเศษณ์แสดงเวลาในอดีตอยู่ด้วยหรือไม่ก็ได้' เช่น: 
        –I was helping my mother with cooking.
        –In the garden the birds were singing.
        –That night I was watching TV alone. 
        –A year before their arrivals, the road was being constructed.
        –At this time yesterday, she was doing the washing.
        –At about 7 o’clock last week, I was showering as usual. What
          was wrong?   
   2. Past Continuous is ‘something-was-happening-and-
another-thing-happened-in-between.
   ๒. Past continuous คือ ‘บางสิ่งกำลังเกิดขึ้นในอดีตและก็มีอีกสิ่งหนึ่งได้
เกิดขึ้นแทรกเข้ามา’ โดย ‘สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอดีต’ ใช้ในรูป was/were + v-ing (past continuous) ส่วน ‘สิ่งที่เกิดแทรกเข้ามา’ ใช้ในรูป v2 (past simple) ดังนี้: 
        –I saw a beautiful woman who was standing in front of a shop.
           ฉันได้เห็นสาวสวยคนหนึ่งผู้ที่กำลังยืนอยู่หน้าร้าน
        –While I was having my dinner, the power went off.
              ขณะที่ฉันกำลังทานข้าวเย็น ไฟฟ้าก็ได้ดับลง 
        –While my sister was reading, she heard her dog barking.
              ขณะที่น้องสาวของฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ เจ้าหล่อนก็ได้ยินเสียงเจ้าตูบเห่าขึ้น 
        –When she was being on Facebook, the doorbell rang.
           ขณะที่เจ้าหล่อนกำลังเล่น Facebook อยู่นั้น กระดิ่งประตูก็ได้ดังขึ้น
        –When they were being in the classroom, the rain poured down
           heavily.
           ขณะที่พวกเขากำลังเรียนหนังสือกันอยู่ ฝนก็ได้ตกลงมาอย่างหนัก
        เราสามารถวางประโยคที่นำหน้าด้วย While หรือ When ไว้ด้านท้ายก็ได้ ดังนี้
        –The power went off, while I was having my dinner.
        –The doorbell rang, when she was being on Facebook.
        และสำหรับประโยคที่นำหน้าด้วย When ซึ่งตามปกติมักใช้ในรูป past conti-
nuous นั้น เราสามารถใช้ในรูปของ past simple ก็ได้ ดังนี้
        –I was playing my guitar, when my parents came back home.
        การใช้ past continuous นี้ขอให้ท่านผู้อ่านสังเกตด้วยว่า เหตุการณ์ที่ was
happening
 จะต้องมีช่วงระยะเวลายาวกว่าเหตุการณ์ที่เกิดแทรกเข้ามา (happened
in between) เสมอ เช่น was playing my guitar จะมีช่วงระยาเวลายาวกว่า came
back home ซึ่งเป็นเพียงแค่ ‘จุดหนึ่งของเวลา’ เท่านั้น

