วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

 เก่งไวยากรณ์อังกฤษ (English grammar) 
  
ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษถูกสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานของวิธีการคิดแบบ
วิทยาศาสตร์และตรรกวิทยา ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจึงเปรียบเสมือนเกม
ปริศนาที่ถ้าเราสามารถไขปริศนาแรกได้แล้ว เราก็จะค่อยๆไขปริศนาที่เหลือ
ไปได้ทีละเปลาะๆเหมือนกับการเล่นเกมปริศนานั่นเอง
    เช่น ถ้าเราเข้าใจการใช้ to-infinitive, present participle และ
past participle เราก็จะเข้าใจการใช้ there, verb to be และ verb to
have ฯลฯ เป็นต้น
    การจะไขเกมปริศนาได้เราต้องมีกลเม็ด (trick) หรือมีกุญแจเพื่อใช้ไข
ปริศนาให้แตก
    คุณวงกต จันทพานิชอดีตอาจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์ผู้ผันตัวเองมาเป็น
นักวิชาการอิสระด้านภาษาอังกฤษได้ใช้เวลาในการศึกษาภาษาอังกฤษมาเป็น
เวลานานหลายสิบปีจนกระทั่งได้ค้นพบกลเม็ดหรือกุญแจที่จะใช้ไขปริศนาของ
หลักไวยากรณ์อังกฤษต่างๆจนครบถ้วนทุกหลักไวยากรณ์ และได้นำมาเปิดเผย
ไว้ใน englishtrick.com ชุมชนภาษาอังกฤษแห่งนี้ อันจะทำให้ต่อไปนี้การ
ทำความเข้าใจไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของคนไทยจะกลายเป็นเรื่อง
ง่ายๆไปทันที

เพียง 5 tenses ก็เก่งภาษาอังกฤษได้แล้ว

ห้า tenses ที่ใช้บ่อย

   Present simple, present continuous, past simple, present perfect และ future simple คือ tenses ที่ใช้บ่อยมากทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียน ดังนั้น จึงขอ
ให้ท่านผู้อ่านหมั่นทบทวน tense ทั้ง 5 tenses นี้ให้เข้าใจเป็นอันดีก่อนที่จะไปศึกษาอีก
7 tenses ที่เหลือ
 [tenses(B)]


                     
1. PRESENT SIMPLE TENSE
   The trick of using Present Simple is ‘fact’, so thing that is
true in your thought or in everyday life or in nature is present
simple.

   กลเม็ดหรือกุญแจของการใช้ present simple ก็คือ ‘ข้อเท็จจริง’ ดังนั้น:

   ๑. เหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ที่ตัวผู้ใช้เองคิดว่าเป็นจริง
   ๒. ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นปกติวิสัย (usually) เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ (always) เกิดขึ้นบ่อยๆ (often) หรือข้อเท็จจริงที่เป็นจริงเสมอ (truth)
   ทั้งหมดนี้ เราใช้ในรูปของ present simple ได้ทั้งสิ้น ดังนี้
–These foods are so delicious.
–She is very attractive.
    –I’m Thai.
–James lives in Thailand with his wife.
–You look great.
–Tom seems tired.
–The light is on/off.
–They are musicians.

    –Is more expensive always better?
–We always meet at Center Point on Sunday afternoon.
–Sally often calls home from work.
–The sun is the center of the solar system.
    –Some people still think the earth is flat.
2. PRESENT CONTINUOUS TENSE
    The trick of using Present Continuous is ‘is-happening’, so thing that ‘is happening’ in your mind is present continuous.
    กลเม็ดหรือกุญแจของการใช้ present continuous ก็คือ ‘กำลังดำเนิน
อยู่’ ดังนั้น เหตุการณ์อะไรก็ตามที่เราคิดว่ากำลังดำเนินอยู่ต่อหน้าหรือลับหลัง
เรา
 เราใช้ในรูปของ present continuous ได้ เช่น:
–I am clicking.
–The children are getting fat.
–I am googling the name I want to search for on the Internet.
–They are doing some shopping.
    –My roommate is talking with her guest downstairs.
    –Are you telling me that Jim is her new boyfriend?

    –I’m working for him.
–He is always making loud noise.
–The rain is pouring outside.
–The wind is blowing.
–The movie is showing in the theatre near you.
–This week the weather is changing.
–The temperature is rising today.

    –The universe is expanding.
–The world is being crazy.
–We are having fun.
    –Now I’m living in a big city.
ข้อแตกต่างของ Present Simple และ Present Continuous
    Present simple และ present continuous ต่างก็เป็น tense ที่แสดง ‘ความเป็น
ปัจจุบัน’ ด้วยกันทั้งคู่ แต่มีข้อแตกต่างกันคือ present simple เน้นที่ ‘ข้อเท็จจริงที่แฝง
นัยของความถาวรไว้’ ส่วน present continuous เน้นที่ ‘การกำลังดำเนินอยู่ที่แฝงนัย
ของลักษณะชั่วคราวหรือชั่วขณะหนึ่งไว้’
    ดังนั้น เมื่อเราใช้คำกริยาคำเดียวกันกับ tense ทั้ง 2 นี้ ความหมายของคำกริยานั้นก็จะ
มีความหมายและนัยที่แตกต่างกันทั้งๆที่เป็นคำกริยาคำเดียวกัน เช่น
    a) Some chimpanzees can think.
        ลิงชิมแปนซีบางตัวสามารถใช้หัวสมองคิดหาเหตุผลได้
    b) I am thinking.
        ผมกำลังใช้ความคิด
    ประโยค a) และ b) ใช้คำกริยา think คำเดียวกันแต่ต่าง tense กัน ผลก็คือ ‘can
think’ ซึ่งอยู่ในรูป present simple จะมีความหมายและนัยที่แสดงถึง ‘ข้อเท็จจริงและ
ความถาวร’ นั่นคือ ‘can think’ นี้ จะเป็นความถาวรที่ติดตัวลิงชิมแปนซีบางตัวตลอดไป
   ส่วน ‘am thinking’ ซึ่งอยู่ในรูป present continuous จะมีความหมายและนัยที่
แสดงถึง ‘การกำลังดำเนินอยู่และมีลักษณะชั่วขณะหนึ่ง’ นั่นคือ ‘am thinking’ นี้ จะมี
ลักษณะชั่วขณะหนึ่ง คือ อาจหยุดคิดและหันไปทำสิ่งอื่นต่อเมื่อใดก็ได้
    ลองไปดูอีกตัวอย่างครับ
    a) I live in a big city.
        ฉันตั้งรกรากเป็นการถาวรอยู่ในเมืองใหญ่
    b) I am living in a big city.
        ฉันกำลังเริ่มต้นใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่
ความหมายของ ‘ความถาวร’ ของ ‘present simple’
    ความหมายของ ‘ความถาวร’ ของ ‘present simple’ แบ่งเป็น 2 ความหมายคือ
    1) การครอบคลุมช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน
    2) ความหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง
1) การครอบคลุมช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน
    ความถาวรที่ ‘ครอบคลุมช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน’ จะไม่คิดออกมาเป็นตัวเลข แต่เป็น
ที่รับรู้กันโดยนัยว่า ‘เป็นช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน’

   เช่น I live in a big city. นั้น เมื่อเราพูดประโยคนี้ออกไป ผู้ฟังก็จะนึกภาพออกทันที
ว่า เราอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่มานานแล้ว คือ ตั้งรกรากเป็นการถาวร นั่นเอง

    ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติต่างๆ แม้บางเหตุการณ์จะมีช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน
แต่ก็เป็นการ
เน้นที่การเปลี่ยนแปลง จึงใช้ในรูปของ ‘present continuous’ ไม่ใช้ในรูป
‘present simple’ เช่น The temperature is rising. The universe is expand-
ing. เป็นต้น
2) ความหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง
   ในบางสถานการณ์ความถาวรอาจหมายถึง ‘ความหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง (stative)’ โดยไม่มีช่วงระยะเวลาที่ยาวนานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ เช่น เรากล่าวชมผู้หญิงคนหนึ่ง
ว่า She is very attractive. ประโยค present simple นี้ก็จะแสดงเฉพาะข้อเท็จจริง
ที่เป็น ‘ความหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง’ ออกมา โดยไม่มีช่วงระยะเวลาที่ยาวนานเข้ามาเกี่ยว
ข้องด้วย
    อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์การใช้ present simple ก็จะแสดงนัยของ ‘ทั้งความ
หยุดนิ่งและช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน’ เช่น ถ้าเราเอาประโยค She is very attractive. ไปกล่าวชมภาพวาดโมนาลิซ่าซึ่งมีอายุหลายศตวรรษ is very attractive ก็จะแสดงนัย
ของ ‘ทั้งความหยุดนิ่งและช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน’ ออกมา
    นั่นคือ การที่ present simple จะแสดงเฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็น ‘ความหยุดนิ่งไม่
เปลี่ยนแปลง’ เท่านั้น หรือแสดง ‘ทั้งความหยุดนิ่งและช่วงระยะเวลาที่ยาวนานด้วย’ ก็ขึ้น
อยู่กับว่าเราเอาประโยคของเราไปใช้ในสถานการณ์อะไรดังตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น
สรุป ‘หัวใจ’ ของ ‘present simple’
    Present simple ก็คือ ‘ข้อเท็จจริงที่แฝงนัยของความถาวรไว้’ โดยความถาวรนี้จะ
มีอยู่ 2 ความหมายคือ 1) การครอบคลุมช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน และ 2) ความหยุดนิ่ง
ไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนจะเป็นความหมายไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับประโยคที่เราใช้ในแต่ละสถาน
การณ์ 
    เช่น ถ้าประโยคที่เราใช้เป็น I live in a big city. ประโยคนี้ก็จะเป็นการแสดงถึง
ข้อเท็จจริงที่แฝงนัยของความถาวรที่ครอบคลุมช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน
    แต่ถ้าประยคที่เราใช้เป็น She is very attractive. ประโยคนี้ก็จะเป็นการแสดงข้อ
เท็จจริงที่แฝงนัยของความถาวรที่เป็นความหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง
    และเมื่อเราใช้ present simple ไปบ่อยๆเข้าการรับรู้ถึงนัยและความหมายดังกล่าว
นี้ก็จะค่อยๆเกิดขี้นเองโดยอัตโนมัติครับ

