วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แนวทางการเรียน การเตรียมตัว สอบ นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์


บทความนี้มีเพื่อแนะนำผู้ที่ต้องการศึกษาต่อ คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เป็นหลัก หรือ น้องๆที่จะเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยคณะอื่นด้วยโดย นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างการเรียนและการใช้ชีวิตก่อนเข้ามหาวิทยาลัยและ ในมหาวิทยาลัยเพียงส่วนหนึ่งของผู้เขียน หากผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

Part 1 ช่วง ม.ปลาย          

ก่อนอื่นสำหรับน้องๆนักเรียน ม. ปลาย ที่กำลังสนใจหรือกำลังคิดว่าจะเรียนคณะอะไรดี ก็อย่ากลัวไปก่อน หรือ คิดว่าตัวเองทำไม่ได้เพราะอะไรก็ไม่แน่เพียงแต่น้องๆจะต้องวางแผนให้ดีและมีระเบียบวินัยกับตนเองหน่อย  จากประสบการณ์ของพี่ที่เคยผ่านมา ขอกล่าวถึงตั้งแต่ช่วงม.5 –ม.6 ที่ตอนนั้นกำลังจะไปโครงการแลกเปลี่ยนต่างประเทศพึ่งสอบสัมภาษณ์ผ่านมาแต่กำลังตัดสินใจว่าจะไปดีหรือไม่ ใจนึงก็อยากไปแต่อีกใจก็เห็นว่าเป็นช่วงที่ใกล้สอบเข้ามหาลัยแล้ว กลัวกลับมาแล้วจะอ่านหนังสือสอบ ไม่ทัน(ไปตอนต้นม.6 กลับมาซ้ำชั้นม.6เดือนกรกฎาคม) สุดท้ายพี่ก็ตัดสินใจไปแต่เมื่อตัวเรากลัวมากๆกับการเข้ามหาลัยไม่ได้จึงคิดไว้ก่อนเลยว่าจริงๆแล้วอยากเรียนอะไร กลับมาจะสอบเข้าอะไรเพื่อตั้งเป้าหมายให้แน่นอนเพราะระหว่างที่อยู่ต่างประเทศก็จะได้เตรียมตัวอ่านหนังสือในวิชาที่พออ่านไว้ก่อนได้เช่น ภาษาอังกฤษ ซึ่งจะต้องใช้ทุกการสอบอยู่แล้ว พี่เป็นคนเรียนสายวิทย์แต่ไม่ชอบสายวิทย์มากๆเพราะไม่ชอบทั้งวิชา เลข ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เรียกได้ว่ากว่าจะผ่านม.ปลายมาก็หนักหนาเอาการ จึงลองมาดูคณะสายศิลป์ เห็นว่าคณะนิติศาสตร์เป็นคณะที่เป็นสายอาชีพที่ชัดเจนทางหนึ่งเนื่องจากเรียนจบมาด้านการงานก็มีความมั่นคงและหลากหลายสามารถเข้าได้ทั้งราชการและเอกชน อยู่ได้ในทุกๆองค์กรอีกทั้งมีการเปิดสอบตรงซึ่งแทบจะไม่ต้องใช้วิชาสายวิทย์สอบเลย(มีความถนัดด้านคำนวณเล็กน้อย) และการสอบกลาง(แอดมิดชันในสมัยนั้น)ก็ใช้onet เพียงแค่วิชาไทย สังคม และอังกฤษ ส่วน Anet มีการเปิดสาขาวิชาภาษาให้เลือกสอบได้ด้วยหรือใครที่เรียนสายวิทย์มาจะใช้คะแนนวิทย์หรือเลขก็ได้แล้วแต่จะเลือก จึงตัดสินใจว่าเราจะเข้านิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เป็นเป้าหมายอันดับแรก
          
               หลังจากกลับมาจากโครงการแลกเปลี่ยนเดือนกรกฎาคม ตอนนั้นเพื่อนๆพี่ก็เข้ามหาลัยกันไปหมดแล้วมาเรียนกับรุ่นน้อง เมื่อกลับมาก็รีบปรับตัวแล้วหันมาตั้งใจกับการสอบตรงเข้านิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่จะมีการเปิดสอบในช่วงปลายปีถ้าจำไม่ผิดคือช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม  โดยตอนอยู่ต่างประเทศได้สมัครคอร์สเรียนสอบตรงนิติ มธ.ไว้ที่สถาบันแห่งหนึ่งย่านศาลาแดง  ซึ่งจะได้เรียนก็เดือนตุลาคมคือปิดเทอมเล็กเพราะพี่เป็นคนต่างจังหวัดด้วยเลยไม่ได้เรียนระหว่างเปิดเทอม ระหว่างนั้นจึงเน้นไปที่การทำข้อสอบกับทบทวนเนื้อหาวิชาไทย สังคม อังกฤษ เพื่อเตรียมตัวสอบโควตาสายศิลป์ของมหาลัยอื่นๆไปพลางๆก่อน พอถึงเดือนตุลาคมก็เรียนวิชาที่จะไปสอบตรงนิติ มธ.แล้วอ่านแต่วิชาพวกนั้นอย่างเดียวเลยตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงสอบ แต่เพื่อความไม่ประมาทเกิดสอบไม่ได้ขึ้นมาซึ่งจะประกาศผลปลายๆเดือนมกราคมเลยลงเรียนดาวองก์ของอ.ปิง คอร์ส intensive ไว้ก่อนเลยสำหรับแอดมิดชันเพราะเกิดสอบได้ขึ้นมาก็ไม่เสียหายอะไรแต่ถ้าสอบไม่ได้ก็จะได้อ่านไทย สังคม ต่อไปเลยช่วงเปิดภาคเรียนเทอม 2
          
              ปลายเดือนตุลาคมมีการเปิดสอบโควต้าของมหาวิทยาลัยนเรศวรซึ่งเพื่อนๆเกือบทั้งห้องสมัครสอบไปโดยเน้นที่แพทย์ ทันตะ เภสัชกร ส่วนพี่เลือกนิติศาสตร์ไปก็ปรากฎว่าสอบได้ตามที่เลือกไว้ แต่ก็สละสิทธิ์ไป(ตรงนี้สำคัญมากเพราะน้องๆบางคนมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วเตรียมตัวมาดีแล้วแต่พอสอบได้ที่อื่นก่อน ผสมกับความกลัว ความขี้เกียจที่จะอ่านหนังสือต่อก็เลยเลือกไปโดยที่ไม่ได้เลือกมาเพราะความตั้งใจจริงๆ ก็ลองถามตัวเองให้ดีๆก่อนเพราะ เพื่อนพี่หลายคนที่เป็นแบบนี้สุดท้ายเรียนไปเทอมเดียว ปีเดียวก็รีไทร์ออกมาเพราะไม่ใช่อย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้แต่แรก ) **ที่จะบอกก็คือ ทุกมหาวิทยาลัย ทุกคณะนั้นล้วนมีจุดประสงค์เพื่อให้นักศึกษาออกมามีความรู้ด้วยกันทั้งนั้นขอให้เราภาคภูมิใจในสถาบันของเรา และสิ่งที่เราชอบ แต่ที่บอกไว้ก็เพราะไม่อยากให้น้องๆถอดใจกับอะไรง่ายๆ ต้องไม่ย่อหย่อนหรือยอมแพ้ใจของเราเองทั้งที่ยังไม่ได้ทำถึงที่สุดเท่านั้นเองครับ
          
               ช่วงเดือนตุลาคม ถึงพฤศจิกายน จึงเน้นการอ่านเนื้อหาของสอบตรงทั้งหมดโดยที่ไม่ได้อ่านวิชาอื่นเลยเพราะถ้าสอบตรงติดก็มั่นใจว่าเอาแน่นอนไม่เปลี่ยนใจ แต่ระหว่างนั้นก็ตั้งใจเรียนดาวองก์ไปด้วยประกอบกับอ.ปิงสอนสนุกมากเลยเรียนไปไม่ค่อยเบื่อเท่าไรแต่กลับมาก็ไม่ค่อยได้ทบทวนเพราะอ่านแต่เนื้อหาสอบตรง
          
               สำหรับการสอบตรงถ้าจำไม่ผิดจะมีวิชา กฎหมาย วิชาภาษาอังกฤษ วิชาความถนัด และการเขียนเรียงความ น้องๆส่วนใหญ่ที่ไปติวมามักเน้นการอ่านที่กฎหมายเป็นหลักซึ่งพี่ก็ชอบเพราะมันเป็นโจทย์ที่อ่านๆไปก็สนุกดีมีเรื่องราวให้ติดตาม แต่ที่สำคัญจริงๆคือ ภาษาอังกฤษกับการเขียนเรียงความนะครับขอเน้น  เพราะ คะแนนวิชากฎหมายของน้องๆซึ่งจะเป็นข้อสอบchoice ส่วนใหญ่จะได้คะแนนเท่าๆกันไม่ทิ้งห่างกันมาก เพราะน้องๆก็พึ่งเรียนกฎหมายพร้อมๆกันและมักจะถูกโจทย์หลอกบ้างจำผิดบ้าง แต่ภาษาอังกฤษจะเป็นตัววัดที่สำคัญเพราะภาษาอังกฤษเราได้เรียนกันมาตั้งแต่ประถม คนที่เก่งภาษาอังกฤษจริงๆจึงจะได้เปรียบpartนี้มากๆ กับส่วนของเรียงความในเนื้อหาส่วนนี้โจทย์มักถามในเชิงแสดงความคิดเห็นบ้าง ข่าว เหตุการณ์บ้านเมืองบ้าง หรือถ้าน้องที่เรียนตามสถาบันติวสอบตรงมากพี่ๆติวเตอร์ก็มักจะให้หัวข้อมาฝึกเขียนไว้ อันนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของการใช้ถ้อยคำ การเรียบเรียงคำพูด ก็ฝึกฝนกันไว้ด้วยนะครับอย่าลืม
          