                          2. PAST PERFECT  
   The trick of using Past Perfect is ‘something-had-happened
-before-another-thing-happened’. 
   กลเม็ดหรือกุญแจของการใช้ past perfect ก็คือ ‘บางสิ่งได้เกิดขึ้นและได้
จบสิ้นไปแล้ว ก่อนจะเกิดอีกสิ่งหนึ่งตามมา’ โดย ‘สิ่งที่ได้เกิดขึ้นและได้จบสิ้นไป
แล้ว’ ใช้ในรูป had + v3 (past perfect) ส่วน ‘สิ่งที่เกิดตามมา’ ใช้ในรูป
v2 (past simple) ดังนี้:
    –My teacher had finished her class, when I arrived.
        คุณครูของฉันได้สอนจบไปแล้ว ตอนที่ฉันไปถึง
    –My coach had started his lesson, when I got dressed.
      ผู้ฝึกสอนของฉันได้เริ่มทำการฝึกซ้อมไปแล้ว ตอนที่ฉันเริ่มแต่งตัว (เพื่อลงฝึกซ้อม)
    –The programme had ended, when I switched on the TV.
      รายการโทรทัศน์ได้จบไปแล้ว ตอนที่ฉันเปิดโทรทัศน์ขึ้นมา
    –He couldn’t play his guitar because a string had broken.
      เขาไม่สามารถเล่นกีทาร์ได้ เพราะสายกีทาร์เส้นหนึ่งได้ขาดไปเสียก่อนแล้ว
    –I had just logged out, when I realized I forgot to send a message.
        ฉันเพิ่งออกจากการใช้งาน ตอนที่ฉันนึกได้ว่าลืมส่งข้อความไปข้อความหนึ่ง
             3. PAST PERFECT CONTINUOUS
   The trick of using Past Perfect Continuous is ‘something-
had-been-happening-before-another-thing-happened’.
   กลเม็ดหรือกุญแจของการใช้ past perfect continuous ก็คือ ‘บางสิ่งได้กำลังเกิดขึ้นและได้จบสิ้นไปแล้ว ก่อนจะเกิดอีกสิ่งหนึ่งตามมา’ โดย ‘สิ่งที่ได้
กำลังเกิดขึ้นและได้จบสิ้นไปแล้ว’ ใช้ในรูป had been + v-ing (past per-fect continuous) ส่วน ‘สิ่งที่เกิดตามมา’ ใช้ในรูป v2 (past simple) ดัง
นี้:
    
   –I had been waiting for an hour, before my girlfriend arrived.
      ผมได้รอคอยอยู่เป็นเวลาต่อเนื่องกันถึง 1 ชั่วโมง ก่อนที่แฟนผมจะมาถึง
   –His skill was improved. He had been practicing for 3months.
      ทักษะของเขาได้รับการพัฒนา หลังจากที่ได้ทำการฝึกฝนมาตลอด 3 เดือน

   –The children fell asleep on the floor where they had been playing all
      afternoon.
      เด็กๆนอนหลับบน พื้นหลังจากที่พวกแกได้เล่นกันมาตลอดทั้งบ่าย
   บางครั้งเหตุการณ์ในอดีตที่กำลังเกิดขึ้นนั้นอาจดำเนินมาพอดีกับที่อีกเหตุการณ์หนึ่ง
เกิดขึ้นพอดีก็ได้ เช่น

   –I had been surfing the Net when the phone range.
      ฉันกำลังท่องเน็ทอยู่ ตอนที่โทรศัพท์ดังขึ้น

   –A TV reporter said customers had been waiting in line for 5 hours
      to be the first to get new iPhones.
        ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งรายงานข่าวว่าลูกค้าได้เข้าแถวรอคอยเป็นเวลาตลอด 5 ชั่วโมงเพื่อจะได้เป็นคน
        แรกที่ได้เป็นเจ้าของ iPhone รุ่นใหม่
   การใช้ past perfect continuous กับ past perfect จะคล้ายกันและมักใช้แทน
กันได้ โดย ‘past perfect continuous เน้นที่ความต่อเนื่องของเวลาที่เกิดขึ้นในอดีต
นั้น’ ส่วน ‘past perfect เน้นที่เหตุการณ์ในอดีตที่ได้เกิดขึ้นและจบสิ้นไปแล้ว’ เช่น

   –I had been waiting for an hour, before my girlfriend arrived.
     ผมได้รอคอยอยู่เป็นเวลาต่อเนื่องกันถึง 1 ชั่วโมง ก่อนที่แฟนผมจะมาถึง

   –I had waited for an hour, before my girlfriend arrived.
     ผมได้รอคอยอยู่เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ก่อนที่แฟนผมจะมาถึง
TENSE แสดง ‘ปัจจุบันที่เป็นผลมาจากอดีต’
Tense แสดงปัจจุบันที่มีผลมาจากอดีตใน tenses(B) มีอยู่ 1 tense คือ present
perfect continuous tense โดยยังมีอีก 1 tense ที่แสดงปัจจุบันที่มีผลมาจากอดีต
เช่นกัน คือ present perfect ซึ่งกล่าวถึงไปแล้วใน tenses(A)
    ดังนั้น tense ที่แสดงปัจจุบันที่มีผลมาจากอดีตจะมีอยู่ทั้งหมด 2 tenses ด้วยกัน