ความหมายของ ‘กำลังดำเนินอยู่’ ของ ‘present continuous’
    ความหมายของ ‘กำลังดำเนินอยู่’ ของ ‘present continuous’ จะครอบคลุมถึงการ ‘กำลังกระทำอยู่’ หรือ ‘กำลังเคลื่อนไหวอยู่’  หรือ ‘กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่’  ด้วย เช่น I am living in a big city. I’m working. The wind is blowing. The weather ischanging. เป็นต้น

    นั่นคือ เหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ที่เข้าข่าย ‘กำลังดำเนินอยู่/กำลังกระทำอยู่/กำลังเคลื่อน
ไหวอยู่/กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่’ เราสามารถใช้ในรูป ‘present continuous’ ได้หมด

กลเม็ดการใช้ ‘present simple’ และ ‘present continuous’ ใน
เชิงปฏิบัติ
    ในการใช้จริงหรือการใช้ในเชิงปฏิบัติของ ‘present simple’ และ ‘present
continuous’ จะมีดังนี้

    ถ้าเราคิดว่าเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่เป็น ‘ข้อเท็จจริง’ ก็ให้เราใช้คำกริยาของเราในรูป
‘present simple’ ได้ทันที ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในหัวข้อ PRESENT SIMPLE TENSEข้างต้น ส่วนนัยแฝงที่เป็นความถาวรอันเป็นช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน หรืออันเป็นความหยุด
นิ่งไม่เปลี่ยนแปลงนั้น เป็นหน้าที่ของผู้ที่รับสารจากเราจะต้องไปตีความเอาเองครับ

    และถ้าเราคิดว่าเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่เป็นการ ‘กำลังดำเนินอยู่/กำลังกระทำอยู่/กำลัง
เคลื่อนไหวอยู่/กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่’ ก็ให้เราใช้คำกริยาของเราในรูป ‘present conti-
nuous’ ได้ทันที ส่วนนัยแฝงที่เป็นลักษณะชั่วคราวหรือชั่วขณะหนึ่งนั้น เป็นหน้าที่ของผู้ที่
รับสารจากเราจะต้องไปตีความเอาเองอีกเช่นกัน
    อนึ่ง ในภาษาอังกฤษมีคำกริยาอยู่คำหนึ่ง คือ seem ที่นิยมใช้กับ ‘present simple’ และ ‘past simple’ เท่านั้น ไม่นิยมใช้กับ ‘present continuous’ หรือ ‘continuous tense’ อื่นๆ ดังนั้น เราอย่าเผลอใช้ seem ในรูป ‘continuous’ เข้าก็แล้วกัน
    แต่ถ้าจะใช้ seem เพื่อแสดงว่ากำลังดำเนินอยู่ ก็จะไม่ใช้  ‘continuous’ กับ seem โดยตรง แต่จะใช้กับคำกริยาคำอื่นแทนดังนี้
    –It seems that he is kissing her.
3. PAST SIMPLE TENSE
    The trick of using Past Simple is ‘happened-and-finished’, so things that ‘happened and finished’ in a second, in an hour or a week ago, etc. are all past simple.
   กลเม็ดหรือกุญแจของการใช้ past simple ก็คือ ‘ได้เกิดขึ้นและได้จบสิ้น
ไปแล้ว’ ดังนั้น เหตุการณ์อะไรก็ตามที่เราคิดว่าได้เกิดขึ้นและได้จบสิ้นไปแล้ว จะ
เมื่อ 1 วินาทีที่แล้ว, 1 ชั่วโมงที่แล้ว, 1 วันที่แล้ว, 1 สัปดาห์ที่แล้ว หรือ 1 เดือน
ที่แล้ว เราก็ใช้ในรูปของ past simple ได้ทั้งสิ้น โดยจะมีวิเศษณ์แสดงเวลาใน
อดีตอยู่ในประโยค
ด้วยหรือไม่ก็ได้ ดังนี้: 
–What did you say?
–Did you see that girl who just walked past us?

    –He was dead yesterday.
–I met her last month.
–I came across my old friend on Wednesday evening.
–I bought this phone two weeks ago.
    –The company was established in 2001.
–She finished her study when her parents lived abroad.
    –Mary always watched TV after dinner.
–I sometimes drank coffee in the evening.
–Sir Alex often yelled at his own players.
–He used to smoke two packs of cigarette a day.
    –Sir Alex used to be a football coach.
–Beckham and Giggs would always play football together.
–She was shocked and started to cry.
    –This morning she worked at home.
        เมื่อเช้านี้เจ้าหล่อนทำงานอยู่ที่บ้าน
        (ขณะที่พูดประโยคนี้อยู่ในช่วงบ่ายหรือเย็น คือ เลยช่วงเช้ามาแล้ว) 
วิเศษณ์แสดงเวลาในอดีตของ past simple
    เราควรทราบไว้ด้วยว่าวิเศษณ์แสดงเวลาในอดีตของ past simple เช่น yesterday
หรือ last month ฯลฯ นั้น จะถูกพิจารณาเป็นเพียงแค่ ‘จุดหนึ่งของเวลาในอดีต’ เท่านั้น
    เมื่อเราใช้ประโยคของเราในรูป past simple ออกไป ก็แสดงว่าเราได้ผ่านพ้นจุดหนึ่ง
ของเวลาของ yesterday หรือ last month ฯลฯ มาแล้ว นั่นคือ yesterday หรือ last month ฯลฯ ‘ได้เกิดขึ้นและได้จบสิ้นลงไปแล้ว’ นั่นเอง เราจึงใช้ประโยคของเราในรูป past simple
4. PRESENT PERFECT TENSE
    The trick of using Present Perfect is ‘duration-from-past-
up-to-now’, so when we use present perfect we always have
‘up to now’ in mind.

   กลเม็ดหรือกุญแจของการใช้ present perfect ก็คือ ‘
ช่วงระยะเวลาจาก
อดีต
ที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน’ และในขณะที่เราจะใช้ present perfect ก็ให้
นึกถึงคำว่า ‘จนถึงปัจจุบัน’ ไว้ในใจก็จะทำให้การใช้ present perfect ของ
เราง่ายขึ้น เพราะคำว่า ‘จนถึงปัจจุบัน’ แทนความหมายยาวๆของ ‘ช่วงระยะ
เวลาจากอดีตที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน’ ได้พอดี
   เหตุการณ์ที่ใช้กับ present perfect (has/have + v3) มีดังนี้

   ๑. เหตุการณ์ที่ดำเนินมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น
       –We have remembered your account.
         จนถึงปัจจุบันเราจำบัญชีชื่อผู้ใช้ของคุณได้แล้ว
       –They haven’t arrived yet.
         จนถึงปัจจุบันพวกเขายังมากันไม่ถึงเลย

      
–My bus hasn’t left the terminal.
            ถึงตอนนี้รถโดยสารที่ฉันจะเดินทางไปด้วยก็ยังคงไม่ออกจากสถานี
       –There has been flooding in some areas of the north.
           จนถึงปัจจุบันยังคงมีสภาวะน้ำท่วมในบางพื้นที่ของภาคเหนือ
       –I have lived in a big city for fifteen years.
           จนถึงปัจจุบันฉันพำนักอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่เป็นเวลา 15 ปีแล้ว
       –He has married her since 2005.
            เขาแต่งงานกับเจ้าหล่อนมาตั้งแต่ปี 2005 มาจนถึงปัจจุบัน
       –How long have you lived here?
            จนถึงปัจจุบันคุณอาศัยอยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้ว?
       –Have you done your homework yet? 
            จนถึงปัจจุบันเธอทำการบ้านเสร็จรึยัง? 


       –Have you seen Nick recently?
            เมื่อเร็ว ๆ นี้จนถึงปัจจุบันเธอได้เจอะเจอนิคบ้างไหม?
       –I have been here for 2 weeks.
            จนถึงปัจจุบันฉันอยู่ที่นี่มา 2 สัปดาห์แล้ว

       –This is the first time we have met.
            จนถึงปัจจุบันนี่เป็นครั้งแรกที่เราได้พบกัน
       –This morning she has worked at home.            ตลอดทั้งช่วงเช้านี้เจ้าหล่อนทำงานอยู่ที่บ้าน            (ต้องใช้ present perfect เพราะขณะที่พูดประโยคนี้ยังอยู่ในช่วงเวลาของ this morning
              อยู่ ถ้าพูดประโยคนี้ในช่วงบ่ายหรือเย็นก็จะใช้ในรูป past simple นั่นคือ This morning
              she worked at home)


   ๒. เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนี้
       –I have tried that game.
         จนถึงปัจจุบันฉันได้เคยลองเล่นเกมนั้นมาแล้ว
       –I have clicked on this website before.
            จนถึงปัจจุบันฉันเคยคลิ๊กเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์นี้มาก่อนแล้ว
       –I have clicked on this website twice.
            จนถึงปัจจุบันฉันเคยคลิ๊กเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์นี้แล้วสองครั้ง
      –I have clicked on ‘englishtrick.com’ many times.
จนถึงปัจจุบันฉันเคยคลิ๊กเข้ามาเยี่ยมชม englishtrick.com แล้วหลายครั้ง
       –I have never cooked before until today.
            จนถึงปัจจุบันฉันยังไม่เคยทำอาหารมาก่อน จนกระทั่งวันนี้

       –Have you ever been to Phuket?
            จนถึงปัจจุบันคุณเคยไปภูเก็ตมารึยัง?
       –She has been to the states twice.
            จนถึงปัจจุบันเจ้าหล่อนเคยไปสหรัฐฯมาแล้ว 2 ครั้ง

    ๓. เหตุการณ์ในอดีตที่ดำเนินมานั้นได้จบสิ้นลงก่อนปัจจุบัน แต่ยังมีผลปรากฏ
อยู่ในปัจจุบัน
 ดังนั้น เมื่อมีเหตุการณ์ใดในอดีตที่ดำเนินมา และได้จบสิ้นลงก่อน
ปัจจุบัน และมีผลปรากฏให้เห็นอยู่ เราก็พูดประโยค present perfect ออกมา
ได้ตามผลที่ปรากฏให้เห็นอยู่นั้น ดังนี้
       –They have arrived.
            จนถึงปัจจุบันพวกเขาได้มาถึงกันแล้ว
            (ผลที่ปรากฏให้เห็นอยู่ก็คือ  ‘พวกเขากำลังทักทายกับเจ้าภาพ’ หรืออะไรทำนองนี้)


       –I have sent my email.
         จนถึงปัจจุบันฉันได้ส่งอีเมวล์ของฉันไปแล้ว
            
(ผลที่ปรากฏให้เห็นอยู่ก็คือ  ‘email กำลังเดินทางไปถึงผู้รับ’ หรืออะไรทำนองนี้)
       –I have finished my breakfast.
            ฉันทานอาหารเช้าเสร็จพอดี
          
