วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

วิธีเร่งผมยาวภายใน 1 อาทิตย์ ยาวทันใจ แจ๋วจริง !

วิธีเร่งผมยาวภายใน 1 อาทิตย์



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          วิธีเร่งผมยาวภายใน 1 อาทิตย์ กลายเป็นปัญหาเส้นผมที่ทำเอาสาวผมสั้น และสาวใจร้อนต่างพากันหาคำตอบว่า จะพอมีวิธีใดบ้างที่ช่วยให้ผมยาวเร็วทันใจได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากผมของตัวเองมันยาวช้าเสียเหลือเกิน ยิ่งใครเผลอไปตัดผมสั้นแล้วไม่ถูกใจ ยิ่งเพิ่มความกลุ้มเข้าไปอีกเท่าตัว เอาล่ะ หากใครยังไม่รู้ว่าจะต้องงัดไม้เด็ดเร่งผมยาวด้วยวิธีไหนดี เรามีวิธีเร่งผมสุดเจ๋งมาฝากให้สาว ๆ ได้ลองเลือกไปใช้กันด้วยค่ะ

      สระผม ด้วยยาสระผมสูตรเร่งผมยาว นับเป็นตัวช่วยเร่งผมที่สาว ๆ หลายคนหาซื้อมาใช้ เพื่อเร่งให้ผมยาวไวขึ้น เนื่องจากในยาสระผมเร่งผมยาวจะประกอบไปด้วยอาหารผม และวิตามินต่าง ๆ ที่ช่วยบำรุงและกระตุ้นให้ผมยาวเร็วขึ้น

      ใช้แฮร์โทนิคหรือเซรั่มเร่งผมยาว เพื่อเป็นการเสริมการบำรุงให้เส้นผมเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ให้ใช้เซรั่ม ลีฟออน ซันออนเร่งผมยาว หรือแฮร์โทนิคอาหารผม ลูบไล้เส้นผมหลังสระทุกครั้ง เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานหนังศีรษะและเส้นผมให้งอกใหม่และยาวเร็วขึ้น

      หมักผมด้วยสูตรธรรมชาติ ถือเป็นเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยบำรุงและเพิ่มประสิทธิภาพให้ผมยาวเร็ว แบบไม่ต้องใช้สารเคมีรุนแรง ด้วยการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ดังนี้

วิธีเร่งผมยาวภายใน 1 อาทิตย์

          น้ำมันมะกอก + ไข่แดง เพียงน้ำมันมะกอกประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมลงในไข่ 2 ฟอง จากนั้นนำไปหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนสระผมตามปกติ โปรตีนในไข่แดงและน้ำมันมะกอกจะช่วยบำรุงสุขภาพผมให้ยาวเร็ว ทำให้ผมนุ่มเด้งสวยแบบธรรมชาติอีกด้วย

          น้ำมันเมล็ดองุ่น นำน้ำมันเมล็ดองุ่นชโลมลงไปโดยตรงบนหนังศีรษะ แล้วใช้มือนวดเบา ๆ เพื่อให้น้ำมันซึมซาบลงไปสู่หนังศีรษะและเส้นผม สูตรนี้ให้ทำวันเว้นวันจะช่วยบำรุงให้ผมยาวเร็วทันใจ

          น้ำมะกรูด ล้างลูกมะกรูดให้สะอาดจากนั้นจึงนำมาคั้นเอาแต่น้ำ แล้วนำมาหมักลงเส้นผมหรือผสมกับยาสระผมเป็นประจำทุกวัน จะช่วยกระตุ้นการทำงานของหนังศีรษะ และทำให้ผมยาวเร็วขึ้นกว่าเดิม

      นวดเส้นผมและหนังศรีษะ 3 นาที มากระตุ้นการทำงานของเส้นผม ด้วยการออกกำลังกายเบา ๆ โดยการก้มหัวลงเล็กน้อย แล้วใช้ปลายนิ้วมือทั้งสองข้างนวดให้ทั่วหนังศีรษะประมาณ 2-3 นาที ทำในขณะที่กำลังสระผมหรือทำเป็นประจำทุกวัน จะช่วยกระตุ้นเลือดให้ไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นผมที่ศีรษะ เร่งให้ผมยาวเร็วและแข็งแรงอีกด้วย

      แปรงผมเบา ๆ  ไม่ว่าจะเป็นหลังสระผม หรือก่อนนอน สาว ๆ ควรใช้แปรงหวีผมที่มีขนอ่อนนุ่ม แปรงลงบนผมเบา ๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่หนังศีรษะให้ทำงานได้ดี ส่งผลให้ผมยาวเร็วยิ่งขึ้น