               พอผ่านฤดูกาลสอบตรงไปสอบเสร็จไปแล้วก็ต้องกลับมาเตรียมตัวแอดมิดชันทันที อย่ามัวรอผลการสอบตรงโดยที่ไม่ได้ทำอะไร เพราะเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการอ่านแล้ว และกว่าผลจะประกาศก็ช่วงต้นปีหน้านู่น พี่จึงอ่านไทย สังคม อังกฤษ แล้วเน้นการทำข้อสอบย้อนหลังอย่างต่ำ 10 ปี ทั้ง 3 วิชานี้ แล้วดูคะแนนว่าแต่ละวิชาเราได้คะแนนประมาณเท่าไร อยู่ในช่วงไหน  เพราะเมื่อทำข้อสอบบ่อยๆเข้าบางปีโจทย์ก็จะออกซ้ำบ้างหลายข้อ ซึ่งเมื่อเราทำจนคุ้นเคยก็จะจำได้เอง ถ้าเคยผิดมาก็จะไม่ผิดซ้ำอีก เนื้อหาอ่านจากหนังสือที่เรียนอ.ปิงอย่างเดียวเลยทั้งวิชาไทยกับสังคมเพราะครอบคลุมมากๆ ส่วนภาษาอังกฤษบอกตามตรงเลยว่าไม่ได้อ่านเนื้อหาเลยแต่ทำข้อสอบอย่างเดียว(ไม่แนะนำเท่าไรเพราะ สุดท้ายคะแนนภาษาอังกฤษพี่ก็ออกมาน้อยที่สุดใน 3 วิชานี้ แต่ถ้าใครอ่านไม่ทันจริงๆก็แนะนำให้ทำข้อสอบเยอะๆเข้าไว้)
          
                ช่วงปลายๆปีก็สอบโควตาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปโดยเลือกนิติศาสตร์กับรัฐศาสตร์ก็ถือเป็นการทดสอบดูว่าวิชาที่เราอ่านไปพอทำได้ขนาดไหนในสนามสอบจริง ปรากฏว่า สอบไม่ได้! ซึ่งก็ไม่แปลกใจหรือตกใจอะไรมากเพราะตอนออกมาทำบางวิชาไม่ค่อยได้ จริงๆ แต่ก็ยอมรับว่าเสียกำลังใจไปเหมือนกัน (ตอนนั้นพี่เองก็เกิดอาการลังเลด้วยเหมือนกันว่าถ้าสอบติดเชียงใหม่ไปก็อาจจะเอาเลยอย่างที่เตือนน้องๆไว้ตอนต้น เพราะ ส่วนตัวแล้วพ่อแม่ พี่ชาย เรียนที่เชียงใหม่ และตอนนั้นไม่อยากไปเรียนที่กทม.ด้วยม.เชียงใหม่จึ่งค่อนข้างมีอิทธิพลในจิตใจพอสมควร 55) แต่พอสอบไม่ติดขึ้นมาก็ถือว่าทำให้เป้าหมายเรากลับมาชัดเจนอีกครั้ง  ต่อมาก็ไปสอบตรงที่ มศว.คณะรัฐศาสตร์ซึ่งไม่ได้ตั้งใจไว้แต่แรกแต่มีเพื่อนมาแนะนำให้สมัคร ปรากฏว่าสอบติดจึงเกิดอาการลังเลอีกรอบว่าจะเอาเลยดีมั้ย 55 จะได้ไม่ต้องอ่านหนังสือแล้วด้วยแต่ก็คงเป็นเรื่องดวงด้วยเพราะสุดท้ายวันสอบสัมภาษณ์ของมศว.ดันไปตรงกับวันเข้าค่าย รด.เลยต้องไปเข้าค่ายรด.เพราะขี้เกียจทำเรื่องกับทหารกลัวมีปัญหาจะไม่จบ รด.ปี3เอา
          
                 เมื่อถึงเวลาประกาศผลสอบตรงนิติ มธ.ตื่นเต้นมากเว็บล่มไม่รู้กี่รอบ รอๆๆๆๆใจจดใจจ่อเพื่อนที่มีเป้าหมายเดียวกันก็โทรคุยกันไปกันมา สุดท้ายผลออกมา “ไม่ติด” ตอนนั้นพอเปิดดูเสียใจมาก กลับไปเปิดดูผลอีกรอบว่าดูผิดรึเปล่า55 ทำอะไรไม่ถูกเลย เพื่อนบางคนก็สอบติดไปบางคนก็สอบไม่ติดเหมือนกัน สุดท้ายแล้วก็ต้องตั้งลำใหม่แน่วแน่แล้วว่ายังไงก็ต้องสอบแอดมิดชันแน่นอนก็อ่านไทย สังคม อังกฤษๆๆๆๆอย่างเดียวเลยจนถึงสอบแอดมิดชัน
          
                     วันสอบแอดมิดชันตื่นเต้นมากแต่ก็พยายามตั้งสติไว้แล้วคิดว่า ที่เราอ่านมาทั้งหมดก็เพื่อวันนี้ อย่างน้อยถึงจะตื่นเต้นก็ขอทำให้ดีที่สุด รอบคอบเข้าไว้ อย่าประมาทกับโจทย์ข้อไหนทั้งสิ้น วัดดวงไปกับไทย สังคม อังกฤษที่อ่านมา(พี่ไม่คิดจะเข้าสายวิทย์เลยแน่ๆ เพราะไม่อยากเจอ เลข ฟิสิกส์ เคมี ชีวะอีกแล้วเลยไม่ได้อ่านวิชาอื่นไปเลยก็เป็นข้อดีอีกข้อของการมีเป้าหมายที่ชัดเจน) พอสอบเสร็จเข้าจริงรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจเลยซักวิชายิ่งพอมาตรวจสอบคำตอบกับตามเว็บต่างๆแล้วจะยิ่งรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจอย่างแรงเพราะแต่ละคนจะตอบไม่ค่อยเหมือนกัน ส่วน anet พี่เลือกสอบวิชาภาษาเยอรมันไปเพราะดูคะแนนสูงสุดต่ำสุดของปีก่อนแล้ว สาขานี้ จะเป็นสาขาที่คะแนนต่ำที่สุดแล้วและเนื่องจากไปแลกเปลี่ยนที่เยอรมันมาด้วยเลยเลือกภาษานี้(สำหรับพี่ได้คะแนนไม่ดีเท่าไรบอกตามตรงคือไม่ถึง 50 คะแนน เพราะถึงแม้ไปเยอรมันมาแต่พี่ก็ไม่แน่นทางด้าน grammar ของเยอรมันเลยและไม่เคยเรียนภาษาเยอรมันมาก่อนด้วยก่อนไป เพราะเรียนสายวิทย์  ส่วนเพื่อนๆพี่ที่เรียนสายศิลป์เยอรมันมาก่อนนั้นได้คะแนนกัน 70-80 ก็มี ดังนั้นน้องๆที่ภาษาที่ 3 ไม่แน่นก็ไม่ต้องกลัวครับทำไว้ปานกลางๆดูส่วน%ที่เค้าจะให้คะแนนแล้วเน้นวิชาที่เราถนัด ถ้าคะแนนไทยสังคมอังกฤษทำไว้ดีก็ไม่ต้องห่วง เพราะขนาดเพื่อนพี่ไม่รู้ภาษาเยอรมันเลยเข้าไปมั่วได้มา 40 กว่าคะแนนก็ยังเข้ามา นิติ มธ.ได้ แต่คะแนนส่วนอื่นๆต้องทำได้บ้างนะครับ) ซึ่งสมัยนี้การสอบกลางคงเปน gat pat หมดแล้วพี่ก็ไม่ค่อยแน่ใจในระบบเท่าไรแต่ก็เล่าให้ฟังไว้เผื่อไว้เป็นแนวทางบ้างน่ะครับ ที่สำคัญถ้าน้องๆคนไหนที่มีเวลาเตรียมตัวดีๆก็ควรทำเกรดไว้บ้างเพราะเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งเลยนะครับ)
          
                 พอการสอบผ่านไปหมดแล้วก็ได้แต่รอผล ถ้าจำไม่ผิดก็เป็นเดือนเหมือนกัน หลังสอบแอดมิดชันก็ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ไม่คิดจะสอบอะไรอีกแล้ว เชื่อว่าน้องๆหลายคนที่สอบออกมาก็ไม่มีใครฟันธงได้หรอกว่าได้ชัวร์ ถึงตอนทำข้อสอบจะมั่นใจมาก เพราะอารมณ์ ณ ตอนนั้นอะไรมันก็ไม่แน่จริงๆนะครับ สำหรับพี่ก็เครียดลึกๆแต่ก็ไม่มากกลัวแค่ว่าถ้าผิดพลาดอะไรไป จะไม่มีที่เรียนต่อเท่านั้น ระหว่างรอผลก็มักจะชอบใช้โปรแกรมคำนวณคะแนนตามเว็บสมมติคะแนนตัวเองเล่นๆตามความรู้สึกที่ทำได้ว่าจะออกมาประมาณไหน เลือกคณะอะไรได้บ้าง คะแนนถึงนิติ มธ.ไหม แล้วถ้าพลาดไปจะเลือกที่ไหนดีก็คิดเผื่อๆไว้บ้างก็ดีนะครับถึงแม้คะแนนที่ออกมาจริงๆจะไม่ตรงที่สมมติไว้ทีเดียวแต่ก็ทำให้เราได้คิดถึงทางเลือกอื่นๆไว้ด้วยเพื่อความไม่ประมาท เพราะถ้าจะไม่ผิดคะแนนประกาศออกมาก็ไม่ได้มีเวลามากมายที่จะเลือกคณะนะครับ สำหรับพี่เห็นว่าการเรียนคณะที่เราชอบเป็นสิ่งสำคัญกว่ามหาวิทยาลัยที่โด่งดังโชคดีที่ทางบ้านให้อิสระในการเลือกด้วย และก่อนหน้านี้ก็ตั้งเป้าที่นิติ มธ ไว้อย่างเดียวด้วยก็เลยลองมาคิดถึงคณะสายศิลป์อื่นๆดูเผื่อไว้
          