(ผลที่ปรากฏให้เห็นอยู่ก็คือ  ‘ฉันอิ่ม’ หรืออะไรทำนองนี้)
       –I have just lost my pen.
            ฉันเพิ่งทำปากกาหายไปพอดี
            (ผลที่ปรากฏให้เห็นอยู่ก็คือ  ‘ฉันไม่มีปากกาใช้’ หรืออะไรทำนองนี้)
       –I have already bought my new shoes.
            ฉันซื้อรองเท้าคู่ใหม่มาเรียบร้อยแล้ว            (ผลที่ปรากฏให้เห็นอยู่ก็คือ  ‘ฉันมีรองเท้าคู่ใหม่ใช้’ หรืออะไรทำนองนี้)
วิเศษณ์แสดงเวลาในอดีตของ present perfect
    Present perfect สามารถใช้กับวิเศษณ์แสดงเวลาในอดีต ดังนี้ just, finally, lately, recently, for 2 weeks และ since 2005 เป็นต้น
    เราจะใช้วิเศษณ์แสดงเวลาในอดีตเหล่านี้ในกรณีที่เราต้องการระบุว่า ‘ช่วงระยะเวลาใน
อดีตนั้นๆย้อนกลับไปเริ่มต้น ณ เวลาใดในอดีตก่อนจะดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน’
    เช่น ถ้าเราเลือกใช้ just กับประโยค present perfect ของเรา ก็แสดงว่า ‘ช่วงระยะ
เวลาในอดีตของเราย้อนกลับไปแป๊บเดียวก่อนจะดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน’ เพราะ just หมาย
ถึง ‘เพิ่งเกิดขึ้น’ นั่นเอง
    แต่ถ้าเราใช้ for 2 weeks ก็แสดงว่า ‘ช่วงระยะเวลาในอดีตของเราย้อนกลับไป 2 อาทิตย์ก่อนจะดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน’
    และถ้าเราใช้ since 2005 ก็แสดงว่า ‘ช่วงระยะเวลาในอดีตของเราย้อนกลับไปถึงปี
ค.ศ. 2005 ก่อนจะดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน’
    เมื่อเป็นดังนี้ วิเศษณ์แสดงเวลาในอดีตที่ใช้กับ present perfect จึงถูกพิจารณาเป็น ‘ช่วงระยะเวลาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน’ ไม่ใช่แค่ ‘จุดหนึ่งของเวลาในอดีต’ เหมือน past
simple
    สรุปก็คือ เมื่อเรานำวิเศษณ์แสดงเวลาในอดีตใดๆมาใช้กับ present perfect วิเศษณ์
แสดงเวลาในอดีตนั้นๆก็จะมีความหมายสอดคล้องกับหัวใจของ present perfect ไปด้วย นั่นคือ ‘ช่วงระยะเวลาจากอดีตที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน’ นั่นเอง
    นอกจากนี้ยังมีคำวิเศษณ์อีกกลุ่มหนึ่งได้แก่ ever, already และ yet โดย ever ใช้เน้น
ย้ำว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ‘เคย’ ทำอะไรมาบ้าง
    ส่วน already ใช้เน้นย้ำว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้ทำบางสิ่ง ‘เสร็จเรียบร้อยแล้ว’
    และ yet จะใช้ในกรณีที่ present perfect เป็นประโยคคำถามหรือปฏิเสธ เพื่อเน้นถึง
ความเป็นประโยคคำถามหรือปฏิเสธนั้นๆ
5. FUTURE SIMPLE TENSE ปุ่มลิ้งค์ไป facebook
    There are 4 tricks of using Future Simple:

    
1. We use ‘will’ to give ‘information that will happen in the future’ to someone.
    มีกลเม็ดอยู่ ๔ กลเม็ดในการใช้ future simple ดังนี้
    ๑. เราใช้ ‘will’ เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดย ‘will’ จะมีความหมายตรงกับคำว่า ‘จะ’ ในภาษาไทย เช่น:
–She will come.
–The dog will follow her as usual.
–We will send this message to you.
–They will catch the next train.
–It will happen someday.
–There will be rain.
–Our market share will grow after we launch our new products.
    –Keep the handlebar straight ahead or you will lose you balance.
       จับแฮนด์จักรยานให้ตรงไปข้างหน้า...มิฉะนั้นเธอจะเสียการทรงตัวได้

    การใช้ ‘will’ เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ มักเป็นที่นิยม
ใช้ เนื่องจากใช้ง่าย และสถานการณ์ต่างๆในอนาคตก็มักจะเข้าทางการใช้ ‘will’ อยู่บ่อยๆ
    นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ will ในกรณีที่เราตัดสินใจที่จะทำบางสิ่งขึ้นมาอย่างปัจจุบัน
ทันด่วน
ได้ เช่น
    –Bye, oh, I will phone you.
      สวัสดีนะ...อ้อ...แล้วจะโทรไปหานะ
    –I think I will start reading this book.
      ฉันคิดว่าฉันจะเริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วล่ะ
    A: How about this stuff?
         แล้วของพวกนี้จะทำอย่างไรดี?
    B: Let me see. I will keep it in the box.                
         ขอคิดหน่อย...ฉันจะเก็บมันไว้ในกล่องก็แล้วกัน
    2. We use ‘present continuous with adverb of future time’ to tell that we ‘plan to do something in the future’.

    
๒. เราใช้ ‘present continuous’ เพื่อแสดงว่าเรา ‘วางแผนที่จะทำบางสิ่ง
ในอนาคต’ โดยมักใช้ร่วมกับ ‘วิเศษณ์แสดงเวลาในอนาคต’ เช่น:
–We are buying it tomorrow.
เราวางแผนที่จะซื้อมันพรุ่งนี้
–I’m calling you later. Bye.
ดิฉันวางแผนที่จะโทรหาคุณวันหลัง สวัสดีนะคะ
–She is coming at five o’clock.
เจ้าหล่อนวางแผนที่จะมาตอนห้าโมง
–I am sending this message to you after I have read it.
ผมวางแผนที่จะส่งข้อความนี้ให้คุณหลังจากที่ผมได้อ่านมันแล้ว

๒.๑  การใช้ present continuous เพื่อแสดงถึงสิ่งที่ ‘กำลังจะ’ เกิดขึ้น
           เราสามารถใช้ present continuous เพื่อแสดงว่า ‘บางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้นใน
    อีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า’ โดยเฉพาะการใช้กับคำกริยาที่แสดงการเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น
    go, come, leave และ move เป็นต้น ดังประโยคตัวอย่างต่อไปนี้
           –The bus is leaving.
               รถโดยสารกำลังจะออกแล้ว
           –They are moving.
               พวกเขากำลังจะเคลื่อนออกไปแล้ว
           –Are you coming?
               เธอกำลังจะมาหรือไม่ล่ะ?
    3. We use ‘be going to + infinitive’ to tell that we ‘have intention of doing something in the future’.

    
๓. เราใช้ ‘be going to + infinitive’ เพื่อแสดงว่าเรา ‘ตั้งใจที่จะทำบาง
สิ่งในอนาคตโดยได้มีการตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้ว’ ดังนี้:


      –I am going to buy it.
         
ฉันตั้งใจที่จะซื้อมัน
 
    การใช้ be going to + infinitive จะแตกต่างจากการใช้ will ในแง่ที่ว่า be going
to + infinitive เป็นความตั้งใจที่เป็นการตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้ว ส่วน will เป็นการตัด
สินใจแบบปัจจุบันทันด่วน ดังนี้ I’m going to buy it. = ตัดสินใจล่วงหน้ามาแล้วว่า
จะซื้อ ส่วน I will buy it. = เห็นปุ๊บตัดสินใจซื้อทันที

    ลองดูประโยคตัวอย่างอื่นๆของ ‘be going to + infinitive’ ต่อไปครับ

       –I’m going to call you later. Bye.
         
ดิฉันตั้งใจที่จะโทรหาคุณวันหลัง สวัสดีนะคะ
–She is going to come at five o’clock.
เจ้าหล่อนตั้งใจที่จะมาตอนห้าโมง
       A: How about the lunch, boss?
            เรื่องอาหารกลางวันเอาอย่างไรดีครับ...หัวหน้า?
       B: I’m going to order it on delivery.
            ผมตั้งใจจะสั่งให้ร้านเอามาส่งให้
    และเราสามารถใช้ ‘present continuous แสดงเวลาในอนาคต’ และ ‘be going to
+ infinitive’ แทนที่กันได้ โดยมีความหมายแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ดังนี้:

       –I am sending this message to you after I have read it.                                    
ผมวางแผนที่จะส่งข้อความนี้ให้คุณหลังจากที่ผมได้อ่านมันแล้ว       –I am going to send this message to you after I have read it.             
ผมตั้งใจที่จะส่งข้อความนี้ให้คุณหลังจากที่ผมได้อ่านมันแล้ว


    ๓.๑ การใช้ be going to เพื่อคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตที่เราแน่ใจ
         ว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
           เมื่อเราเห็นว่าเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเรามีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เช่น  เราเห็นเพื่อนเรากำลังหัดขี่จักรยานอยู่ ทันใดนั้น จักรยานก็เริ่มเป๋ไปเป๋มาทำท่าจะล้มแน่ๆ
    เราก็สามารถตะโกนเตือนเพื่อนเรา
ด้วย be going to + infinitive ได้ทันที ดังนี้     
           –Look out! You are going to lose you balance.
              ระวัง! เธอกำลังจะเสียการทรงตัวแน่ๆเลย
           อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นการคาดการณ์ทั่วๆไปที่ไม่เน้นว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
    เราสามารถใช้ will ได้ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในข้อที่ ๑ ดังนี้  

           –You will lose you balance.
               
เธอจะเสียการทรงตัวได้
    4. We use ‘present simple’ to tell that ‘timetable, schedule, program
or plan are formally fixed to happen in the future’.