      รับประทานอาหารที่ดีต่อเส้นผม โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยไบโอติน โปรตีน และวิตามินบีทุกชนิด ที่มีอยู่ในเนื้อปลา ตับ ไข่แดง ข้าวซ้อมมือ นม นมถั่วเหลือง ธัญพืช ผักใบเขียว และฟักทอง เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นผมใหม่ และบำรุงเส้นผมให้สวยสุขภาพดีอยู่เสมอ

      เล็มปลายเสียออกซะ แม้คุณจะเสียดายผมมาก จนไม่อยากจะตัดให้มันสั้นกุดไปกว่าเดิม แต่มันไม่ใช่เรื่องดีเลยล่ะที่จะฝืนเลี้ยงผมเสียไว้ ทางที่ดีคุณควรตัดเล็มผมส่วนปลายที่แห้งแตกปลาย หรือผมช็อตออกไปเสียบ้าง เพื่อให้เส้นผมได้รับการฟื้นบำรุงอย่างเต็มประสิทธิภาพ


             นอกเหนือจากสารพัดวิธีที่เรานำมาฝากกันนี้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การดูแลและบำรุงเส้นผมให้สะอาดไร้สารเคมีอยู่เสมอ เพราะต้นเหตุของปัญหาผมยาวช้า ส่วนหนึ่งมาจากมลพิษ สารเคมี และขาดการบำรุงอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ ความเครียดก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยาวช้าและเกิดปัญหาหลุดร่วงอีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วอย่าลืมดูแลเส้นผมของตัวเองกันด้วยนะคะ 

ลดต้นแขน ต้นขา แบบสมบูรณ์ ไม่กลับมาใหญ่อีก

ลดต้นแขน ต้นขา แบบสมบูรณ์ ไม่กลับมาใหญ่อีก

 

เชื่อว่าปัญหาเรื่อง ต้นแขนใหญ่ ต้นขาที่ใหญ่ เป็นปัญหาใหญ่ที่สาวๆ หลายคนหนักใจ พร้อมทั้งอยากกำจัดให้เร็วที่สุด เพราะทำให้เกิดความกังวลเมื่อสวมเสื้อผ้าว่าสวมแล้ว ต้นแขน ต้นขาที่ใหญ่จะทำให้ดูน่าเกลียดหรือเปล่า หรือบางครั้งก็เกิดปัญหาว่า มีเสื้อผ้าที่ชอบและขนาดพอดีตัว แต่กลับยัดแขนขาไม่เข้า เป็นต้น

ต้นแขน ต้นขาใหญ่เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร 
 
  • มีเนื้อกล้ามแขน ขามาก มักเกิดขึ้นจากการใช้งานหนักๆ เช่น การยกของหนักบ่อยๆ การออกกำลังกาย เป็นต้น คนที่มีกล้ามเนื้อต้นแขนมาก เมื่อจับที่ต้นแขนจะให้ความรู้สึกแข็งๆ
  • มีไขมันสะสมมาก เกิดขึ้นจากการสะสมกันของไขมันบริเวณต้นแขน เมื่อจับดูจะรู้สึกเหลวๆ
 

การลดต้นแขน ต้นขา แบบสมบูรณ์ อย่างง่ายๆด้วยตัวคุณเอง


สำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อต้นแขนต้นขามากๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากการออกกำลังกาย หรือยกของหนักเป็นประจำ สามารถทำได้โดยลดการใช้งานแขนให้น้อยลง ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อค่อยๆลีบเล็กลง แต่วิธีการดังกล่าวต้องใช้เวลานาน

สำหรับคนที่มีไขมันสะสมบริเวณต้นแขนมากๆ จำเป็นที่จะต้องใช้การออกกำลังกายเฉพาะส่วน เพื่อช่วยในการรีดไขมันส่วนเกินให้หมดไป ซึ่งในครั้งนี้ จะขอแนะนำวิธีการออกกำลังกายเฉพาะส่วนแบบง่ายๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวคุณเอง 


วิธีการออกกำลังกายเฉพาะส่วน เพื่อลดไขมันส่วนเกิน

การออกกำลังกายเฉพาะส่วน เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการมุ่งเน้นรีดไขมันส่วนเกินออกจากส่วนที่เราต้องการ ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการสอนวิธีการออกกำลังกายง่ายๆ สำหรับการลดต้นแขน และต้นขา ดังต่อไปนี้