                 พอคะแนนประกาศออกมาครบหมดแล้ว ถ้าจำไม่ผิดคะแนนนิติศาสตร์ มธ.  เลือกสอบโดยใช้ภาษาเยอรมันคะแนนต่ำสุดของปีก่อนพี่สอบ(51)คือ 7100กว่าๆ แต่คะแนนรวมของพี่ได้ 7008 ซึ่งขาดไปเป็นสิบคะแนนถ้าเทียบของสถิติปีก่อนหน้านี้ แต่เมื่อคะแนนขาดนิดเดียวเท่านี้แน่นอนว่าต้องเลือกไว้อันดับ 1 อยู่แล้ว
อันดับ2 เลือก สถาปัตย์ ธรรมศาสตร์ (สมัยนั้น ใช้แค่ onet 5 วิชา โดยไม่มีความถนัดทางสถาปัตย์และไม่ต้องใช้ anet เลย แล้วคะแนนเกินมามากเมื่อเทียบสถิติของปีก่อน)
อันดับ3 มนุษย์ศาสตร์ สาขา เยอรมัน เกษตรศาสตร์
อันดับ 4 นิติศาสตร์ เชียงใหม่
            สิ่งสำคัญของการเลือกอันดับก็คือ บางคณะคะแนนเราอาจจะไม่ถึงก็จริงแต่ขาดไปไม่มาก เช่น ขาดไปไม่ถึงขนาดเป็น 1000 คะแนน (ไม่รู้gat pat ใช้rateคิดคะแนนอย่างไร)ก็ควรลองเสี่ยงเลือกไว้อันดับ 1 ไว้ก่อนโดยสำหรับพี่แล้วมีเกณฑ์การเลือกดังนี้
อันดับ 1 เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ +(ถ้าคะแนนไม่ถึง ก็เลือกไว้เสี่ยงดวงเลย)
อันดับ 2  คณะที่อยากเรียนรองลงมา + ถ้าพลาดอันดับแรกก็สามารถเรียนจนจบได้ + คะแนนควรจะเกินสถิติของปีก่อนหรือ เกือบถึงมากๆๆ
อันดับ 3 คณะที่ปานกลางพอเรียนได้ เฉยๆหรืออยากเรียน + คะแนนเกินสถิติของปีก่อนหลายๆร้อยหน่อย
อันดับ 4 คณะที่ปานกลางพอเรียนได้ เฉยๆ หรืออยากเรียน+ คะแนนเกินมาอาจจะถึง พันคะแนน คือ เอาเป็นว่าเกินสูงสุดของปีก่อนก็จะดีมาก แบบว่าติดชัวร์ยังไงก็ไม่หลุดอันดับสุดท้าย
            ที่สำคัญ คือ เลือกคณะที่เราชอบไม่ใช่เลือกมหาวิทยาลัยที่โด่งดัง เพราะเราจะต้องเข้าไปเรียนอีก 4 ปีกับคณะนี้สาขานี้ ถ้าเลือกมหาวิทยาลัยที่โด่งดังแต่คณะที่มีคะแนนต่ำ เข้าไปแม้ได้อยู่ในสภาพแวดล้อม สถานที่ที่ชอบ มีคนชื่นชมในสถาบันแต่สุดท้ายไม่ชอบวิชาที่เรียนเอามากๆก็อาจจะเรียนไม่จบจนต้องไทร์ออกมาได้ซึ่งพี่เห็นมาเยอะมากสำหรับเพื่อนๆพี่ที่เลือกมหาลัยไว้ก่อน คนรีไทร์ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่เตือนไว้สำหรับน้องๆที่ไม่อยากเสียเวลาไปอ่านหนังสือใหม่เข้าสู่วงจรการสอบแอดมิดชันอีกรอบที่ต้องอ่านหนังสือเตรียมตัวเป็นเดือนเป็นปี โดยเสียเวลาไปกับการเลือกที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อีกอย่างพี่เชื่อว่า การที่เราได้เรียน ได้ทำสิ่งที่เราชอบแม้ไม่ใช่ในมหาวิทยาลัยในฝัน เราก็มักจะทำได้ดีโดยที่ไม่ต้องฝืนใจทำ และถ้าเราชอบแล้วทำได้ดีจริงไม่ว่าจบจากที่ไหนก็มีงานที่ดีทำได้ทั้งนั้น หรือถ้ายังติดใจกับเรื่องมหาวิทยาลัยมากๆก็สามารถไปเรียนต่อปริญญาโทได้อีก  ดังนั้น คิดก่อนเลือกให้ดีๆ แต่นี่ก็เป็นเพียงคำแนะนำเท่านั้นสุดท้ายน้องๆก็ต้องชั่งใจเอาเองนะครับ  เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ :D

สรุป การเตรียมตัวสอบเข้าได้เป็นข้อๆ ดังนี้
1.   จำกัดคณะ สาขาวิชา  มหาวิทยาลัย ที่อยากเข้ามาก่อนว่าอยากเรียนอะไรบ้าง สายไหนวิทย์หรือศิลป์ เพื่อที่จะได้เตรียมตัวอ่านถูกและเน้นวิชาที่ต้องใช้สอบได้อย่างตรงจุด ไม่เสียเวลากับวิชาที่ไม่ใช้สอบ ถ้าเป็นไปได้อย่างช้าที่สุดคือ ม.5 เทอม 2
2.   อ่านวิชาเหล่านั้นซ้ำๆวนไปวนมา แม้จะจำได้เข้าใจแล้ว ก็ควรอ่านให้ขึ้นใจ ทำข้อสอบ โจทย์เยอะๆเพราะอ่านเนื้อหาอย่างเดียวลืมได้ แต่เมื่อทำข้อสอบไปแล้วจะทำให้เข้าใจได้แจ่มชัดขึ้นและจำได้ง่ายขึ้นด้วย
3.   แบ่งเวลาในการอ่านแต่ละวิชาให้ดี วิชาไหนชำนาญแล้ว ก็ไปเสริมวิชาที่อ่อนด้อยอยู่ ถ้าทำได้จนอยู่ในระดับมาตรฐานปานกลางแล้ว มีเวลาเหลือก็ไปเน้นวิชาที่ชำนาญเพื่อทำคะแนน
4.   ระหว่างที่เรียนม.ปลาย ควรทำเกรดให้ดีเพราะมีผลต่อการคิดคะแนน เกรดดีมีชัยไปหลายคะแนนแล้ว เวลาคะแนนขาดไปไม่กี่คะแนนจะได้ไม่มาเสียดายทีหลังว่าถ้าเกรดดีกว่านี้ก็สอบติดไปแล้ว
5.   การเลือกคณะเลือกสาขาที่เราชอบ เราอยากเรียน พอรู้แนวทางการเรียนจากพี่ๆอาจารย์มาบ้าง ว่าเข้าไปแล้วเราสามารถเรียนได้  เรียนอย่างไรบ้าง แม้อาจจะต้องพยายามบ้างแต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ ไม่ถึงกับต้องไปเริ่มใหม่หมด ผืนใจเกินไป  และ สำหรับน้องๆที่อาจจะโดนอิทธิพลของผู้ปกครองในการเลือกคณะ ถ้าเป็นคณะที่เราพอเรียนได้หรือชอบด้วยอยู่แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรแต่ถ้าเป็นคณะที่เราไม่ชอบและไม่อยากเรียนเลย  ก็อยากให้ลองคุยกับผู้ปกครองดูนะครับ เพราะคนที่ไปเรียนคือตัวน้องเองไม่ใช่ผู้ปกครอง และน้องต้องเรียนอีกอย่างน้อย 4-6 ปีกับคณะนั้นโดยที่ไม่มีความสุข ถ้าจบก็อาจต้องทำงานกับสายนั้นต่อไปอีก ถ้าไม่ไหวก็อาจจะต้องรีไทร์เข้ากลางคันเสียเวลาอีกเป็นปีๆ อีกอย่าง พี่เชื่อว่าผู้ปกครองทุกคนก็รักบุตรหลานของตนอยู่แล้วถ้าเราอธิบายด้วยเหตุผลดีๆไม่ใช้อารมณ์และเราคิดดีแล้ว วางแผนดีแล้ว ท่านก็คงจะฟังเราบ้างอยู่แล้วครับ สู้ๆ
6.   ดูคะแนนสูงสุดต่ำสุดให้ดีๆ เลือกอันดับให้ดีๆอย่าสลับกัน คณะที่อยากเข้ามากสุด+คะแนนสูงสุดไว้บนสุดแล้วค่อยๆลดหลั่นลงมา แต่อันดับสุดท้ายต้องเป็นคณะที่ติดชัวร์ 100% และไม่ฝืนใจที่จะเรียนจนเกินไป ประมาณตนเองให้ดีๆอย่าเข้าข้างหรือดูถูกตัวเองจนเกินไป
สุดท้ายก็เอาใจช่วยน้องๆม.4 5 6 ทุกคนนะครับ!
Part ต่อไปคือ เมื่อเข้าไปเรียนในธรรมศาสตร์แล้ว
และบรรยากาศของการเรียนคณะนิติศาสตร์
แนวทางวางแผนการเรียนต่างๆที่ควรรู้ไว้แต่ต้น

สาธารณรัฐฝรั่งเศส
French Republic

เลือกตั้ง มีวาระ 6 ปี (เดิม 9 ปี) ทั้งนี้ ในกรณีที่ทั้งสองสภามีความเห็นต่างในเรื่องการพิจารณาร่างกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ทิศเหนือติดกับช่องแคบอังกฤษ เบลเยียม และลักเซมเบิร์ก ทิศตะวันออกติดกับเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี ทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก และทิศใต้ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อันดอร์รา และสเปน โดยมีจุดที่สูงที่สุดในทวีปยุโรปตะวันตก คือ ยอดเขา Mont Blanc ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอลป์ บริเวณชายแดนประเทศฝรั่งเศสและอิตาลี

ภูมิอากาศ ฤดูหนาวไม่หนาวมาก และฤดูร้อนอากาศเย็นสบาย

พื้นที่ รวมทั้งจังหวัดและดินแดนโพ้นทะเล 675,417 ตารางกิโลเมตร

ประชากร 65.9 ล้านคน (ปี 2556) จำนวนผู้อยู่ในกำลังแรงงานประมาณ 28.1 ล้านคน (ภาคบริการ 74% ภาคอุตสาหกรรม 22% ภาคเกษตรกรรม 3.2%)

ภาษาราชการ ฝรั่งเศส

ศาสนา โรมันคาธอลิก (85% ) อิสลาม (10%) โปรเตสแตนท์ (2%) ยิว (1%)

เมืองหลวง กรุงปารีส

เมืองสำคัญ Lyon, Marseille, Lille, Toulouse, Bordeaux, Nice, Strasbourg, Toulon, Rennes

วันชาติ 14 กรกฎาคม

สกุลเงิน ยูโร (Euro)

ระบอบการเมือง ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ

ประธานาธิบดี นายฟรองซัวส์ ออลองด์( François Hollande)