    ๔. เราใช้ ‘present simple’ เพื่อแสดงว่า ‘ตารางเวลา, กำหนดการ, แผนงานได้ถูก
กำหนดไว้อย่างเป็นทางการให้เกิดขึ้นในอนาคต’ เช่น:
–Tomorrow is my first working day.
ตามกำหนดการ...พรุ่งนี้คือวันทำงานวันแรกของผม
–Bus leaves the terminal every fifteen minutes.
ตามกำหนดการ...รถโดยสารจะออกจากสถานีทุกๆ 15 นาที
–The next bus leaves at one-fifteen.
ตามกำหนดการ...รถเที่ยวต่อไปจะออกเวลาบ่ายโมงสิบห้านาที
–The final match is on Sunday evening.
ตามกำหนดการ...นัดชิงชนะเลิศจะแข่งกันตอนกลางคืนวันอาทิตย์
–The monthly meeting is on Tuesday afternoon.
ตามกำหนดการ...การประชุมประจำเดือนจะมีวันอังคารตอนบ่าย
–This TV programme starts at 9 o’clock.
ตามกำหนดการ...รายการโทรทัศน์นี้เริ่มตอน 3 ทุ่ม


การใช้ tense เชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ
    การใช้ tense จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ 1) การใช้ tense เชิงทฤษฎี และ 2) การใช้
tense เชิงปฏิบัติ

1. การใช้ tense เชิงทฤษฎี
    การใช้ tense เชิงทฤษฎี คือ การทดสอบว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับ tense มากน้อยเพียง
ใด ตามสถานการณ์ที่ได้รับการกำหนดไว้เป็นการเฉพาะบนหน้ากระดาษข้อสอบ การใช้
tense เชิงทฤษฎีจึงมีกรอบแคบๆตามสถานการณ์ที่ได้รับกำหนดไว้นั้น ผู้ตอบจึงไม่มี
ทางเลือกอื่น นอกจากเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ทั้งๆที่ในความเป็นจริง คำตอบที่ถูกอาจจะ
มีมากกว่าหนึ่งคำตอบก็ได้ เช่น
1) The sun………….in the east.
    a) rise     b) rises      c) rose       d) is rising
    เราจะเห็นได้ว่าในบรรดาคำตอบทั้ง 4 ข้อนี้ ทั้งข้อ b), c) และ d) ล้วนแล้วแต่ถูกต้อง
ทั้งสิ้น แต่เนื่องจากนี่คือการวัดผลว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับ tense มากน้อยเพียงใดตามสถาน-
การณ์แคบๆที่ถูกกำหนดมานี้ ซึ่งก็คือ พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก (in the east) อัน
เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นจริงเสมอ (truth) ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องที่สุดตามกรอบกำหนดนี้จึง
ต้องเป็น present simple เราจึงต้องเลือกข้อ b) rises เท่านั้น
2. การใช้ tense เชิงปฏิบัติ
    การใช้ tense เชิงปฏิบัติจะแตกต่างไปจากสถานการณ์แคบๆที่ถูกกำหนดมาบนหน้า
กระดาษข้อสอบเป็นอย่างยิ่ง เช่น เราอาจกำลังยืนดูพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า ดังนั้น
คำตอบที่ถูกต้องที่สุดในสถานการณ์จริงก็คือ is rising หาใช่ rises แต่ประการใดไม่
นั่นคือ คำตอบที่ถูกต้องที่สุดในสถานการณ์จริงนี้ก็คือ The sun is rising. นั่นเอง
    และในสถานการณ์จริงนี้ คำตอบที่สุดก็อาจจะไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียวด้วย เช่น เมื่อเรา
เห็น The sun is rising. นี้ เราอยากให้เพื่อนๆของเราได้ร่วมรับรู้ด้วย เราจึงอาจส่งรูป
ภาพพร้อมข้อความไปให้เพื่อนของเราดังนี้ The sun was rising. ซึ่งก็ถือว่าเป็นคำตอบ
ที่ถูกต้องที่สุดตามสถานการณ์ที่เป็นจริงด้วยเช่นกัน
    ดังนั้น การใช้ tense เชิงปฏิบัติหรือการใช้ในสถานการณ์จริง จึงเน้นที่การสื่อความ
หมายให้ผู้อื่นได้เข้าใจเป็นสำคัญ นั่นคือ ถ้าผู้รับสารจากเราเข้าใจสิ่งที่เราพูดหรือเขียน ก็
เท่ากับเราได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการใช้ tense แล้ว
กฎการใช้ภาษาอังกฤษในเชิงปฏิบัติ
    การใช้ภาษาอังกฤษในเชิงปฏิบัติมีกฎอยู่ว่า ผู้ใช้จะเป็นผู้ถูกต้องเสมอ ถ้าการใช้นั้นยึด
หลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษหลักใดหลักหนึ่งไว้ ส่วนผู้รับสารจากผู้ใช้มีหน้าที่เพียงประการ
เดียวเท่านั้น คือ ต้องตีความสิ่งที่ผู้ใช้ใช้ให้ออก
    เช่น ในกรณีของการใช้ tense ถ้าผู้ใช้ใช้ว่า The sun is rising. ก็เป็นการใช้ที่ยึด
หลักไวยากรณ์ของ present continuous ไว้ ดังนั้น ผู้รับสารจากผู้ใช้จึงมีหน้าที่ต้องตี
ความให้ออกว่า The sun is rising. หมายถึงอะไร

    และการใช้ตามกฎนี้ก็เป็นการใช้ที่เจ้าของภาษายึดถือกันอยู่นั่นเอง แต่พวกเราไม่เคยรับ
รู้มาก่อน เพราะถูกฝังหัวแต่เรื่องกฎการทำข้อสอบมาโดยตลอด จนไม่กล้านำภาษาอังกฤษ
ที่เรียนมาไปใช้ในชีวิตจริง

การใช้ tense ในเชิงปฏิบัติของเจ้าของภาษา 
    เราลองไปดูว่าการใช้ tense ในเชิงปฏิบัตินั้น เจ้าของภาษาเขาใช้กันอย่างไร ดังนี้:
    การใช้ tense ในเชิงทฤษฎี การ ‘เสียชีวิต (pass away, dead, die)’ ได้ถูกกำหนด
ให้ใช้กับ past simple เสมอ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นและได้จบสิ้นไปแล้ว เช่น
    –She passed away.
    –He was dead yesterday.
    แต่การใช้ tense ในเชิงปฏิบัติ นอกจากเจ้าของภาษาจะกล่าวถึงการ ‘เสียชีวิต’ ใน
รูปของ past simple เป็นปกติแล้ว ยังใช้ในรูปของ present simple และ present
perfect ด้วยดังนี้
    a) Philip died from toxic drug mixture. (New York Post)
         ฟิลิปได้เสียชีวิตจากส่วนผสมของสารเสพติดที่เป็นพิษ
   
    ประโยค a) นี้เป็นการใช้ tense ในเชิงทฤษฏีตามปกติ เจ้าของภาษาจึงใช้ die ในรูป
ของ past simple นั่นคือ died
    b) Philip dies. (BBC)
         ฟิลิปเสียชีวิต
   
    ประโยค b) นี้เป็นการใช้ที่แตกต่างออกไปแล้ว ผู้รับสารจึงต้องตีความ โดยตีความได้
ว่า
เจ้าของภาษา (BBC) ต้องการให้ข้อเท็จจริง (fact) จึงใช้การ ‘เสียชีวิต (die)’ ในรูป
ของ present simple นั่นคือ dies
    c) Things to do after your dog has died. (Patricia B. McConnell)            
         สิ่งที่ควรทำหลังจากสุนัขของคุณได้เสียชีวิตไปแล้ว
   
    ประโยค c) นี้ตีความได้ว่าเจ้าของภาษาต้องการเน้นว่าการ ‘เสียชีวิต (die)’ ได้จบสิ้น
ลงก่อนเวลาปัจจุบัน แต่ยังมีผลปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
 นั่นคือ สุนัขที่ตายไปแล้วนั้น ไม่ได้อยู่
กับเราแล้ว ณ เวลาปัจจุบัน 
การใช้ tense จึงออกมาในรูปของ present perfect นั่นคือ
has died

    d) Is there some reason that my coffee isn’t here? Has she died or     
        something? (The Devil Wears Prada)        
          มีคำอธิบายหรือเปล่าที่กาแฟของฉันไม่วางอยู่ตรงนี้? คนชงตายไปแล้วหรืออะไรทำนองนี้ใช่ไหม?


    เช่นเดียวกัน ประโยค d) นี้ตีความได้ว่าเจ้าของภาษาต้องการเน้นว่าการ ‘เสียชีวิต
(die)’ ได้จบสิ้นลงก่อนปัจจุบัน แต่ยังมีผลปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
 นั่นคือ คนชงกาแฟคงตาย
ไปแล้วมั้ง จึงไม่มีถ้วยกาแฟชงมาวางไว้อย่างที่ควรจะเป็น การใช้ tense จึงออกมาในรูป
ของ present perfect นั่นคือ has died
    อนึ่ง ประโยค d) นี้เป็นการพูดประชดประชันในแบบภาษาอังกฤษ โดยการนำเอา
present perfect มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในเชิงปฏิบัตินั่นเอง
    นี่ล่ะครับ...การใช้ภาษาอังกฤษในเชิงปฎิบัติที่ขอให้เรายึดหลักไวยากรณ์หลักใดหลัก
หนึ่งไว้ แล้วการใช้ของเราก็จะถูกต้องเสมอ ไม่มีใครสามารถมาหักล้างได้ นอกจากตีความ
ไปตามที่ใช้มา ดังเจ้าของภาษาได้สำแดงให้ดูเป็นตัวอย่างนี้
    เมื่อเป็นดังนี้ เวลาเราจะใช้ tense ในเชิงปฏิบัติหรือในสถานการณ์จริง เราจึงไม่จำเป็น
ต้องไปกังวลถึงเรื่องความถูกผิดเหมือนกับตอนทำข้อสอบ ขอเพียงให้เราเลือก tense ที่เรา
คิดว่ามีความเหมาะสม
กับสถานการณ์จริงในขณะนั้นขึ้นมาใช้ ก็เป็นอันถูกต้องสมบูรณ์แบบ
แล้วครับ

การตีความของผู้รับสารมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ
    เราได้รู้แล้วว่า การใช้ tense ในเชิงปฏิบัตินั้น ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับการใช้ tense ในเชิงทฤษฎีเสมอไป อันขึ้นอยู่กับสถานการณ์การใช้ของผู้ใช้แต่ละคนเป็นตัวกำหนด และ
เราก็ไม่ได้อยู่ในฐานะของผู้ส่งสารหรือผู้ใช้แต่เพียงประการเดียวเท่านั้น แต่อยู่ในฐานะผู้รับ
สารด้วย การตีความการใช้ tense ของเจ้าของภาษาจึงมักเกิดขึ้นเสมอ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ดังที่ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นไว้แล้วข้างต้น