1. การออกกำลังกายเพื่อลดต้นแขน

วิธีการลดไขมันที่สะสมอยู่ในบริเวณต้นแขน ต้องใช้วิธีการออกกำลังกายโดยการออกำลังเบาๆ ไม่ต้องเน้นที่น้ำหนัก แต่ให้เน้นไปที่ความถี่ โดยออกกำลังกายให้บ่อยครั้งเข้าไว้ โดยมีวิธีการออกกำลังกายง่ายๆ ซึ่งสามารถเลือกนำท่าที่เหมาะสมกับเราไปใช้ออกกำลัง ดังต่อไปนี้


อุปกรณ์ที่ใช้ : ดัมเบลล์ 1 กิโลกรัม หรือขวดน้ำ 1 ลิตร

ท่าที่ 1 : ยืนกางขาให้พอดีกับหัวไหล่ 2 ข้าง แล้วถือดัมเบลล์ (หรือขวดน้ำ) แบบหงายมือวางแนบทิ้งกับลำตัว จากนั้นเกร็งแขน ยกดัมเบลล์ ในท่าพับข้อศอกขึ้นมาชิดหัวไหล่ ค่อยๆทำช้าๆ ขึ้นลง สลับซ้ายขวา วันละ 20 ครั้ง

ท่าที่ 2 : ยืนกางขาพอดีกับหัวไหล่ ในมือถือดัมเบลล์ทั้งมือซ้ายและมือขวาอย่างละอัน โดยถือแบบคว่ำมือวางชิดกับลำตัว จากนั้นให้เกร็งแขนแล้วยกดัมเบลล์ขึ้นมาโดยไม่งอแขน ยกขึ้นมาให้ขนานกับพื้นในระดับที่พอดีกับหัวไหล่ ค่อยๆทำขึ้นลง วันละ 20 ครั้ง

ท่าที่ 3 : ยืนกางขาพอประมาณ ย่อเข่าเพียงเล็กน้อย แล้วใช้มือทั้งสองข้างจับดัมเบลล์ 1 อัน ค่อยๆ ยกขึ้นเหนือหัว เหยียดแขนทั้งสองให้ตรงค้างไว้สักพัก แล้วค่อยๆพับแขนลงด้านหลังให้เป็นรูปตัว L คว่ำ ขั้นตอนนี้ ควรจับให้แน่นเพื่อป้องกันอันตราย ทำวันละ 20 ครั้ง

2. การออกกำลังกายเพื่อลดต้นขา
การลดต้นขา ขึ้นชื่อว่าเป็นส่วนที่ลดยากมากที่สุดส่วนหนึ่งในร่างกาย การออกกำลังกายลดต้นขาที่ถูกต้อง ต้องเน้นที่การกระชับกล้ามเนื้อ ไม่ใช่การสร้างกล้ามเนื้อเข้าไปเพิ่มให้ใหญ่กว่าเดิม

ดังนั้น ควรที่จะระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต้นขาที่มาก เพราะจะยิ่งเป็นการทำให้ต้นขาใหญ่มากขึ้น

การออกกำลังกายประเภทวิ่ง หรือการยกเวทที่มีน้ำหนักมากๆ ถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ผิดวิธี เพราะจะทำให้ต้นขารับน้ำหนักที่มากขึ้น 

 


สำหรับ วิธีการลดต้นขาที่สามารถทำได้ง่าย ได้ผลจริงและยิ่งทำร่วมกับการออกกำลังกายจะยิ่งทำให้เห็นผลเร็วมากยิ่งขึ้น มีท่าบริหารอยู่ทั้งหมด 6 ท่า ด้วยกัน ซึ่งอาจจะเลือกออกกำลังจากเพียงบางท่าที่เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด โดยที่ไม่ต้องทำทุกท่าก็ได้ ดังต่อไปนี้

ท่าที่ 1 : นอนราบกับพื้น ไขว้ข้อเท้าทั้งสองข้างเอาไว้ด้วยกัน จากนั้นงอเข่าทั้งสองข้างเข้ามาให้ชิดลำตัวมากที่สุด โดยข้อเท้าทั้งสองข้างยังไขว้กันอยู่ ค้างไว้สักพัก แล้วค่อยๆยืดขาออก และคลายข้อเท้าทั้งสองข้างออกจากกัน แล้วเริ่มทำใหม่อีกครั้ง 