นายกรัฐมนตรี นายมานูเอล วาลส์ (Manuel Valls)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายโลรองต์ ฟาบิอุส (Laurent Fabius)
1. อำนาจบริหาร มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ (Head of State) และเป็นผู้นำในฝ่ายบริหาร มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีวาระ 5 ปี (เดิม 7 ปี) และอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีฝรั่งเศสเข้าสู่การปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐที่ 5 (the Fifth Republic) ตั้งแต่ปี 2501 (ค.ศ. 1958) จัดทำขึ้นในสมัยประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอโกลล์ (Charles de Gaulle) สาระสำคัญในรัฐธรรมนูญ คือ การเพิ่มอำนาจประธานาธิบดี โดยอำนาจบริหารถูกแบ่งออกและมีหัวหน้า 2 คน ในลักษณะรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในแบบกึ่งรัฐสภากึ่งประธานาธิบดี ทั้งนี้ ประธานาธิบดีมีอำนาจถอดถอนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
2. อำนาจนิติบัญญัติ ประกอบด้วย 2 สภา คือ (1) สภาผู้แทนราษฎร (Assemblée Nationale) เป็นตัวแทนในเขตเลือกตั้ง มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีวาระ 5 ปี จำนวนสมาชิก 577 คน มีอำนาจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีและเสียงข้างมากในสภา สามารถกำหนดการตัดสินใจของรัฐบาล และ (2) วุฒิสภา (Sénat) จำนวนสมาชิก 319 คน สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยทางอ้อมของคณะผู้
3. อำนาจตุลาการ ประกอบด้วย (1) ศาลฎีกา (2) ศาลปกครอง (3) ศาลรัฐธรรมนูญ

การแบ่งเขตการปกครอง ประกอบด้วย 22 มณฑล (Région) กระจายเป็น 96 จังหวัด (Département) และมีดินแดนโพ้นทะเล ได้แก่ Guadeloupe, Martinique, Guyane (French Guiana), Réunion et Mayotte, Saint-Pierre-et-Miquelon, Wallis-et-Futuna, Polynésie Française (French Polynesia), Nouvelle Calédonie (New Caledonia) และดินแดนในแถบขั้วโลกใต้ ได้แก่ Kerguelen Islands, Crozet Islands, Saint-Paul-et-Amsterdam Islands และ Terre Adélie (Adelie Land) ซึ่งเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของทวีปแอนตาร์กติก และฝรั่งเศสยังมีกรรมสิทธิ์เหนือเกาะ Clipperton ในมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้ชายฝั่งประเทศเม็กซิโก

การปกครองท้องถิ่น แบ่งเป็น
1. เทศบาล (Commune): โดยจะมีการเลือกตั้งสภาเทศบาลขึ้นทุกๆ 6 ปี คณะกรรมการเทศบาลจะเลือกสมาชิกของคณะกรรมการ 1 คน ทำหน้าที่นายกเทศมนตรี (Maire) เพื่อเป็นประธานสภาเทศบาล และบริหารงานระดับท้องถิ่นที่เกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ งานทะเบียน งานด้านสาธารณูปโภค เป็นต้น
2. จังหวัด (Département): องค์การบริหารส่วนจังหวัดเรียกว่า Conseil Général มีการเลือกตั้งโดยตรงทุกๆ 6 ปี บทบาทของสภาจังหวัดมีเพิ่มมากขึ้นหลังการออกกฎหมายเพื่อกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นฉบับวันที่ 2 มีนาคม 2525 ซึ่งทำให้สภาจังหวัดมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น เช่น การกำหนดงบประมาณ การกำหนดภาษีท้องที่ การให้ความช่วยเหลือทางสังคมและครอบครัว การบริหารด้านสาธารณูปโภค และการศึกษาในระดับโรงเรียนมัธยมต้น เป็นต้น
3. ภาคหรือมณฑล (Région): เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดขึ้นล่าสุดตามนโยบายการกระจายอำนาจ เป็นการรวมหลายจังหวัดเข้าด้วยกัน โดยให้จังหวัดที่ใหญ่ที่สุดเป็นที่ตั้งของภาค และผู้ว่าราชการในจังหวัดนั้นเป็นผู้ว่าราชการภาค มี
องค์การบริหารภาคเรียกว่า Conseil Régional เลือกตั้งโดยตรงทุกๆ 6 ปี ประธานองค์การบริหารภาคทำหน้าที่บริหารและรับผิดชอบการกำหนดแผนเศรษฐกิจ การศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่อยู่อาศัย ตลอดจนบริหารงบประมาณ และบุคลากรภายในภาค

พรรคการเมืองที่สำคัญ ได้แก่
* พรรค Union Pour un Mouvement Populaire (UMP): มีอุดมการณ์ทางการเมืองแนวขวากลาง / สนับสนุนนโยบายตลาดเสรี
* พรรค Socialiste (PS): พรรคสังคมนิยม (พรรคฝ่ายซ้าย) ปัจจุบันเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาล
* พรรค Union pour la Démocratie Française (UDF)
* พรรค Communiste (PCF): พรรคคอมมิวนิสต์
* พรรค Front National (FN) : มีอุดมการณ์ทางการเมืองแนวขวาจัด
* พรรค Greens

การเมืองภายใน
ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสครั้งล่าสุด (รอบแรกเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2555 และรอบสอง 6 พฤษภาคม 2555) ผลปรากฏว่านายฟรองซัวส์  ออลองด์ (François Hollande) ผู้สมัครจากพรรค PS ได้รับชัยชนะเหนือนายนิโคลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) จากพรรค UMP ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในขณะนั้น โดยนายออลองด์ได้เข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 และได้แต่งตั้ง   นายฌอง-มาร์ค เอโรต์ (Jean-Marc Ayrault) เป็นนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสคนใหม่ 
นอกเหนือจากความสำเร็จในการเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้ว พรรค PS ยังได้รับเสียงข้างมากในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (รอบแรกเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2555 และรอบสอง เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2555) ด้วย โดยได้รับที่นั่งจำนวน 280 จาก 577 ที่นั่ง ซึ่งเมื่อประกอบกับเสียงข้างมากที่มีอยู่ในวุฒิสภาแล้ว จะทำให้การผ่านร่างกฎหมายต่างๆ และการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพ
นโยบายการบริหารประเทศของนายออลองด์ ตามที่ได้ประกาศไว้ในช่วงระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง คือ  (1) การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของฝรั่งเศส โดยตั้งเป้าใช้งบประมาณสมดุลให้ได้ภายในปี 2560 (2) การสร้างความเป็นธรรมและความเท่าเทียมในสังคมฝรั่งเศส โดยเฉพาะการปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษี (3) การสร้างความหวังและกำลังใจให้แก่คนรุ่นใหม่ โดยเพิ่มการจ้างงาน และการส่งเสริมธุรกิจ SMEs และ (4) การเสริมสร้างฝรั่งเศสให้เป็นสาธารณรัฐตัวอย่างซึ่งเป็นที่เคารพและยอมรับในสายตาต่างประเทศ
ในปี 2556 รัฐบาลได้รับเสียงสนับสนุนและความนิยมลดลงเนื่องจากปัญหาความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ และอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น ความขัดแข้งภายในรัฐบาล การไม่ดำเนินการบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ รวมไปถึงกรณีการทุจริตของรัฐมนตรี และการออกกฎหมายอนุญาตให้เพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสได้นำมาซึ่งการประท้วงและความแตกแยกทางความคิดในสังคม
หลังจากการเลือกตั้งสภาเทศมนตรีทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 23 และ 30 มีนาคม 2557 ปรากฏว่าพรรคฝ่ายขวา UMP ได้คะแนนเสียงร้อยละ 46 พรรครัฐบาล PS ได้คะแนนเสียงร้อยละ 40.5 และพรรคขวาจัด FN ได้คะแนนเสียงประมาณร้อยละ 7  ซึ่งความพ่ายแพ้ของพรรค PS เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชน และแสดงการไม่สนับสนุนต่อประธานาธิบดีและไม่พึงพอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาล ส่งผลให้เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2557 ประธานธิบดีออลองด์ได้ปลดนายฌอง-มาร์ค เอโรต์ออกจากตำแหน่งและแต่งตั้งนายมานูเอล วาลส์ (Manuel Valls) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนรวมทั้งปรับคณะรัฐมนตรี ใหม่ และกำหนดเป้าหมาย 3 ประการให้แก่รัฐบาลชุดใหม่ คือ  (1) การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจโดยยึด Pacte de responsabilité เป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของนายจ้าง ซึ่งจะช่วยในการสร้างงานและส่งเสริมให้มีการลงทุนเพิ่ม (2) การเสริมสร้างความยุติธรรมในสังคมบน 3 เสาหลัก ได่แก่ ส่งเสริมการศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพให้แก่เยาวชน  ให้บริการทางสังคมโดยเน้นด้านสุขภาพ  และเพิ่มกำลังจับจ่ายใช้สอยของประชาชนโดยลดภาษีและค่าสมทบประกันสังคมสำหรับคนวัยทำงาน   (3) การสร้างความเป็นเอกภาพ การส่งเสริมให้มีการเจรจาหารือและความเคารพซึ่งกันและกันในสังคม