    Tense แสดง ‘ปัจจุบันที่เป็นผลมาจากอดีต’ ใน tenses(B) ที่มีอยู่ 1 tense มีกล
เม็ดและหลักการใช้ ดังนี้

1. PRESENT PERFECT CONTINUOUS
    The trick of using Present Perfect Continuous is ‘something-has-been-happening-in-the-past-up-to-now’.

    กลเม็ดหรือกุญแจของการใช้ present perfect continuous (has/
have been + v-ing) ก็คือ ‘บางสิ่งกำลังเกิดขึ้นในอดีตและได้ดำเนินอย่าง
ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน’ ดังนี้:


    –It has been raining outside.
        ฝนข้างนอกตกต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้
    –The traffic has been jamming for 30 minutes.                                          การจราจรติดขัดต่อเนื่องกันมาจนถึงตอนนี้เป็นเวลา 30 นาทีแล้ว

    –How long have you been being on the Internet?
        เธอเล่นเน็ทมาเป็นเวลาต่อเนื่องกันกี่มากน้อยแล้วเนี่ย?
    –I have been living here since 2008.
        ฉันพักอาศัยอยู่ที่นี่อย่างต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 2008
    และเราสามารถใช้ present perfect continuous เพื่อแสดงว่า ‘เหตุการณ์ในอดีต
ที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องมานั้นได้จบสิ้นลงก่อนปัจจุบันแล้ว แต่ยังมีผลให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน’
ได้ โดยมักมีประโยคอื่นมาขยายความให้เห็นว่าเหตุการณ์นั้นได้จบสิ้นลงแล้ว แต่ยังมีผล
ปรากฏอยู่ ดังนี้

    –She has been studying hard all day. She looks tired now.
        เจ้าหล่อนศึกษาเหล่าเรียนอย่างต่อเนื่องมาอย่างหนักทั้งวัน ตอนนี้เจ้าหล่อนจึงดูเหนื่อยล้า
    –They have been spending all of their savings. That is why they
      are broke.
        พวกเขาใช้เงินออมทั้งหมดของพวกเขาอย่างต่อเนื่องจนหมด นั่นคือสาเหตุว่าทำไมพวกเขาจึง
          ถังแตก
Present Perfect Continuous vs. Present Perfect
    การใช้ present perfect continuous กับ present perfect จะคล้ายกัน
และมักใช้แทนกันได้ โดย ‘present perfect continuous เน้นเหตุการณ์ในอดีต
ที่ได้เกิดขึ้นและดำเนินอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน’ ส่วน ‘present perfect เน้นที่
เหตุการณ์ในอดีตที่ได้เกิดขึ้นและดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจจะต่อเนื่องหรือไม่ต่อ
เนื่องก็ได้’ เช่น

    –The traffic has been jamming for 30 minutes.
        การจราจรติดขัดต่อเนื่องกันมาจนถึงตอนนี้เป็นเวลา 30 นาทีแล้ว
            (แสดงว่าการจราจรติดขัดแบบแทบไม่ขยับเขยื้อนเลย)

    –The traffic has jammed for 30 minutes.
        การจราจรติดขัดมาจนถึงตอนนี้เป็นเวลา 30 นาทีแล้ว
            (แสดงว่าการจราจรมีการขยับเขยื้อนตัวบ้าง)

   
    –She has been studying hard all day. She looks tired now.
        เจ้าหล่อนศึกษาเหล่าเรียนอย่างต่อเนื่องมาอย่างหนักทั้งวัน ตอนนี้เจ้าหล่อนจึงดูเหนื่อยล้า
    –She has studied hard all day.
        เจ้าหล่อนศึกษาเหล่าเรียนอย่างหนักมาทั้งวัน (ตอนนี้เจ้าหล่อนจึงดูเหนื่อยล้า)
    อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์ present perfect continuous กับ present perfect จะมีความหมายต่างกัน เช่น สมมติว่าก่อนเข้าไปในห้างฯฝนได้ตกลงมา เมื่อเรา
ออกมาจากห้างฯ ฝนก็ยังคงตกอยู่ เราจึงได้อุทานขึ้นกับเพื่อนขึ้นว่า