    จำไว้นะครับว่า การเรียนรู้ภาษาอังกฤษนั้น ถ้าเราไม่รู้จักการใช้ในเชิงปฏิบัติ และไม่
รู้จักการตีความ เราก็จะสงสัยอยู่มิวายว่าทำไมเจ้าของภาษาถึงใช้อย่างนั้น ทำให้เราเข้าไม่
ถึงภาษาอังกฤษและไม่สามารถสัมผัสกับอรรถรสทางภาษาของภาษาอังกฤษได้
    และเมื่อใดที่เราเข้าถึงอรรถรสทางภาษาของภาษาอังกฤษได้ เราก็จะตระหนักได้ทันทีว่า
‘ภาษาอังกฤษนั้นสนุกมากๆ’ ไม่แพ้ภาษาไทยของเราเลยทีเดียว เพียงแต่สนุกกันคนละแง่
คนละมุมเท่านั้นเอ
ง
สรุป
    ทั้ง 5 tenses ที่กล่าวมาข้างต้นครอบคลุมช่วงเวลาทั้งเวลาในอดีต, ในปัจจุบัน, ใน
ปัจจุบันที่เป็นผลมาจากอดีต และในอนาคตได้อย่างครบถ้วน ทั้ง 5 tenses จึงเป็น
tenses หลักของการใช้ tenses ในภาษาอังกฤษ ส่วนอีก 7 tenses ที่เหลือเป็นเพียง
องค์ประกอบปลีกย่อยหรือส่วนเติมเต็มของการใช้ tenses เท่านั้น

    ดังนั้น กลเม็ดการใช้ past simple, present simple, present continuous, present perfect และ future simple ข้างต้น จึงมากเพียงพอที่จะทำให้เราเก่งภาษา
อังกฤษได้ในแบบเดียวกับเจ้าของภาษาแล้ว โดยไม่มีความจำเป็นต้องเรียนรู้ทั้ง 12 tenses
พร้อมกันไปในคราวเดียวแต่ประการใด
   

10 อันดับเมืองน่าเรียนที่สุดในโลก 2015

สำนักจัดอันดับแถวหน้าของโลกอย่าง Quacquarelli Symonds หรือ QS จากปประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกในปี 2014/2015 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ล่าสุดระเทศอังกฤษ ได้ได้ประกาศอันดับเมืองน่าอยู่สำหรับนักศึกษา (QS Best Student Cities 2015) และจากผลการสำรวจในปี 2015 นี้ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้วหลายอันดับด้วยกัน   ซึ่งในปีนี้ได้มีการเพิ่มตัวชี้วัดในการประเมินจากปีที่แล้วมาเป็น 18 ตัวชี้วัด จาก 5 หัวข้อหลัก ดังนี้
       
        1.การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก 100 คะแนน
        2.ความหลากหลายทางเชื้อชาติของนักศึกษา 100 คะแนน
        3.คุณภาพชีวิต 100 คะแนน
        4.โอกาสการจ้างงาน 100 คะแนน
        5.ความสามารถในการจ่าย 100 คะแนน
  และนี้คือ 10 อันดับเมืองที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษา ประจำปี 2015 (QS Best Student Cities 2015)

อันดับ 10 : โซล (Seoul) : ประเทศเกาหลี 
 เมืองหลวงและมหานครที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ ในปีนี้สามารถทำคะแนนสูงจนสามารถติดอันดับท็อปเทนเมืองที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษาในปีแรก นอกจากจะเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวของประเทศแล้ว มหานครแห่งนี้ยังมีมาตรฐานเรื่องการศึกษาที่ค่อนข้างสูง จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก 2014/15 มหาวิทยาลัยในกรุงโซลติดอันดับทั้งหมด 14 แห่งด้วยกัน และมหาวิทยาลัยที่มีอันดับสูงสุด คือ “มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) อยู่ในอันดับที่ 31 ร่วมกับมหาวิทยาลัยโตเกียวของประเทศญี่ปุ่น
       
        สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของกรุงโซลในการจัดอันดับเมืองสำหรับนักศึกษาในครั้งนี้ จะเป็นหัวข้อโอกาสในการจ้างงาน ได้ไปถึง 94 คะแนน ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยในกรุงโซลส่วนใหญ่จะได้รับการไว้วางใจจากหน่วยงานและนายจ้างเป็นจำนวนมาก รองลงมาจะเป็นเรื่องอันดับของมหาวิทยาลัย และความหลายหลายทางด้านเชื้อชาติของนักศึกษาที่อยู่ในกรุงโซลนั่นเอง 

อันดับ 9 : โทรอนโต (Toronto) : ประเทศแคนาดา 
 ในปีนี้ประเทศแคนาดาถือว่าเป็นประเทศที่มาแรงใช่เล่นเพราะนอกจากมอนทรีออลที่ติดอันดับแล้ว ยังมี “โทรอนโต” ติดเข้ามาอยู่ในอันดับ 9 เมืองที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษาในปี 2015 อีกด้วย คะแนนเต็มในหัวข้อของคุณภาพชีวิต เรียกได้ว่าสูงกว่ามอนทรีออล และเมืองในประเทศอื่นๆ อีกหลายเมืองเลยทีเดียว และแม้ว่าจะมีอันดับตามหลังมอนทรีออลอยู่ แต่มหาวิทยาลัยโทรอนโต (University of Toronto) กลับติดอยู่ในอันดับโลกที่สูงกว่าคืออันดับที่ 20 ส่วนคะแนนในด้านอื่นๆ ก็ใกล้เคียงกัน แต่โทรอนโตมีค่าครองชีพที่สูงกว่าในมอนทรีออล จึงได้คะแนนค่อนข้างน้อย
       
        โทรอนโตเป็นเมืองที่มีประชากรจากหลากหลายเชื้อชาติมาอยู่รวมกันมากที่สุดในโลก 40% ของประชากรเป็นคนต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ เมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดา ประชาชนที่เมืองนี้มีความเป็นมิตร และมีชื่อเสียงติดอันดับโลกเมืองที่ความปลอดภัยที่สุด และสะอาดที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ จึงไม่น่าแปลกใจที่เมืองโทรอนโตจะมีคะแนนในเรื่องของคุณภาพชีวิต 100 คะแนนเต็มนั่นเอง
อันดับ 8 : มอนทรีออล (Montréal) : ประเทศแคนาดา
 ถ้าให้จัดอันดับประเทศที่น่าอยู่และมีคุณภาพชีวิตสูงที่สุดในโลกคงต้องมีประเทศแคนาดาติดอยู่ในอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน และเมืองน่าอยู่สำหรับนักศึกษาในปี 2015 นี้ ประเทศแคนาดาติดอันดับด้วยกันถึง 2 เมืองคือ มอนทรีออล และ โทรอนโต อยู่ในอันดับ 8 และ 9 ถือว่าเข้าวินมาอย่างสวยงามไม่ผิดคาดแต่อย่างใด เมืองสวย บรรยากาศดี การศึกษาเยี่ยม มีคะแนนโดดเด่นในเรื่องของความหลากหลายทางเชื้อชาติของนักศึกษาต่างชาติสูงถึง 96 คะแนน มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง ประชากรสามารถพูดได้หลายภาษา มอนทรีออลยังเป็นเมืองใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ที่มีประชากรพูดภาษาฝรั่งเศสมากที่สุดในโลก รองจากปารีส
       
        คะแนนในส่วนของคุณภาพชีวิตเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่มอนทรีออลได้คะแนนค่อนข้างสูงคือ 83 คะแนน เมืองสวยสะอาดความปลอดภัยสูง ที่เหมาะกับการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้เมืองมอนทรีออลยังมีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลกด้วยกัน 3 แห่งด้วยกัน และมหาวิทยาลัยที่ได้อันดับสูงสุดคือ “McGill Universit” ติดอยู่ในอันดับที่ 21 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกอีกด้วย

อันดับ 7 : โตเกียว (Tokyo) : ประเทศญี่ปุ่น 
 ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในปี 2015 ของท๊อปเทนมือใหม่อย่าง “โตเกียว” ประเทศญี่ปุ่น ที่ขึ้นมาด้วยอันดับที่ค่อนข้างสูง เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นที่คนไทยส่วนใหญ่จะเลือกไปเรียนต่อ ไม่ว่าจะเป็นเรียภาษา หรือหลักสูตรระดับปริญญา จึงไม่น่าแปลกที่โตเกียวจะกลายเป็น 1 ในเมืองแห่งการศึกษาที่สำคัญของโลก ซึ่งผลจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก “มหาวิทยาลัยโตเกียว (The University of Tokyo)" ที่ติดอยู่ในอันดับที่ 31 และเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 2 ของเอเชีย ประจำปี 2014/2015
       
        โดยกรุงโตเกียวได้คะแนนคุณภาพชีวิตไปถึง 95 คะแนน และโอกาสในการจ้างงาน 94 คะแนน ถือเป็นสองหัวข้อดัชนีชี้วัดที่ทำให้โตเกียวมีคะแนนค่อนข้างดีมากในปีนี้ จนสามารถติดอันดับท็อปเทนได้ในที่สุด แต่ยังมีในส่วนของความหลากหลายของนักศึกษาจากต่างชาติที่โตเกียวได้คะแนนที่น้อยมากเรียกได้ว่าน้อยที่สุดใน 10 อันดับ คือ 55 คะแนน นั่นเอง

อันดับ 6 : บอสตัน (Boston) : ประเทศสหรัฐอเมริกา 
 มหานครที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Massachusetts Institute of Technology (MIT) อันดับ 1 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2014/2015 และ Harvard University มหาวิทยาลัยเก่าแก่ของอเมริกา อยู่ในอันดับที่ 4 จนได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ใครที่ชื่นชอบความเก่าแก่ของประวัติศาสตร์คงได้ยินชื่อเสียงของบอสตันเป็นอย่างดี เมืองที่เต็มไปด้วยความสวยงามของสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน
       
        การที่มีมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกตั้งอยู่ที่เมืองบอสตันมากมายหลายแห่ง ทำให้เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งปัญญาชนอย่างแท้จริง ทำคะแนนสูงสุดในหัวข้อโอกาศการจ้างงานเต็ม 100 คะแนน เนื่องจากเหล่าบรรดานายจ้างต่างมั่นใจในมาตรฐานของนักศึกษาที่จบจากบอสตัน และต้องการตัวเป็นอย่างมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่บอสตันจะเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับนักศึกษาที่คิดจะไปเรียนภาษา หรือไปศึกษาต่อ ทำให้ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งในเมืองบอสตันเป็นนักเรียนนักศึกษานั่นเอง
       