นโยบายด้านการต่างประเทศ
ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศมหาอำนาจทางการเมืองและการทหารของโลก (P5)  มีอิทธิพลและบทบาทสูงในเวทีระหว่างประเทศ รวมทั้งการกำหนดทิศทางนโยบายของสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ขององค์การระหว่างประเทศที่สำคัญๆ อาทิ องค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส (Organisation Internationale de la Francophonie - OIF) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development –- OECD) องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization –- UNESCO) องค์การตำรวจสากล (International Criminal Police Organization – INTERPOL) กลุ่มต่อต้านการก่อการร้ายสากล (Alliance Base) เป็นต้น
นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ยังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความร่วมมือในกรอบสหภาพยุโรปและการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีกับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะเยอรมนี อย่างไรก็ดี ฝรั่งเศสยังมีความเห็นที่แตกต่างกับสมาชิกสหภาพยุโรปบางประเทศ ต่อกรณีการสนับสนุนตุรกีเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรปซึ่งฝรั่งเศสมีท่าทีไม่สนับสนุนในเรื่องนี้
ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ฝรั่งเศสให้ความสำคัญในหลักการ 3 ประการ ได้แก่ (1) การส่งเสริมสันติภาพ โดยฝรั่งเศสพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจุดต่างๆ ทั่วโลก โดยอาศัยการหารือและการเจรจาต่อรอง แต่เมื่อการเจรจาไม่เป็นผลก็จำเป็นต้องพึ่งพาอาณัติของสหประชาชาติ อาทิ สถานการณ์ในมาลี แอฟริกากลาง ทั้งนี้ ถึงแม้ฝรั่งเศสจะมีความสัมพันธ์กับถูมิภาคแอฟริกามายาวนาน แต่ได้ย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศแอฟริกาทุกประเทศต้องมีส่วนรับผิดชอบในการรักษาสันติภาพของภูมิภาคตนเอง  (2) การมีส่วนร่วมในการกำหนด New International Order โดยเฉพาะการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ และต่อต้าน social และ fiscal dumping  รวมทั้งความร่วมมือในกรอบสหภาพยุโรปในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของยูโรโซน การกำหนดนโยบายร่วมด้านการป้องกันประเทศ  นโยบายด้านพลังงานและการตรวจคนเข้าเมือง  (3) การส่งเสริมความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม  โดยความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของฝรั่งเศสต้องไม่ส่งผลเสียต่อประเทศอื่น แต่เพื่อการพัฒนาระบบที่เป็นสากลที่เป็นแบบอย่างแก่ประเทศอื่น

เศรษฐกิจการค้า
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ในสหภาพยุโรป และอันดับ 5 ของโลก รองจากสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่นและเยอรมนี  มีอุตสาหกรรมอวกาศและการบิน และนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในยุโรป   มีอุตสาหกรรมเคมีใหญ่เป็นอันดับ 2 ในยุโรป   มีอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรใหญ่เป็นอันดับสามในยุโรป และมีอุตสาหกรรม ICT ใหญ่เป็นอันดับ 4 ในยุโรป ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีการลงทุนจากต่างประเทศมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติ 20,000 บริษัท ตั้งอยู่ในฝรั่งเศส (กรุงปารีสได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 4 ของเมืองใหญ่ที่น่าลงทุนมากที่สุดในโลก) โดยจุดแข็ง คือ คุณภาพของแรงงาน ความก้าวหน้าในเรื่องการค้นคว้าและวิจัย และเทคโนโลยีชั้นสูง
นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลฝรั่งเศสชุดปัจจุบัน คือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจตามแนวทาง  Pacte de responsabilité  ในการลดภาระค่าใช้จ่ายของนายจ้าง การลดภาษีรายได้นิติบุคคลจากเดิมร้อยละ 33 เป็นร้อยละ 28 เพื่อกระตุ้นให้เกิดอำนาจซื้อของภาคครัวเรือน  เพิ่มการสร้างงานและส่งเสริมให้มีการลงทุนเพิ่ม โดยเน้นการผลิตภายในประเทศด้วยผลผลิตที่สูงและดีขึ้นด้วยกรรมวิธีใหม่ๆ เน้นการลดการพึ่งพาน้ำมันและพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว  

ข้อมูลเศรษฐกิจโดยสังเขป
ผลผลิตประชาชาติ 2,739.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2556)

รายได้เฉลี่ยต่อหัว 40,272.19 ดอลลาร์สหรัฐ (2556)

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 0.3 (2556)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 0.86 (2556)

อัตราว่างงาน ร้อยละ 9.8 (2556)

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ เยอรมนี สเปน สหราชอาณาจักร อิตาลี เบลเยียม เนเธอแลนด์

สินค้าเข้า เครื่องจักรและอุปกรณ์ ยานพาหนะ น้ำมันดิบ เคมีภัณฑ์

สินค้าออก เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง เครื่องบิน เคมีภัณฑ์

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศส

ด้านการทูต
ไทยกับฝรั่งเศสเริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกันตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อครั้งที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ส่งราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีเมื่อปี 2228 และหลังจากนั้น ราชทูตสยาม (โกษาปาน) ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อปี 2229 และความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับฝรั่งเศสก็ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนทั้งสองประเทศได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน โดยการลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรี การค้า และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2399 และต่อมา ฝ่ายไทยได้ตั้งสำนักงานและผู้แทนระดับอัครราชฑูตประจำกรุงปารีส ในปี 2432 และได้ยกสถานะเป็นสถานเอกอัครราชฑูต ในปี 2492

เมื่อปี 2549 ไทยและฝรั่งเศสได้จัดงานเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 320 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างกันนับตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปี 2228 และการที่ทั้งสองประเทศได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ครบรอบ 150 ปี นับตั้งแต่ได้มีการลงนามสนธิสัญญาทางไมตรี การค้า และการเดินเรือ เมื่อปี 2399

เอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศส
นายอภิชาติ ชินวรรโณ (Apichart Chinwanno)

เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย
นายตีแยรี วีโต (Thierry Viteau)

กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองลียง
นาย Frederique de Ganay

กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองมาร์เซยส์
นาย Francis Biget (เสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557)

กงสุลกิตติมศักดิ์ฝรั่งเศสประจำจังหวัดเชียงใหม่
นาย Thomas Baude

กงสุลกิตติมศักดิ์ฝรั่งเศสประจำจังหวัดภูเก็ต
นายโกลด เมโกร เดอ ครีเซ (Claude Maigrot de Crissey)

กงสุลกิตติมศักดิ์ฝรั่งเศสประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย)
นาย Jules Germanos

ด้านการเมือง
ความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ฝรั่งเศสดำเนินไปด้วยความราบรื่นไม่มีปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในทุกระดับและทุกภาคส่วน

ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสได้รับการยกระดับเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน โดยมีแผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ฉบับที่ 1 (ปี 2547-2551) ซึ่งจัดทำขึ้นโดยความคิดริเริ่มและข้อเสนอของนาย Jacques Chirac ประธานาธิบดีฝรั่งเศส (ในขณะนั้น) เป็นพื้นฐานในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้าน และแผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ฉบับที่ 2 (ปี 2553-2557) เป็นกลไกต่อยอดโดยมุ่งสาขาความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันและสามารถปฏิบัติได้จริงในช่วง 5 ปี ครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความร่วมมือในสาขาสังคมและวัฒนธรรม การศึกษา วิชาการ การท่องเที่ยว พลังงาน การทหาร ความร่วมมือไตรภาคีเพื่อการพัฒนา และความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ ฯลฯ

ด้านเศรษฐกิจ
ในปี 2556  การค้าไทย-ฝรั่งเศสมีมูลค่า 5,824.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 1,667.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 4,156.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า 2,489.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกของไทย ได้แก่ เลนส์แว่นตา เครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ รถยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์จากยาง รวมยางรถยนต์ เครื่องปรับอากาศ อุปกรณืเครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว
สินค้านำเข้าจากฝรั่งเศส ได้แก่ เครื่องบิน (แอร์บัส) เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ น้ำหอมและเครื่องสำอาง เครื่องจกรกล ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เคมีภัณฑ์ อุปกรณืยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์จากพืช

กลไกความร่วมมือด้านการค้า
ในภาครัฐ มีคณะทำงานร่วมด้านการค้าไทย-ฝรั่งเศส และมีการจัดทำข้อตกลงการหารือของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับฝรั่งเศส (The High Level Economic Dialogue between Thailand and France) ปี 2553-2557 ภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ฉบับที่ 2 เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือและส่งเสริมผลประโยชน์ด้านการค้าและการลงทุน ระหว่างสองประเทศทั้งในกรอบทวิภาคี ภูมิภาค และพหุภาคี รวมทั้งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้รับผิดชอบ

ความสัมพันธ์ด้านการลงทุน
ในปี 2556 ฝรั่งเศสลงทุนในไทยมากเป็นลำดับที่ 5 ของสหภาพยุโรป (รองจากเนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบอร์ก สหราชอาณาจักรและเยอรมนี) โดยปัจจุบัน มีบริษัทของฝรั่งเศสลงทุนในไทยประมาณ 350 บริษัท โดยสาขาที่นักลงทุนฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนอันดับแรกในด้านมูลค่าการลงทุน ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรและโลหะการ อุตสาหกรรมเบา อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และกระดาษ ตามลำดับ อาทิ บริษัท Michelin (ยางรถยนต์) โดยลงทุนผ่านประเทศสวิตเซอร์แลนด์   บริษัท Valeo (ชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์) โดยลงทุนผ่านประเทศญี่ปุ่น   บริษัท Saint-Gobain (กระจกนิรภัย) โดยลงทุนผ่านประเทศเบลเยียม  บริษัท Essilor Optical Laboratory (เลนส์และแว่นสายตา)   บริษัท MPO Asia (ซีดีและดีวีดี) โดย ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญเพื่อส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาคเอเชีย   บริษัท Scheneider Electric (ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์) โดยใช้ไทยเป็นฐานการผลิตในการส่งออกไปยังตลาดในภูทิภาคเอเชีย
ในปี 2556 มีโครงการของฝรั่งเศสที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในไทยจำนวน 19 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 926 ล้านบาท โดย และในปี 2557 (มกราคม-พฤษภาคม) มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมฯ จำนวน 8 โครงการ มูลค่า 161 ล้านบาท
ในส่วนการลงทุนของไทยในฝรั่งเศส นั้น  1) บริษัท Thai Union Frozen Products PCL ได้ซื้อกิจการอาหารทะเลกระป๋องของบริษัท MW Brands ของฝรั่งเศส ด้วยเงินลงทุนประมาณ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2553      
2) กลุ่มบริษัท PTT Global Chemical ได้ซื้อหุ้นในอัตราร้อยละ 51 จากบริษัท Perstorp Holding France SAS ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและเจ้าของเทคโนโลยีในสายการผลิตพลาสติกที่มีบทบาทสำคัญในยุโรปและเอเชีย เมื่อเดือนธันวาคม2554 โดยมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 152 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ  3) บริษัทกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ ได้ซื้อกิจการโรงเยื่อและโรงกระดาษอลิเซ่ (Alizay) จากรัฐบาลฝรั่งเศสเมื่อปี 2555 ด้วยเงินลงทุนประมาณ 29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ความสัมพันธ์ด้านการทหารและความมั่นคง
ไทยและฝรั่งเศสมีความร่วมมือด้านการทหารอย่างใกล้ชิดผ่านกิจกรรมและโครงการที่สำคัญ อาทิ ความร่วมมือด้านการฝึกการปฏิบัติการร่วมทางเรือ การแลกเปลี่ยนการเยือนของนายทหารในระดับผู้นำเหล่าทัพและผู้บังคับบัญชาระดับสูง ตลอดจนการศึกษาดูงานด้านต่าง ๆ ของนายทหารสัญญาบัตร การส่งนักเรียนนายร้อยไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อย Saint-Cyr (École Spéciale Militaire de Saint-Cyr) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 10 นาย นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้จัดซื้อยุทโธปกรณ์หลายชนิดจากฝรั่งเศสด้วย ล่าสุด ได้มีการลงนามในความตกลงด้านการป้องกันประเทศระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ การวิจัยและการพัฒนา การทหาร การส่งกำลังบำรุง ความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์ การศึกษาและการฝึกบุคลากรกองทัพ

ความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว
ไทยและฝรั่งเศสได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2547 โดยสองฝ่ายจะร่วมมือกันในด้านการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม  การท่องเที่ยวทางเรือ และการพัฒนามาตรฐานด้านการท่องเที่ยว
ในปี 2556 มีนักท่องเที่ยวฝรั่งเศสมาไทยจำนวน 614,455 คน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.66 จากปี 2555 

ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สองฝ่ายได้ลงนามในสัญญาระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (Geo-Informatics and Space Technology Development Agency-GISTDA) กับบริษัท EADS-ASTRIUM ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2547 สำหรับความร่วมมือในโครงการดาวเทียมสำรวจทรัพยากร (Thailand Earth Observation Satellite - THEOS) ซึ่งการจัดซื้อดาวเทียมดังกล่าวกระทำในลักษณะการค้าต่างตอบแทน (barter trade) มีมูลค่ากว่า 6 พันล้านบาท  ทั้งนี้ ดาวเทียม THEOS ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อภาษาไทย ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2554 ว่า “ดาวเทียมไทยโชต” เป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทยและจะช่วยเสริมศักยภาพให้กับประเทศไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะการจัดการด้านระบบเตือนภัยพิบัติ การแก้ไขปัญหาการปลูกพืชเสพติด และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยได้มีการส่งดาวเทียม THEOS ขึ้นสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2551 (มีอายุใช้งาน 7 ปี)
นับตั้งแต่ปี 2553 มีการจัดทำข้อตกลง/โครงการความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับฝ่ายฝรั่งเศส จำนวน 18 โครงการ อาทิ ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้ด้านอวกาศ ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ด้านชีววิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โครงการวิจัยร่วมและการแลกเปลี่ยนบุคคลากร การให้ทุนฝึกอบรมต่างๆ
ความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรม
ภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะมีการแลกเปลี่ยนการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมระหว่างกัน เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยฝ่ายฝรั่งเศสได้ริเริ่มจัดงานเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส-ไทย (La Fête) ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2547 และได้จัดต่อเนื่องมาเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน 
นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ยังได้จัดกิจกรรมทางด้านวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดนิทรรศการศิลปะสมัยทวาราวดีที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติด้านศิลปะเอเชียกีเม่ (Musée Guimet) ที่กรุงปารีส ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการฯ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2552  การจัดงาน “วันประเทศไทย” ในเมืองสำคัญต่าง ๆ ของฝรั่งเศส  การจัดงานสุดสัปดาห์ไทยระหว่างวันที่ 21-22 มกราคม 2555 ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ได้ร่วมกับพระราชวัง Fontainebleau และการจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 150 ปี พระราชสมภพของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ณ สำนักงานใหญ่ของ UNESCO กรุงปารีส ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

ความร่วมมือไตรภาคี
ไทยและฝรั่งเศสมีเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะส่งเสริมความร่วมมือไตรภาคีเพื่อการพัฒนาในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งได้ระบุในแผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2
ในระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีฌาคส์ ชีรัค (Jacques Chirac) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ได้มีการลงนามความตกลงจัดตั้งคณะทำงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือไตรภาคีเพื่อการพัฒนา เพื่อเป็นกลไกในการพิจารณาและกำหนดรูปแบบและกิจกรรม/โครงการความร่วมมือ ตลอดจนบริหารโครงการ และนำมาซึ่งการลงนามในความตกลงจัดตั้งสำนักงาน Agence Française de Développement (AFD) ของฝรั่งเศสในประเทศไทย
โครงการความร่วมมือไตรภาคีที่สำคัญ ได้แก่ โครงการทุนศึกษาปริญญาเอกกาญจนาภิเษกซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ (โดย สพร.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เพื่อสนับสนุนทุนปริญญาเอกให้แก่ประเทศ CLMV  และโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ (โดย สพร.) กับสมาคมความร่วมมือการแพทย์ฝรั่งเศส-เอเชีย (AMFA) ในการจัดหลักสูตรฝึกอบรมทางด้านการผ่าตัดให้แก่แพทย์ชาวเมียนมาร์ ณ มหาวิทยาลัยมหิดล
ความตกลงทวิภาคี
ความตกลงที่ลงนามแล้ว
1) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน ลงนามเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2517
2) หนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยบริการเดินอากาศ ลงนามเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2518 และมีการทบทวนเป็นระยะ
3) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม การศึกษาและวิทยาศาสตร์ และความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกัน ลงนามเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2520
4) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ ลงนามเมื่อ 16 กันยายน 2520
5) อนุสัญญาความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลในคดีอาญา (โอนตัวนักโทษ) ลงนามเมื่อ 26 มีนาคม 2526
6) ความตกลงสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องระหว่างจังหวัดภูเก็ตกับเมืองนีซ ลงนามเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2532
7) อนุสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องการอาญาไทย-ฝรั่งเศส ลงนามเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2540
8) คณะทำงานร่วมทางการค้าไทย-ฝรั่งเศส ลงนามเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2538
9) บันทึกความเข้าใจในการก่อตั้งสภาธุรกิจไทย-ฝรั่งเศส (French-Thai Business Council) ลงนามเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2540
10) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ด้านไปรษณีย์และโทรคมนาคม ลงนามเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541
11) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ ลงนามเมื่อ 28 มิถุนายน 2541
12) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือว่าด้วยอุดมศึกษาและวิจัยไทย-ฝรั่งเศส ลงนามเมื่อ 23 เมษายน 2542
13) ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสเกี่ยวกับความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้ ลงนามเมื่อ 27 มกราคม 2543
14) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งกำลังบำรุงทางทหารระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศส ลงนามเมื่อ 26 เมษายน 2543
15) บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กับหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของฝรั่งเศส (UBIFRANCE) ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
16) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านไปรษณีย์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไทย -ฝรั่งเศส ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
17) ความตกลงจัดตั้งสำนักงานเพื่อการพัฒนา (Agence Francaise de Developpement-AFD) ในประเทศไทย ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
18) หนังสือแลกเปลี่ยนเพื่อจัดตั้งคณะทำงานร่วมภายใต้ความร่วมมือไตรภาคีไทย-ฝรั่งเศส ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
19) แถลงการณ์ร่วมลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
20) แถลงการณ์ร่วมด้านความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างกระทรวงกลาโหมของไทยกับฝรั่งเศส ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
21) ประกาศเจตนารมณ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
22) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านส่งเสริมการค้าปลีกระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับบริษัท Carrefour Group ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
23) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแฟชั่นระหว่างสมาพันธ์ Prêt-à-Porter Féminin (เสื้อผ้าสำเร็จรูปของผู้หญิง) และสหภาพเครื่องนุ่งห่มฝรั่งเศส กับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม/สมาคมเครื่องนุ่งห่มไทย/สมาคมเครื่องหนังไทย ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
24) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างหอการค้าเชียงใหม่และหอการค้าเมืองลียง ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549
25) แผนการดำเนินการร่วมสำหรับการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ลงนามเมื่อเดือนกันยายน 2549
26) บันทักวาจาว่าด้วยการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ฉบับที่ 2 (ปี 2553-2557) ลงนามเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553
27) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับการพำนักระยะสั้นแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางทูต ลงนามเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553
28) ข้อตกลงการหารือของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับฝรั่งเศส (ปี 2553-2557) ลงนามเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2553
29) ความตกลงต่างตอบแทนว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่นไทย-ฝรั่งเศส (มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2555)
30) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการศึกษาและการวิจัย (ลงนามเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555)
31) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ (ลงนามเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556)
32) หนังสือแสดงเจตจำนงด้านการศึกษาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส (ลงนามเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556)
33) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายวิจัยระหว่างประเทศ (ลงนามเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556)
34) บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลของราชอาณาจักรไทยกับกลุ่มสถาบันเทคโนโลยีอุดมศึกษาของสาธารณรัฐฝรั่งเศส (ลงนามเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556)
35) บันทึกข้อตกลงโครงการผลิตวัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ไวรัสตับอักเสบบี (ลงนามเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556)
36) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระบบราง (ลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2556) 

การแลกเปลี่ยนการเยือน
ฝ่ายไทย
พระราชวงศ์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 11-14 ตุลาคม 2503 เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 14-18, 20-23 และ 25-28 พฤศจิกายน 2534 เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศส
- วันที่ 4-23 เมษายน 2535 เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศส
- วันที่ 30 พฤษภาคม – 8 มิถุนายน 2538 เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศส
- วันที่ 31 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2539 เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศส
- วันที่ 8-9 และ 13-27 เมษายน 2540 เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศส
- วันที่ 17-23 ตุลาคม 2545 เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศส

ภาครัฐบาล
(ช่วงปี 2545-2557)
ฝ่ายไทย
นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 12-13 พฤษภาคม 2546 และวันที่ 9-11 ตุลาคม 2548 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเยือนฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 23-25 พฤษภาคม 2547 นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 12-19 กันยายน 2549 นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนฝรั่งเศส เพื่อร่วมพิธีเปิดงานเทศกาลวัฒนธรรมไทย ณ กรุงปารีส
- วันที่ 6-8 มิถุนายน 2551 นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนฝรั่งเศส
- วันที่ 21-22 มิถุนายน 2553 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนฝรั่งเศส
- วันที่ 19-22 กรกฎาคม 2555 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนฝรั่งเศส
ฝ่ายฝรั่งเศส
ประธานาธิบดี/นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 19-21 มกราคม 2533 นายมิเชล โรการ์ (Michel Rocard) นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสเยือนไทย อย่างเป็นทางการ
- วันที่ 29 ธันวาคม 2547 นายมิเชล บาร์นิเยร์ (Michel Barnier) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส เยือนภูเก็ต เพื่อสำรวจพื้นที่ที่ประสบเหตุธรณีพิบัติภัย
- วันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2549 นายฌาคส์ ชีรัค (Jacques Chirac) ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
 - วันที่ 30 ตุลาคม 2550 นายแบร์นาร์ กุชแนร์ (Bernard Kouchner) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส เยือนไทย
- วันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2556 นายฌอง-มาร์ค เอโรต์ (Jean-Marc Ayrault) นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส เยือนไทย

จำนวนคนไทยในฝรั่งเศส ประมาณ 30,000 คน
วัดไทย 4 แห่ง ได้แก่ (1) วัดธรรมปทีป เมือง Moissy-Cramayel (2) วัดพุทธศรัทธาธรรม เมือง Roubaix (3) วัดพุทธสตราสบูร์ก (4) วัดธรรมกาย เมือง Torcy และเมือง Bordeaux

ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจ
สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย
ที่ตั้ง ตึก กสท. ชั้น 23 ถนนเจิญกรุง บางรัก กรุงเทพฯ 10500
Tel: 02 657 5100
Fax: 02 657 5111
Website: http://www.ambafrance-th.org
Visa: https://www.tlscontact.com/th2fr

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส
Ambassade Royale de Thaïlande
8, rue Greuze 75116 Paris
Tel: 33 (0) 1 56 26 50 50
Fax: 33 (0) 1 56 26 04 45
E-mail: thaipar@mfa.go.th
Website: www.thaiembassy.fr
 8 เคล็ดลับการบำรุงผิวในแต่ละวัน
    หลังจากที่เราได้เรียนรู้เกียวกับสูตรการทำสปาแบบพื้นฐานที่สามารถทำได้เองที่บ้านไปแล้ว ในเดือนนี้เราก็มีเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวในแต่ละวันมาฝากกันเพื่อทำให้คุณมีผิวที่สวยงาม สดใสตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าสมกับเป็นสาวยุคใหม่ เราลองมาสำรวจกันว่า คุณดูแลตัวเองในแต่ละวันได้ตามเคล็ดลับที่ได้ไว้ให้หรือไม่
1.เช็ดล้างเครื่องสำอางออกจากผิวหน้า
   สำหรับสาวๆหลายคนอาจจะเข้าใจผิดเรื่องการทำความสะอาดเครื่องสำอางออกจากผิวหน้าด้วยการล้างออกด้วยน้ำเพียงอย่างเดียวเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ถือว่าเป็นความข้าใจผิดอย่างมากเพราะว่าสารประกอบที่ใช้ในการทำเครื่องสำอางประเภทครีมกันแดดจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าประเภท Cleansing หรือ Remover เช็ดเครื่องสำอางออกก่อนการล้างหน้าทุกครั้งซึ่ง Cleansing หรือ Remover จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกและสารที่ตกค้างและอุดตันสะสมในผิวออกได้อย่างหมดจด หลังจากนั้นก็ล้างหน้าออกด้วยน้ำสะอาดและ Cleansing แค่นี้คุณก็จะมีผิวหน้าที่สะอาดสดใส
2.ทำความสะอาดผิวด้วยโทนเนอร์
   หลังจากที่เราได้ล้างหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้วคุณก็ควรที่จะใช้ลำลีชุบโทนเนอร์เช็ดผิวให้ทั่วทั้งใบหน้า วิธีการเช็ดหน้าที่ถูกต้องคือ การเช็ดขึ้นจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบนเพื่อเป็นช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นเข้าสู่รูขุมขนและช่วยทำความสะอาดรูขุมขนได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
3.ทาครีมบำรุงผิวหน้ากลางวันหรือกลางคืน
  หลังจากที่เช็ดหน้าผิวหน้าด้วยโทนเนอร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณควรนวดหน้าด้วยนิ้วมือของคุณซึ่งการนวดหน้าจะช่วยกระตุ้นการดูดซึมของเนื้อครีมเข้าสู่ผิวหน้าได้ดีมากขึ้น
4.การใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA+++ ขึ้นไป
ในตอนเช้าหลังจากที่เราทาครีมบำรุงผิวเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวหน้าจากอันตรายของแสงยูวีโดยผลการวิจัยทางการแพทย์ได้ค้นพบว่า ผู้คนส่วนใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีจะต้องเผชิญกับแสงยูวีที่เป็นอันตรายต่อผิวมากและความรุนแรงของแสงจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50-70 ของแสงทั้งหมด การหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งผิวหนัง ผิวหนังไหม้และการเกิดจุดด่างดำจากเม็ดสีผิวได้
5.ดื่มน้ำสะอาดประมาณ 2 ลิตรต่อวัน
  น้ำเป็นส่วนประกอบที่มีความสำคัญอย่ายิ่งต่อร่างกายของคนเราซึ่งร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 60-70 ของเหลวในร่างกายทั้งหมดซึ่งคนเราจะมีการสูญเสียน้ำออกมาจากร่างกายผ่านปัสสาวะและเหงื่อออกจากร่างกายอย่างมากที่สุดประมาณ  2 ลิตร ดังนั้นการดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรจะช่วยรักษาความชุ่มชื่นและความสวยงามให้แก่ผิวหนังได้ดี
6.การทานอาหารและทาครีมที่มีช่วยติอต้านการเกิด Anti-oxidant
  สารต่อต้านอนุมูลอิสระจะช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระของเซลล์ในร่างกายที่ทำให้เกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอยบนผิว  เพื่อป้องกันการเกิดสารอนุมูลอิสระคุณจำเป็นต้องรับประทานผลไม้สดที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเช่น เบอร์รี่ ทับทิม ชา ส้มโอ อะโวคาโด และแครรอท เป็นต้น  และการใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของสารต่อต้านอนุมูลอิสระในผิวก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี
7.นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  การนอนพักผ่อนให้เพียงพอในตอนกลางคืนและการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยฟื้นบำรุงผิวจะช่วยสร้างกระบวนการฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ผิวใหม่ได้ผลดีที่สุด โดยที่คุณภาพของการนอนจะช่วยสร้างการผ่อนคลายและเสริมสร้างสารอาหารให้แก่เซลล์ผิวได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างกระบวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและการเผาผลาญพลังงานในร่างกายอย่างสมดุล ถ้าหากว่าเรามีการนอนหลับที่ไม่เพียงพอจะส่งผลต่อทำให้ผิวเกิดการอ่อนล้า ความสามารถในการฟื้นฟูและการซ่อมแซมเซลล์ผิวใหม่จะลดลงทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำและหยาบกร้าน เป็นสิวอักเสบได้ง่าย นอกจากนี้มันยังส่งผลทำให้เกิดผิวแพ้ง่ายได้อีกด้วย
8.ออกกำลังวันละ 30 นาที
   การออกกำลังกายให้เหงื่อออกเป็นการขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีทางหนึ่งและทำให้ระบบไหลเวียนของเลือด ปอด หัวใจทำงานดีขึ้น ผิวพรรณสวยงาม ช่วยผ่อนคลายความเครียดทำให้นอนหลับสบาย ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นและช่วยควบคุมน้ำหนักตัว เป็นต้น  ถ้าหากว่าคุณได้ทำตามเคล็ดลับที่เรานำฝากกันได้ทุกวัน เราเชื่อว่าคุณจะมีผิวที่สวยสมวัย และมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงตลอดไป

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2558

Sino-Portuguese ตึกแถวสไตล์จีน-โปรตุเกสในจังหวัดภูเก็ต

วันนี้นำเรื่องราวเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมสไตล์จีนๆมาเป็นไอเดียในการตกแต่งภายในบ้าน และอาจนำไปประยุกต์ใช้เป็นแบบในการสร้างบ้านในต่อๆไปได้ ซึ่งคราวนี้มีหนุ่ม Interior Design (นักเขียนรับเชิญ) มาแนะนำไอเดีย ให้ข้อมูลและเล่าเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับ “ตึกแถวสไตล์จีน-โปรตุเกส” Sino-Portuguese แค่หัวข้อก็น่าสนใจแล้ว ใช่มั๊ยหล่ะ งั้นมาดูในรายละเอียดกัน ณ บัดนาว
“หากใครได้เคยเดินทางไปจังหวัดภูเก็ตแล้ว คงเคยเห็นอาคารที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมเฉพาะที่ไม่เหมือนที่ไหน อาคารที่มีรูปแบบดังกล่าวเรียกว่า สถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส Sino Portuguese”
ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนี้จะเป็นรูปแบบที่ผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมยุโรบโดยชาวโปรตุเกสที่เข้ามาค้าขายในแหลมมลายู และได้นำเอาเทคนิค วิทยาการในรูปแบบของตนมาเผยแพร่ และได้ให้ช่างชาวจีนที่อยู่ในพื้นที่นำผังดังกล่าวไปสร้างต่อ ลักษณะสถาปัตยกรรมจึงผิดเพี้ยนไปจากรูปแบบเดิม โดยมีปรุงแต่งสถาปัตยกรรมให้เข้ากับความเชื่อและรสนิยมและปรับตัวอาคารให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศอีกด้วย
สถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส เป็นอาคาร 2 ชั้นกึ่งร้านค้ากึ่งทีอยู่อาศัย ชั้นล่างแบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็น 5 ส่วน ด้านหน้าสุดเป็นร้านค้าหรือสำนักงาน ถัดเข้าไปเป็นห้องรับแขก ห้องพักผ่อน ห้องอาหารและห้องครัว
ภายในมีลานโล่งมีการเจาะช่องแสงจากด้านบนเพื่อการระบายอากาศพร้อมบ่อน้ำบาดาลสำหรับให้ไอน้ำระเหยขึ้นมาทำให้อากาศภายในเย็นสบาย ซึ่งมีเรียกว่า “ฉิ่มแจ้” คือการเจาะช่องอากาศกลางตัวบ้านนั่นเอง
จากรูป – แบบดั้งเดิมขอสถาปัตยกรรมจีนที่มีการนำมาประยุกต์ใช้ในสไตล์จีนร่วมสมัยแบบ Sino-Portuguese
ส่วนชั้นสองเป็นห้องนอน ด้านหน้าอาคารเป็นทางเดินมีส่วนของชั้นสองคลุมอยู่ตลอดแนวเชื่อมทุกอาคารให้เป็นทางเดินที่ต่อเนื่องกัน เรียกว่า อาเขต  นับเป็นสถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์กับ สภาพภูมิอากาศอีกทั้งยัง แสดง ให้เห็นถึงความเอื้ออาทร ของเจ้าของบ้านกับผู้สัญจร ที่ชั้นสองด้านหน้าอาคารเน้นการ เจาะช่องหน้าต่างเป็น ซุ้มโค้งคูหาละสามช่อง ขนาบข้างด้วยเสาแบบกรีก และโรมัน บนพื้นผนังตกแต่งด้วยลายปูนปั้นทั้งแบบจีน และ ตะวันตก ผสมกันอย่างลงตัว สามารถเดินชมได้ทั่วทั้งถนนถลาง ดีบุก พังงา กระบี่และเยาวราชนอกจากนี้ย่าน โคมเขียว โคมแดงในอดีตที่ซอยรมณีย์ก็มีตึกสีสันสวยแปลกตากว่าถนนไหนๆ