    –Look! It has been raining.
        ดูซิเธอ...ฝนยังคงตกอยู่เลย
    และสมมติว่าก่อนเข้าไปในห้างฯ แดดแจ๋เลย แต่เมื่อออกมาจากห้างฯ กลับเห็นพื้น
ถนนหน้าห้างเปียกไปหมด เราจึงรู้ได้ทันทีว่า เมื่อสักครู่ฝนได้ตกลงมา เราจึงได้อุทาน
ขึ้นกับเพื่อนขึ้นว่า

    –Look! It has rained.
        ดูซิเธอ...เมื่อสักครู่ฝนคงตกลงมาแน่ๆ น้ำฝนเจิ่งนองพื้นถนนเลย
    ลองไปดูตัวอย่างเปรียบเทียบอีกสักประโยค

    –I have been designing this website.
        ฉันกำลังออกแบบเว็บไซท์นี้อยู่ โดยได้ทำมาพักใหญ่แล้ว และตอนนี้ก็ยังไม่เสร็จ 
    –I have designed this website.
        ฉันออกแบบเว็บไซท์มาพักใหญ่แล้ว และตอนนี้ก็ออกแบบเสร็จแล้ว (ดังเห็นผลงานปรากฏอยู่)

    ประโยคหลังนี้สามารถประโยค present perfect อื่นๆมาสื่อความหมายแทนก็ได้ดังนี้


   –I have finished designing this website.
        ฉันเสร็จสิ้นการออกแบบเว็บไซท์แล้ว
คุณประโยชน์ของ tense ในภาษาอังกฤษ
    มาถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงอาจพอทราบเลาๆแล้วว่า ‘ทำไมภาษาอังกฤษจึงมีการคิดค้น
tense ขึ้นมาใช้?’ คำตอบก็คือ การใช้ tense นั้นใช้คำเพียงไม่กี่คำในการสื่อความหมาย แต่กลับได้เนื้อหาที่ต้องการสื่อมากนั่นเอง และนี่ก็คือสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เรา
จำเป็นจะต้องเข้าใจการใช้ tense ต่างๆให้ได้ครบทุก tense นั่นเอง ไม่ว่าพวกมันจะใช้บ่อย
หรือไม่บ่อยก็ตาม


TENSES แสดง ‘อนาคต’
    Tense แสดงอนาคตใน tenses(B) มีอยู่ 3 tenses คือ 1) future continuous 2) future perfect 3) future perfect continuous tense โดยยังมีอีก 1 tense ที่แสดงอนาคต เช่นกัน คือ future simple ซึ่งกล่าวถึงไปแล้วใน tenses(A)
    ดังนั้น tense ที่แสดงอนาคตจะมีอยู่ทั้งหมด 4 tenses ด้วยกัน
 
    Tense แสดง ‘อนาคต’ ใน tenses(B) ที่มีอยู่ 3 tenses มีกลเม็ดและหลักการใช้
ดังนี้
1. FUTURE CONTINUOUS
    There are 2 tricks of using Future Continuous:
   1. Future continuous is ‘will-be-happening-in-the-future’.
   มีกลเม็ดอยู่ ๒ กลเม็ดในการใช้ future continuous ดังนี้
   ๑. Future continuous (will be + v-ing) คือ ‘จะมีบางสิ่งกำลังเกิดขึ้น
ในอนาคต’ เช่น:


        –Tonight I will be watching the game with you.
           คืนนี้ฉันจะกำลังดูการแข่งขันกับเธอ

        –This evening I‘ll be cooking in the kitchen.
           เย็นนี้ฉันจะกำลังปรุงอาหารอยู่ในครัว

        –This afternoon I won’t get any line I will be talking with my client
          in the office.
           