   อันดับ 5 : ฮ่องกง (Hong Kong) : เขตการปกครองพิเศษฮ่องกง 
 เมืองที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษาอันดับที่ 5 และเป็นเมืองอันดับหนึ่งของทวีปเอเชีย ที่ในครั้งนี้ทำอันดับสูงขึ้นจากปีที่แล้วคือ อันดับที่ 7 แซงหน้า “สิงคโปร์” แชมป์เก่าของเอเชียที่ในปี 2015 หลุดโผไม่ติด 1 ใน 10 ของโลก แม้ว่า “ฮ่องกง” จะเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก แต่กลับมีคะแนนในด้านค่าครองชีพถือว่าค่อนข้างถูกมากเมื่อเทียบกับเมืองต่างๆ และยังมีความโดดเด่นในเรื่องของความปลอดภัยทุกคนเคารพกฎหมายและเป็นเมืองที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดเมืองหนึ่ง
       
        ฮ่องกงเมืองแห่งเอเชีย หรือ Asia’s World City เมืองที่มีลักษณะเด่นของความเป็นเมืองนานาชาติที่ราวกับย่อโลกทั้งใบเอาไว้ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้โดยมีความเป็นสากลที่ผสมผสานระหว่างสิ่งที่ดีที่สุดของวัฒนธรรมตะวันตก และตะวันออกได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังมีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและติดอันดับโลกหลายแห่งด้วยกัน เช่น The University of Hong Kong (HKU) ติดอยู่ในอันดับที่ 28 ของโลกปี 2014/2015, City University of Hong Kong, Chinese University of Hong Kong และ The Hong Kong University of Science and Technology เป็นต้น

      อันดับ 4 : ซิดนีย์ (Sydney) : ประเทศออสเตรเลีย 
อีกหนึ่งเมืองของประเทศน่าอยู่อย่างออสเตรเลีย ที่ติดอันดับเมืองที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษา ประจำปี 2015 เมืองยอดฮิตที่เหล่านักเรียนนักศึกษานิยมไปเรียนต่อมากที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง “ซิดนีย์ (Sydney)” เมืองแห่งหาดทราย สายลม และแสงแดด ยังคงรักษาอันดับและมาตรฐานจากปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี สามารถทำคะแนนได้ค่อนข้างสูงจากสามหัวข้อการประเมินคือ คุณภาพชีวิตได้ไป 98 คะแนน, ความหลากหลายทางเชื้อชาติของนักศึกษา ได้ไป 95 คะแนน และโอกาศการจ้างงาน 94 คะแนน แต่ค่าครองชีพค่อนข้างสูงได้ไปเพียง 36 คะแนน เท่านั้น ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีคนนิยมเรียนต่อมากที่สุดเป็นอันดับสามของโลก รองจากอเมริกาและอังกฤษ โดยมีถึงสองเมืองในประเทศที่ติดอยู่ในอันดับโลก คือเมลเบิร์น และซิดนีย์ แม้จะมีค่าครองชีพที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ยังเป็นที่นิยมสำหรับคนที่คิดจะเรียนต่อ โดยมีมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง University of Sydney ติดอยู่ในอันดับที่ 37 ของโลก 

อันดับ 3 : ลอนดอน (London) : ประเทศอังกฤษ 
 แชมป์เก่าอันดับที่สองจากปีที่แล้ว ตกมาอยู่ในอันดับที่ 3 เมืองแห่งแฟชั่นและความหรูหรา จากประเทศอังกฤษ โดยมีคะแนนรวมทั้งหมดอยู่ที่ 392 คะแนน ทั้งที่เมืองลอนดอนได้คะแนนเต็ม 100 คะแนนไปถึง 2 หัวข้อด้วยกันนั่นคือ อันดับมหาวิทยาลัยโลก และโอกาสการจ้างงาน โดยมีมหาวิทยาลัย University College London (UCL) ติดอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก แต่ข้อเสียของลอนดอนจะอยู่ที่ค่าครองชีพที่ค่อนข้างสูงมากจนทำให้ในหัวข้อนี้เมืองลอนดอนได้ไปเพียง 28 คะแนน จาก 100 คะแนนเต็ม ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนที่ค่อนข้างต่ำกว่าเมืองทั้งหมดใน 10 อันดับแรกของโลก เป็นที่ทราบกันดีว่าลอนดอนนั้นเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก และยังครอบแชมป์หลายสมัยอีกด้วย แต่ด้วยคุณภาพและมาตรฐานด้านการศึกษาที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก ก็ทำให้เมืองแห่งนี้ยังเป็นเมืองในฝันของนักศึกษาหลายคนอยู่ดี
       
อันดับ 2 : เมลเบิร์น (Melbourne) : ประเทศออสเตรเลีย 
สำหรับอันดับ 2 ในปี 2015 นี้ตกเป็นของ “เมลเบิร์น” เมืองหลวงเก่าของประเทศออสเตรเลีย ที่สามารถไต่อันดับขึ้นมาได้ค่อนข้างสูงจากปีที่แล้ว (2014) ที่ติดอยู่ในอันดับที่ 5 มาเป็นอันดับที่ 2 ด้วยคะแนนสูงสุดจาก 3 หัวข้อใหญ่ๆ คือ ความหลากหลายทางเชื้อชาติของนักศึกษา เมลเบิร์นได้ไปถึง 100 คะแนนเต็ม รองลงมาเป็นหัวข้อคุณภาพความเป็นอยู่ และโอกาสการจ้างงาน ได้คะแนนเท่ากันที่ 94 คะแนน และหากมีการจัดอันดับเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกแล้วหละก็ รับรองว่าจะต้องมีชื่อ “เมลเบิร์น” จากประเทศออสเตรเลียติดอยู่ในอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน
       
        เมลเบิร์นขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการศึกษา และเมืองแห่งศิลปะ บรรยากาศดี มีชายหาดและแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนมากมาย ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของเมืองในอันดับที่ 5 สามารถไต่อันดับขึ้นมาเป็นที่ 2 ได้ แม้ว่าจะมีค่าครองชีพที่ค่อนข้างสูง แถมในหัวข้อนี้เมลเบิร์นยังได้คะแนนน้อยกว่าปารีสเสียอีก เพราะได้ไปเพียง 40 คะแนน จาก 100 เท่านั้น ทำให้คะแนนรวมของเมลเบิร์นทั้งหมดอยู่ที่ 397 คะแนน
อันดับ 1 : ปารีส (Paris) : ประเทศฝรั่งเศส 
ยังคงเป็นที่หนึ่งครองใจ “มหานครในฝัน” ที่ใครๆ ก็อยากไปเยือน ด้วยบรรยากาศที่สวยงามและสุดแสนโรแมนติก แม้จะขึ้นชื่อว่ามีค่าครองชีพที่ค่อนข้างสูงอยู่สักหน่อย แต่ค่าเล่าเรียนที่ปารีสกลับไม่สูงอย่างที่คิด โดยในปี 2015 นี้ก็นับเป็นสมัยที่ 3 ของการเป็นเมืองอันดับหนึ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษาที่อยากจะไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ด้วยความพร้อมในหลายๆ ด้าน ทำให้เมืองปารีสมีคะแนนนำมาเป็นอันดับที่ 1
       
       โดยมีคะแนนสูงสุดในหัวข้ออันดับมหาวิทยาลัยโลก มี “École normale supérieure หรือ Normal” สถาบันวิชาชีพชั้นสูงของกรุงปารีส อยู่ในอันดับที่ 24 ของโลก จาก QS World University Rankings® 2014/15 และโอกาสในการจ้างงาน ทั้งสองหัวข้อได้ไป 96 คะแนน ส่วนคะแนนน้อยที่สุดสำหรับมหานครปารีสคงจะหนีไม่พ้นเรื่องค่าครองชีพ หรือความสามารถทางการเงิน ได้มาเพียง 54 คะแนน รวมแล้วปารีสได้คะแนนไปทั้งหมด 412 คะแนน 
10 สุดยอด! ภาษาพารุ่ง เรียนแล้ว..
มีแต่องค์กรอยากได้ไปร่วมงาน
ภาษาน่าเรียน

                                           10 ภาษาน่าเรียน...ที่เก่งแล้วทุกองค์กรอยากคว้าตัว!!!     

   เพราะทิศทางของโลกเปลี่ยนแปลงบ่อย...นอกจากการเรียนภาษาต่างประเทศเป็นภาษาที่สองอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ความสามารถในการสื่อสาร “ภาษาอังกฤษ” ที่ปัจจุบันไม่ใช่ความสามารถพิเศษอีกต่อไป ยุคนี้จึงกลายมาเป็นยุคของ “ภาษาที่สาม” สิ่งที่คนรุ่นใหม่ทุกคนควรจะมีและถือเป็นข้อได้เปรียบที่นอกจาก ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ แล้ว เราต้องพัฒนาทักษะทางด้านภาษาของตัวเองให้โดดเด่นขึ้นไม่ให้น้อยหน้าใคร ภาษาที่สามจึงเปรียบเสมือนความสามารถพิเศษ ยิ่งถ้าพูดได้มากกว่าสามภาษาขึ้นไปก็จะยิ่งทำให้ทุกองค์กร และทุกสถาบันการศึกษาต้องรีบคว้าตัวไว้อย่างแน่นอนกับ 10 สุดยอดภาษาที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต จะมีภาษาอะไรที่น่าสนใจและควรค่าแก่การเรียนเพิ่มเติมบ้างไปชมกันเลย...
       