ยอดมนุษย์
vadgo.jpg (12849 bytes)

วาสโก ดา กามา (Vasco da Gama)

                การค้นหาเส้นทางเดินเรือจากยุโรปมายังเอเซีย เริ่มโดน ดีแอส และ ดีโอโก แคม แต่ภาระนี้ได้สำเร็จลงโดย วาสโก ดา กามา นักเดินเรือชาวโปรตุเกส
               วาสโก ดา กามา ได้ตั้งต้นจากลิสบอน และแล่นเรือไปยังหมู่เกาะเคปเวอร์ด โดยแล่นไปทางใต้อ้อมแหลมกู้ดโฮป ไปตามชายฝั่งตะวันออกไกลไปทางเหนือจนมาถึงมาลีนดี (คีนยา) เขาได้ข้ามมหาสมุทรอินเดีย   และในปีค.ศ. 1498 ก็ได้บรรลุ ถึงชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย   และในปี ค.ศ.1499 เขาก็เดินทางกลับโปรตุเกส และได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ เขาเดินทางไปอินเดียอีกสองครั้ง ในปี ค.ศ.1502 และค.ศ. 1524.

ตูร์เดอฟร็องส์

ตูร์เดอฟร็องส์ (Tour de France)
ชื่อท้องถิ่นเลอตูร์เดอฟร็องส์
(Le Tour de France)
ภูมิภาคฝรั่งเศสและประเทศใกล้เคียง
วันที่7 ถึง 26 กรกฎาคม (ค.ศ. 2009)
ประเภทStage Race (Grand Tour)
General DirectorChristian Prudhomme
ประวัติ
แข่งขันครั้งแรกค.ศ. 1903 (พ.ศ. 2446)
จำนวนการแข่งขัน96 (ค.ศ. 2009)
ผู้ชนะคนแรกฝรั่งเศส โมรีซ กาแรง
ผู้ชนะล่าสุดสเปน อัลเบอร์โต้ คอนทาดอร์(2009)
Most career Yellow Jerseysเบลเยียม เอดดี เมิกซ์ (96) (111 overall incl. half stages)
ชนะแต่ละช่วงมากที่สุดเบลเยียม เอดดี เมิกซ์ (34)

Bradley WigginsCadel EvansAndy SchleckCarlos SastreAlberto ContadorÓscar PereiroMarco PantaniJan UllrichBjarne RiisMiguel InduráinPedro DelgadoStephen RocheGreg LeMondLaurent FignonJoop ZoetemelkBernard HinaultLucien van ImpeBernard ThévenetLuis OcañaEddy MerckxJan JanssenRoger PingeonLucien AimarFelice GimondiGastone NenciniFederico BahamontesCharly GaulJacques AnquetilRoger WalkowiakLouison BobetHugo KobletFerdinand KublerFausto CoppiJean RobicWorld War IIGino BartaliRoger LapébieSylvère MaesRomain MaesGeorges SpeicherAntonin MagneAndré LeducqMaurice de WaeleNicolas FrantzLucien BuysseOttavio BottecchiaHenri PélissierLéon ScieurFirmin LambotWorld War IPhilippe ThysOdile DefrayeGustave GarrigouOctave LapizeFrançois FaberLucien Petit-BretonRené PottierLouis TrousselierHenri CornetMaurice Garin
Bicycle-icon.png ตูร์เดอฟร็องส์ (ฝรั่งเศสTour de France หมายถึง การท่องฝรั่งเศส) หรือบางครั้งเรียกว่า ลากร็องด์บุกล์ (La Grande Boucle) และ เลอตูร์ (Le Tour) เป็นการแข่งขันจักรยานทางไกลรอบประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 3 สัปดาห์ในช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1903 จนถึงปัจจุบัน (เว้นการจัดแข่งขันในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง)
ตูร์เดอฟร็องส์ เป็นการแข่งขันจักรยานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก เป็นการแข่งขันจักรยานทางไกลหนึ่งในสามรายการใหญ่ที่จัดการแข่งขันในยุโรป รวมเรียกว่า แกรนด์ทัวร์ โดยอีกสองรายการคือ
การแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1903 เกิดขึ้นเนื่องจากการท้าทายกันทางหน้าหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสชื่อ โลโต้ (L'Auto) มีนักแข่งเข้าร่วมจำนวนถึง 60 คน แต่สามารถเข้าเส้นชัยได้เพียง 21 คน ซึ่งกิตติศัพท์ของความยากลำบากในการแข่งขัน ทำให้การแข่งขันนี้เป็นที่สนใจ และมีผู้ชมการแข่งขันช่วงสุดท้ายในกรุงปารีส ตามสองฟากถนนระหว่างทางราว 100,000 คน และกลายเป็นประเพณี ที่การแข่งขันทุกครั้งจะไปสิ้นสุดที่ประตูชัย จตุรัสเดอเลตวล ปารีส
ในปี ค.ศ. 1910 เริ่มมีการจัดเส้นทางแข่งขันเข้าไปในเขตเทือกเขาแอลป์ ปัจจุบันเส้นทางการแข่งขันจะผ่านทั้งเทือกเขาแอลป์ ทางตะวันออก และเทือกเขาพีเรนีสทางใต้ของฝรั่งเศส
การแข่งขันตูร์เดอฟร็องส์จะแบ่งเป็นช่วง (stage) เพื่อเก็บคะแนนสะสม ผู้ชนะในแต่ละช่วงจะได้รับเสื้อ (jersey) เพื่อสวมใส่ในวันต่อไป โดยมีสีเฉพาะสำหรับผู้ชนะในแต่ละประเภท คือ

สีเหลือง (maillot jaune - yellow jersey) สำหรับผู้ที่ทำเวลารวมได้น้อยที่สุด

สีเขียว (maillot vert - green jersey) สำหรับผู้ที่มีคะแนนรวมสูงที่สุด (the leader of the points classification)

สีขาวลายจุดสีแดง (maillot à pois rouges - polka dot jersey) สำหรับผู้ชนะในเขตภูเขา ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่า จ้าวภูเขา King of the Mountains

สีขาว (maillot blanc - white jersey) สำหรับผู้ที่ทำเวลารวมได้น้อยที่สุดสำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 26 ปี

สีรุ้ง (maillot arc-en-ciel - rainbow jersey) สำหรับผู้ชนะการแข่งขันจักรยานชิงแชมป์โลก (World Cycling Championship) ซึ่งมีกฎว่าจะต้องใส่เสื้อนี้เมื่อแข่งขันในประเภทเดียวกับที่ผู้แข่งนั้นเป็นแชมป์โลกอยู่

เสื้อแบบพิเศษ สำหรับผู้มีคะแนนรวมสูงสุด และชนะการแข่งขันช่วงย่อย และจ้าวภูเขา

ผู้ชนะเลิศ[แก้]

รายชื่อผู้ชนะเลิศตั้งแต่ครั้งแรกในภาษาอังกฤษอยู่ทางด้านขวา
ก่อนหน้าที่แลนซ์ อาร์มสตรอง นักแข่งจักรยานชาวอเมริกันจะถูกตัดสิทธิ์ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2555 จากข้อหาใช้สารกระตุ้น เขาเป็นผู้ที่ชนะการแข่งขันตูร์เดอฟร็องส์มากที่สุด คือ 7 สมัยติดต่อกัน ปัจจุบันผู้ที่ชนะการแข่งขันมากที่สุดเป็นสถิติร่วมระหว่างนักแข่ง 4 คน คือ มีเกล อินดูเรน (สเปน) ชนะ 5 สมัยติดต่อกัน แบร์นาร์ อีโนล (ฝรั่งเศส) ชาก อองเกอตีล (ฝรั่งเศส) และเอดดี เมิกซ์ (เบลเยียม) ชนะคนละ 5 สมัย

ผู้ชนะเลิศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991[แก้]

การแข่งขันครั้งที่ปี ค.ศ.ผู้ชนะเลิศ
78-821991-1995 มีเกล อินดูเรน (5 ปีติดต่อกัน)
831996 บียานร์น รีส์*
841997 แยน อุลริช
851998 มาร์โก แพนตานี
86-921999-2005ไม่มีผู้ชนะ ( แลนซ์ อาร์มสตรอง ถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากใช้สารกระตุ้น)
932006 โอสการ์ เปเรย์โร ( ฟลอยด์ แลนดิส ถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากใช้สารกระตุ้น[1])
942007 อัลเบอร์โต คอนทาดอร์
952008 คาร์ลอส ซาสเตร
  • ในปี 2007 บียานร์น รีส์ ยอมรับว่าได้ใช้สารกระตุ้นระหว่างการแข่งขันทำให้ผู้จัดการแข่งขันปฏิเสธที่จะยอมรับสถานะผู้ชนะเลิศของเขา ทว่าสหพันธ์จักรยานสากล (Union Cycliste Internationale - UCI) แถลงว่าหมดเวลาที่จะตัดสิทธิ์เขาจากการเป็นผู้ชนะเลิศ จึงเพียงแต่ขอร้องให้เขาคืนเสื้อสีเหลืองที่แสดงสถานะของการเป็นผู้ชนะเลิศ [2]