บ่ายนี้ผมจะไม่รับสายใดๆ ผมจะกำลังพูดคุยกับลูกค้าในห้องทำงาน
   2.  Future continuous is ‘will-be-planning-to-do-something-
in-the-future’.
   ๒.  Future continuous (will be + v-ing) คือ ‘วางแผนที่จะทำบาง
สิ่งในอนาคต’ 
  
   การใช้ในข้อนี้เหมือนกับการใช้ present continuous เพื่อแสดงเวลาในอนาคต ดังนี้:
     –I will be buying it tomorrow.             ฉันมีแผนที่จะซื้อมันวันพรุ่งนี้
     –I am buying it tomorrow.
  ฉันมีแผนที่จะซื้อมันวันพรุ่งนี้

           
–I will be calling her later.             ฉันมีแผนที่จะโทรหาเจ้าหล่อนทีหลัง
     –I am calling her later.
           
ฉันมีแผนที่จะโทรหาเจ้าหล่อนทีหลัง
2. FUTURE PERFECT
และ FUTURE PERFECT CONTINUOUS
    The trick of using Future Perfect is ‘will-have-finished-some
thing-in-the-future’.
    กลเม็ดหรือกุญแจของการใช้ future perfect (will have + v3) ก็คือ ‘จะทำบางสิ่งแล้วเสร็จ ณ เวลาหนึ่งในอนาคต’ เช่น:
    –This movie will have ended at about four-forty-five.
        ภาพยนตร์เรื่องนี้จะจบลงเวลาประมาณบ่าย 4 โมง 45 นาที
    –I will have finished my study next year.
        ฉันจะเรียนจบปีหน้า
    –I’ll have completed my homework at 7 o’clock.
        ฉันจะทำการบ้านเสร็จตอนหนึ่งทุ่ม
    –We’ll have started off by the time you arrive.
        พวกเราคงจะออกเดินทางกันไปแล้ว เวลาที่คุณไปถึงจุดนัดพบ
    ส่วนกลเม็ดการใช้ future perfect continuous (will have been + v-ing)
ก็จะคล้ายกับการใช้ future perfect ผู้ใช้จึงนิยมใช้ในรูป future perfect มากกว่า
ในปัจจุบัน future perfect continuous (will have been + v-ing) จึงได้ค่อยๆ
หลุดออกไปจากสารบบการใช้ tense ไปเรื่อยๆ นั่นคือ แทบจะไม่พบเห็นการใช้เลยใน
เวลานี้ ดังนั้น อย่าได้แปลกใจถ้าได้เห็นตำราไวยากรณ์ส่วนใหญ่ตัด tense นี้ออกไป
เลย
กลเม็ดการใช้ 7 tenses ที่ใช้น้อย
    Tense ทั้ง 7 tenses เป็น tense ที่นิยมใช้ในภาษาเขียนและการทำข้อสอบ มากกว่า
การใช้ในภาษาพูด

    ดังนั้น สำหรับท่านผู้อ่านที่ต้องการใช้ tense ในการสนทนาเท่านั้น ก็ขอให้มุ่งเน้นการ
ศึกษาไปที่ tense 5 tenses ใน TENSES (A) เป็นหลัก ส่วนทั้ง 7 tenses นี้ก็ขอให้
อ่านพอเข้าใจเท่านั้น และเมื่อมีเวลาว่างเมื่อใดก็ค่อยกลับมาทบทวนเป็นคราวๆไป แล้วการ
ใช้ทั้ง 7 tenses นี้ก็จะค่อยๆซึมซับเข้าไปในหัวสมองของเราโดยอัตโนมัติ
    ส่วนท่านผู้อ่านที่ต้องใช้  tense เพื่อการเขียนและการทำข้อสอบ ก็ขอให้ศึกษาทั้ง 7 tenses นี้ให้เข้าใจโดยกระจ่าง แล้วการเขียนและการทำข้อสอบของเราก็จะประสบผล
สำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