       1. ภาษาจีนกลาง (Mandarin / 普通话)
       
       "สวัสดี" ในภาษาจีนกลางพูดว่า "Ni hao" (หนี-ห่าว)
       
        ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรมากที่สุดในโลกประกอบไปด้วยหลากหลายชาติพันธุ์ จึงเป็นเหตุให้มีภาษาจีนกว่า 300 ภาษาในแต่ละพื้นที่ แต่ภาษาที่ใช้เป็นภาษาราชการของประเทศจีนคือ “ภาษาจีนกลาง” หรือ “ภาษาแมนดาริน” จากการรายงานในปี 2014 ภาษาจีนกลางเป็นภาษาที่มีคนพูดมากที่สุดในโลกกว่า 1 พันล้านคน มากเป็นสองเท่าของจำนวนคนที่พูดภาษาอังกฤษ และยังได้บรรจุเป็นภาษาของสหประชาติ (UN) อีกด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และได้รับการคาดการณ์ไว้ว่าในปี ค.ศ.2020 ประเทศจีนจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลกอย่างแน่นอน การเรียนรู้ภาษาจีนกลางจึงจำเป็นและสำคัญมากในอนาคต รวมไปถึงผลการสำรวจภาษาที่มีการใช้มากที่สุดในอินเตอร์เน็ตภาษาจีนติดอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก รองจากภาษาอังกฤษ แม้จะเป็นภาษาที่ถือได้ว่ายากต่อการเรียนรู้ภาษาหนึ่ง แต่หากคุณสามารถสื่อสารทั้งเขียนและพูดภาษาจีนกลางได้เป็นอย่างดีแล้วหละก็ รับรองว่ามีผลต่ออาชีพหน้าที่การงานในอนาคตอย่างแน่นอน 
   2. ภาษาสเปน (Spanish / Español) 
        
       "สวัสดี" ในภาษาสเปนพูดว่า "Hola" (โอ-ลา)
       
        ภาษาสเปนถูกใช้เป็นภาษาราชการในสามทวีป รวมแล้วกว่า 20 ประเทศทั่วโลก และยังพบว่ามีคนพูดภาษาสเปนได้ถึง 400 ล้านคน จากการสำรวจในปี 2014 นอกจากนี้ภาษาสเปนยังเป็นภาษาที่สองของประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ดูได้จากผลการสำรวจสำมะโนประชากรในสหรัฐอเมริกาพบว่า ภาษาสเปน เป็นภาษาเริ่มแรกที่ใช้พูดกันในครอบครัวในช่วงอายุตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไปประมาณ 38.3 ล้านคน และมีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นภาษาที่มีความสำคัญในด้านของเศรษฐกิจและธุรกิจระหว่างประเทศ จำเป็นต่อการประกอบอาชีพของประชากร ภาษาสเปนจึงเป็นที่นิยมมากในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยของประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้มีการคาดการณ์ไว้ว่า คนที่มีสามารถพูดและสื่อสารภาษาสเปนได้ดีจะทำให้มีอัตราค่าจ้างเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 1.7 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ภาษาสเปนยังเป็นภาษาที่ใช้ในอินเตอร์เน็ตมากที่สุดอยู่ในอันดับที่ 3 รองจากภาษาจีน และภาษาอังกฤษ นั่นเอง  
       
       3. ภาษาญี่ปุ่น ( Japanese/ 日本語 ) 
       
       "สวัสดี" ในภาษาญี่ปุ่นพูดว่า “Hajimemashite” (ฮะ-จิ-เมะ-มะ-ชิ-เตะ)
       
        ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก มีทั้งการลงทุนและขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก จึงทำให้ภาษาญี่ปุ่นยังคงเป็นภาษาที่มีอิทธิพลมาก ผู้คนทั่วโลกต้องการที่จะศึกษาภาษาญี่ปุ่นเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารทำธุรกิจกับนายทุนจากประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง และนอกเหนือจากด้านของการทำธุรกิจแล้ว ภาษาญี่ปุ่นยังมีความน่าสนใจในด้านของวรรณกรรมต่างๆ การที่เราสามารถเรียนรู้และเข้าใจภาษาญี่ปุ่นได้ก็สามารถทำให้เราอ่านหนังสือดีๆ ของประเทศญี่ปุ่นได้อีกมากด้วยเช่นกัน ปัจจุบันบริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยคิดเป็น 40% ของบริษัทต่างชาติทั้งหมด ในหลายองค์กรจึงต้องการบุคลากรที่มีความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนในประเทศญี่ปุ่นยังพูดภาษาอังกฤษได้น้อย จึงต้องการคนที่สื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ดี จึงทำให้มีค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูง ปัจจุบันมีผู้ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาทางการกว่า 130 ล้านคนทั่วโลก แม้จะเป็นภาษาที่สำคัญในด้านธุรกิจและเศรษฐกิจระหว่างประเทศมาก แต่ภาษาญี่ปุ่นก็เป็นภาษาที่ค่อนข้างยากถึงขั้นต้องเรียกว่าพิสดารเลยทีเดียว เพราะมีไวยากรณ์ที่ซับซ้อน มีความละเอียดอ่อนมาก เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ และสถานะของบุคคลอีกด้วย
       
       4. ภาษาโปรตุเกส (Portuguese/ Português) 
       
       "สวัสดี" ในภาษาโปรตุเกสพูดว่า “Olá” (โอ-ล๊ะ)
       
        แม้ว่าความต้องการของภาษาโปรตุเกสจะไม่ฮอตเท่ากับภาษาสเปน แต่ภาษาโปรตุเกสก็เป็นภาษาราชการในหลายประเทศทั่วโลก อาทิเช่น ประเทศโปรตุเกส บราซิล แองโกลา โมซัมบิก และประเทศติมอร์-เลสเต เป็นต้น รวมแล้วมีคนพูดภาษาโปรตุเกสได้กว่า 200 ล้านคนทั่วโลก จัดอยู่ในอันดับที่ 6 ภาษาที่มีคนพูดได้มากที่สุดในโลก หากพิจารณาในด้านของเศรษฐกิจแล้วจะเห็นได้ว่าประเทศส่วนใหญ่ที่ใช้ภาษาโปรตุเกสจะเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่ในแถบทวีปอเมริกาใต้ โดยเฉพาะประเทศบราซิลที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรจำนวนมาก กำลังต้องการที่จะขยายเศรษฐกิจออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่ยังขาดแคลนคนที่สามารถพูดและใช้ภาษาโปรตุเกสได้เป็นอย่างดี ถือเป็นข้อได้เปรียบและมีประโยชน์มากเพราะคนที่มีความรู้ด้านภาษาโปรตุเกสนี้มีน้อย แต่การเรียนรู้ภาษาโปรตุเกสต้องบอกเลยว่ายากกว่าภาษาสเปน แต่ก็ไม่ยากเท่ากับภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส  
    5. ภาษาเยอรมัน (German/ Deutsch) 
        
       "สวัสดี" ในภาษาเยอรมันพูดว่า “Hallo” (ฮา-โล)
       
        แม้ภาษาเยอรมันจะไม่ได้เป็นหนึ่งในภาษาของสหประชาชาติ แต่ก็เป็นภาษาราชการของประเทศมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจของยุโรปหลายประเทศ นอกจากประเทศเยอรมนีที่ใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาราชการแล้ว ยังมีประเทศใกล้เคียงที่ใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาพูดอีกด้วย เช่น ออสเตรีย, เบลเยียม, เดนมาร์ก, ฮอลแลนด์, ลิกเตนสไตน์, ลักเซมเบิร์ก และสวิตเซอร์แลนด์ รวมแล้วประมาณ 100 ล้านคน จึงทำให้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาที่มีคนพูดมากที่สุดในยุโรปอีกด้วย อย่างประเทศเยอรมนีที่มีความแข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจมากที่สุดในสหภาพยุโรป ความสามารถในการพูดภาษาเยอรมันจึงมีประโยชน์และสำคัญมากในด้านการทำธุรกิจระหว่างประเทศกับประเทศในแถบยุโรป หรือแม้แต่ประเทศไทยเองก็มีบริษัทมากมายที่มาจากประเทศเยอรมัน จึงเป็นที่คาดการณ์ว่าผู้ที่สามารถสื่อสารภาษาเยอรมันได้จะทำให้มีอัตราค่าจ้างสูงขึ้นประมาณ 4% และยังเป็นภาษาที่ง่ายต่อการเรียนรู้เพราะมีลักษณะคล้ายภาษาอังกฤษ แต่จะยากในส่วนของไวยากรณ์
       
       6. ภาษาอาหรับ (Arabic /العربيةالعربية)  
       
       "สวัสดี" ในภาษาอาหรับพูดว่า "Al salaam a’alaykum" (อัสสะลามมุอะลัยกุม)
       
       ภาษาอาหรับ หรือ ภาษาอารบิค หนึ่งในภาษาของสหประชาชาติ และเป็นภาษาราชการของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เช่น อิรัก, คูเวต, จอร์แดน, อิสราเอล, แอลจีเรีย, บาห์เรน, ปาเลสไตน์, ซาอุดีอาระเบีย และอื่นๆ อีกมากมาย จะเห็นได้ว่าภาษาอารบิคเป็นภาษาของศาสนาอิสลามที่เติบโตได้อย่างรวดเร็วที่สุด และมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวมากขึ้นทุกปี โดยสถิติล่าสุดในปี 2014 มีผู้พูดภาษาอารบิคได้ทั้งหมด 246 ล้านคนจากทั่วโลก มากเป็นอันดับที่ 6 และสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาษาอารบิคเป็นอีกหนึ่งภาษาที่น่าสนใจนั่นก็คือ กลุ่มประเทศในตะวันออกเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศผู้มีอิทธิพลในเศรษฐกิจน้ำมันโลก ทำให้ในอนาคตข้างหน้าภาษาอารบิคจะเป็นที่ต้องการมากขึ้นอย่างแน่นอน แต่สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเรียนภาษาอาหรับต้องบอกเลยว่า เป็นภาษาที่มีระดับความยากอยู่ที่อันสามรองจากภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่นเลยทีเดียว เนื่องจากว่ามีระบบการเขียนที่ยาก และหลักไวยากรณ์ที่ซับซ้อนนั่นเอง
       
       7. ภาษาฝรั่งเศส (French/ Français) 
       
       "สวัสดี" ในภาษาฝรั่งเศสพูดว่า “Bonjour” (บงชูร์)
       
       ภาษาฝรั่งเศส เรียกได้ว่าเป็นภาษาที่โรแมนติกและไพเราะมากที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นภาษาที่มีประวัติศาสตร์โดดเด่นมากในยุโรปก่อนที่ภาษาอังกฤษจะเกิดขึ้นเสียอีก และยังคงเป็นภาษาที่มีบทบาทมาจนถึงปัจจุบันถือเป็น 1 ใน 5 ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารในที่ประชุมองค์การสหประชาชาติ (UN) เนื่องจากที่ฝรั่งเศสเคยเป็นประเทศอาณานิคมของหลายประเทศทั่วโลก จึงทำให้ภาษาฝรั่งเศสเป็นอีกหนึ่งภาษาที่มีการใช้อย่างแพร่หลายสูงถึง 129 ล้านคนทั่วโลก (Top Ten Most Spoken Languages In The World In 2014) กว่า 40 ประเทศ และยังเป็น 1 ใน 10 ของภาษาที่พบมากที่สุดในอินเตอร์เน็ต ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ง่ายต่อการเรียนรู้เพราะคล้ายกับภาษาอังกฤษมาก ยกตัวอย่างในประเทศแคนาดามีผู้ที่ต้องการเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก เพราะตำแหน่งงานส่วนใหญ่จะต้องใช้ภาษาฝรั่งเศสในการสื่อสาร จนถึงขั้นมีการคิดประเมินค่าจ้างไว้ว่าคนที่สามารถพูดภาษาฝรั่งเศสได้จะมีค่าจ้างเพิ่งขึ้นถึง 2.7% เลยทีเดียว 
10 ภาษาน่าเรียน...ที่เก่งแล้วทุกองค์กรอยากคว้าตัว!!!
8. ภาษารัสเซีย (Russian/ русский язык) 
        
       "สวัสดี" ในภาษารัสเซียพูดว่า “Zdravstvuite” (สดร๊าสต-วุย-ถิ)
       
        ภาษารัสเซียเป็น 1 ใน 5 ของภาษาที่แพร่หลายมากที่สุดในโลก หนึ่งในลิสต์ภาษาที่เราต้องเรียนรู้เพราะเป็นทั้งภาษาสากล และภาษาทางการของสหประชาชาติ ทั่วโลกมีคนที่ใช้ภาษารัสเซียกว่า 277 ล้านคน จากผลสำรวจในปี 2014 ประเทศรัสเซียเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ภาษารัสเซียจึงมีความโดดเด่นมากสำหรับผู้ที่จะทำธุรกิจระหว่างประเทศ เพราะชาวรัสเซียส่วนใหญ่มีความเป็นชาตินิยม และอนุรักษ์นิยมค่อนข้างสูง ชาวรัสเซียโดยทั่วไปสื่อสารด้วยภาษาถิ่นของตนเอง และมีความรู้ภาษาอังกฤษไม่มาก เพื่อที่จะสามารถติดต่อทำธุรกิจกับประเทศรัสเซีย และประเทศอื่นๆ ที่ใช้ภาษารัสเซียเป็นภาษาราชการ จึงมีความต้องการล่ามหรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษารัสเซียเป็นพิเศษ ทำให้มีผลต่ออัตราเงินเดือนที่จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 4% ต่อปี เมื่อพูดถึงในด้านของการเรียนรู้ภาษารัสเซียเป็นภาษาที่ค่อนข้างยากภาษาหนึ่ง เนื่องจากมีไวยากรณ์ที่ซับซ้อน คนไทยอาจมีปัญหาในเรื่องของการออกเสียงเนื่องจากค่อนข้างยากเช่นเดียวกัน แต่ก็เรียกได้ว่าภาษารัสเซียเป็นภาษาที่ง่ายที่สุดในกลุ่มของ “ภาษายาก” นั่นเอง
       
       9. ภาษาเกาหลี (Korean/ 한국어) 
       
       "สวัสดี" ในภาษาเกาหลีพูดว่า “안녕하세요.” (อัน-นยอง-ฮา-เซ-โย)
       
        เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีความมหัศจรรย์ทางด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างมากในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะยังคงเป็นหนึ่งประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในเชิงพาณิชย์สำรับอนาคตข้างหน้า โดยจะเห็นได้ว่าในประเทศไทยมีบริษัทที่มาลงทุนจากประเทศเกาหลีเป็นจำนวนมาก และโดยพื้นฐานแล้วคนเกาหลีส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยมีทักษะทางด้านภาษาอังกฤษเท่าใดนัก จึงมีความต้องการคนที่สามารถพูดและสื่อสารภาษาเกาหลีได้ค่อนข้างสูง เพื่อมาทำงานในบริษัท หรือติดต่อด้านธุรกิจกับประเทศเกาหลีนั่นเอง ในสมัยก่อนคนไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับภาษาเกาหลีมากนัก ทั้งที่จริงแล้วประเทศไทยกับเกาหลีมีความสัมพันธ์กันหลายด้านอย่างเช่น การค้า เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางศาสนา และการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันวัฒนธรรมเกาหลีก็ได้เข้ามามีบทบาทกับประเทศไทยมากขึ้นในเรื่องของแฟชั่น ภาพยนตร์ และดนตรี ทำให้มีสถานศึกษาและโรงเรียนกวดวิชาบางแห่งเปิดสอนภาษาเกาหลีขึ้นอย่างมากมาย หากใครจะเลือกภาษาเกาหลีมาเป็นภาษาที่ 3 ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย
       
       10. ภาษาฮินดี (Hindi / हिन्दी, हिंदी)  
       
       "สวัสดี" ในภาษาฮินดีพูดว่า “Namaste / Namaskar” (นมัสเต / นมัสการ)
       
        ภาษาอันดับที่ 4 ที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก "ภาษาฮินดี" เป็นภาษาราชการของสาธารณรัฐอินเดีย และเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกันทั่วไปของประเทศในแถบเอเชียใต้ เช่น ปากีสถาน เนปาล บังคลาเทศ ภูฏาน เป็นต้น โดยเฉพาะประเทศอินเดียที่ในปัจจุบันมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูง และยังเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอยู่ในอันดับ 2 รองจากประเทศจีน ทำให้ภาษาฮินดีมีผู้ใช้ทั้งหมด 497 ล้านคน มีความสำคัญต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น อินเดียก็อยู่ในกลุ่มประเทศ AEC+6 ด้วย ในประเทศไทยมีสมาคมนักธุรกิจชาวอินเดียและชุมชนชาวอินเดียอยู่หลายกลุ่ม ซึ่งเกือบทั้งหมดยังนิยมใช้ภาษาฮินดีเป็นภาษากลางในการสื่อสารกัน แต่ภาษาฮินดีก็ไม่ได้เป็นภาษาสากลในประเทศอินเดียซะทีเดียว เพราะคนที่พูดฮินดีส่วนใหญ่ก็จะใช้ภาษาอังกฤษได้ดีด้วยเช่นเดียวกัน 
       

15 เหตุผล ในการเลือกเรียนภาษาฝรั่งเศส

           1. การเรียนภาษาต่างประเทศเพียงภาษาเดียวอาจไม่เพียงพอในปัจจุบัน เราต้องรู้จักทิศทางของโลก
ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การที่เรารู้ภาษาต่างประเทศมากกว่า 1 ภาษาจะทำให้เราได้เปรียบ
ในเรื่องของแหล่งข้อมูลข่าวสารต่างๆ

           2. ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่มีจำนวนประชากรทั้ง 5 ทวีป ใช้พูดมากกว่า 200 ล้านคน
โดยเฉพาะประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส
           3. ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในศูนย์กลางธุรกิจในยุโรปและมีบทบาทสำคัญที่อาจมองข้าม
ในหลายๆเรื่องในเวทีโลก
           4. ประเทศฝรั่งเศสมีชื่อเสียงในด้านศิลปะ การดื่มไวน์ แฟชั่น ประติมากรรมและความก้าวหน้า
ทางเทคโนโลยี
           5. ระบบการศึกษาของประเทศฝรั่งเศสมีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ อีกทั้งรัฐบาลยังสนับสนุน
ด้านทุนการศึกษาและทุนวิจัยจำนวนมาก นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรต่างๆของประเทศฝรั่งเศส
จะได้รับประกาศนียบัตรซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วโลก
           6. ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุดในโลกคือประมาณ 70 ล้านคนต่อปี
           7. คนที่เรียนภาษาฝรั่งเศสมีโอกาสแลกเปลี่ยนแนวคิดในเรื่องต่างๆกับคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสได้ทั่วโลก
เป็นการเปิดมุมมองของตนเองให้กว้างขึ้น และช่วยให้การเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศสได้เร็วยิ่งขึ้น
           8. ผู้ที่เรียนภาษาฝรั่งเศสจะได้รับการฝึกฝนในเรื่องการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และให้เหตุผล
ต่อสิ่งต่างๆอยู่เสมอ
           9. ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ในองค์กรต่างๆระดับโลก เช่น สหภาพยุโรป ไอโอซี ยูเนสโก้
และองค์การสหประชาชาติ
           10. นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสหลายคนเป็นผู้นำแนวทางความคิดในเรื่อง สิทธิมนุษยชน และมุมมองใหม่ๆ
ในเรื่องการเมือง การปกครองและสังคม ที่นำมาซึ่งประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นยุคแห่งแสงสว่างทางปัญญา
           11. ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่มีความไพเราะ น่าฟังและมีความโรแมนติกอยู่ในตัว นอกจากนี้
การจัดการเรียนการสอนภาษาฝรั่งเศสในปัจจุบัน สามารถถ่ายทอดออกมานรูปแบบต่างๆได้
ทำให้เกิดความเพลิดเพลินในระหว่างเรียน
           12. ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่สามารถเป็นพื้นฐานในการเรียนภาษาอื่นๆ เช่น ภาษาสเปน ภาษาอิตาลี ภาษาโปรตุเกส เพราะทุกวันนี้การที่คนเราสามารถรู้ภาษาต่างประเทศอื่นๆได้นั้นเป็นประโยชน์ต่อหน้าที่
การงานของตนเอง และยังเป็นคุณค่าต่อตนเองในส่งที่เราแตกต่างจากผู้อื่น
           13. การเรียนภาษาฝรั่งเศสถือเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของมนุษย์ เพราะการเรียนภาษาฝรั่งเศส
ต้องอาศัยทั้งความพยายาม ความขยัน ความอดทน ความสนใจและการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ
           14. ภาษาฝรั่งเศสที่ถ่ายทอดออกมาในผลงานต่างๆ เช่น บทกลอน บทเพลง นอกจากจะมีความไพเราะ นุ่มนวลแล้ว ยังมีความกลมกลืนในเรื่องการสัมผัส คล้องจองต่างๆอีกทั้งยังมีความหมายที่ลึกซึ้ง
           15. การพูดภาษาต่างประเทศเป็นการลดช่องว่างระหว่างมนุษย์ ความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา
ภาษาเป็นสิ่งสื่อถึงความเข้าใจซึ่งกันและกัน ช่วยให้มนุษย์อยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
                                                       


วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Je m'appelle Raweewan.
J'ai seize ans.
Je suis élève de français , en première , à l'école Rachineeburana.
Je viens de Ratchaburi.
J'aime la musique.
Je n'aime pas la danse.
Je voudrais être pilot de voiture de course.
parce que j'aime la vitesse.