ท่าที่ 2 : นอนราบกับพื้น เหยียดขาให้ตรงและตึง แล้วค่อยๆยกขาขึ้น ปล่อยค้างไว้ 15-20 วินาที แล้วทำซ้ำๆกันหลายๆครั้ง

ท่าที่ 3 : ปั่นจักรยานกลางอากาศ ประมาณ 200 ครั้งต่อวัน

ท่าที่ 4 : นั่งตัวตรงบนเกาอี้ โดยนั่งชิดกับพนักพิง ยกขาขึ้นมาให้อยู่ในแนวเดียวกับหน้าตัก หายใจเข้า แล้วค่อยๆวางขาลงที่พื้น หายใจออกเบาๆ แล้วเริ่มทำใหม่อีกครั้ง ทำซ้ำๆ ประมาณ 20 ครั้ง

ท่าที่ 5 : นอนหงายราบกับพื้น มือทั้งสองข้างประสานกันใต้ศีรษะ แล้วงอเข่าข้างซ้ายเข้ามาให้ชิดหน้าอก แล้วเหยียดขาข้างขวาขึ้นไปด้านบนอย่างช้าๆ จนสุด แล้วค้างไว้สักพัก จากนั้นสลับข้างกัน

ท่าที่ 6 : ให้นั่งตัวตรง หลังพิงพนักเกาอี้ หนีบหนังสือเล่มหนาๆไว้ที่ระหว่างขา อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายเฉพาะส่วนเพื่อรีดไขมันนั้น ควรที่จะทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งกว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจอาจจะต้องใช้เวลานานหลายเดือนทีเดียว

เมื่อเห็นผลลัพธ์แล้วก็ควรที่จะออกกำลังกายต่อไปเป็นประจำ พร้อมกับควบคุมพฤติกรรมการกินอาหารให้เหมาะสม เพื่อให้ต้นแขนต้นขาที่เรียวเล็กสวยงามยังคงอยู่กับเราต่อไปอีกนาน 

 

วิธีอื่นๆ ในการลดไขมันต้นแขน ต้นขา

 
ดูดไขมัน


นอกจากการออกกำลังกายลดไขมันเฉพาะส่วนแล้ว ยังมีวิธีการอื่นที่ช่วยลดไขมันออกจากต้นแขน ต้นขาของเรา หนึ่งในวิธีเหล่านั้นคือ การดูดไขมันออกจากต้นแขนต้นขาโดยตรง ซึ่งวิธีการดั่งกล่าวจำเป็นที่จะต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อีกทั้งยังมีราคาค่าใช้จ่ายที่สูง และเป็นการรีดไขมันที่ไม่ใช่วิธีตามธรรมชาติ

สำหรับคนที่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย และไม่อยากเสี่ยงรีดไขมันด้วยวิธีทางการแพทย์ คงกำลังมองหาทางออกอื่นที่ดี สะดวก และง่ายกว่า

สูตรพอกหน้าใสไร้สิว ลดริ้วรอย ด้วยวิธีธรรมชาติ ทำอย่างไร

สูตรพอกหน้าใสไร้สิว ลดริ้วรอย ด้วยวิธีธรรมชาติ ทำอย่างไร

ผิวขาวกระจ่างใสมีออร่า เปล่งประกายดุจไข่มุกสีน้ำนม คือ สุดยอดแห่งผิวหน้าที่คุณสาวๆ ใฝ่ฝันอยากที่จะครอบครอง เพราะสุขภาพผิวที่ดีและสวยงาม ช่วยให้คุณสาวๆ สามารถที่จะพิชิตใจหนุ่มๆ ที่ตัวเองปลื้มได้อย่างไม่ยาก อีกทั้งยังเป็นการช่วยเสริมเสน่ห์ให้กับตัวคุณสาวๆ ให้รู้สึกมั่นใจเวลาที่ต้องไปเข้าสังคมอีกด้วย เรียกได้ว่าใบหน้าที่ขาวสวยใสนั้น ช่วยให้คุณสาวๆ มีชัยในการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ยากเย็น 

แต่ก่อนที่จะได้มาซึ่งผิวที่ขาวดังไข่มุกนั้น คุณสาวๆ ก็ต้องหมั่นดูแลรักษา พร้อมกับบำรุงผิวพรรณของตัวเองให้ดี “การพอกหน้าใส” ก็เป็นอีกหนึ่งในวิธีการที่จะช่วยทำให้ใบหน้าของคุณสาวๆ ขาวใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แถมยังเป็นวิธีการที่สามารถทำได้อย่างง่ายๆ ที่บ้านอีกต่างหาก

เมื่อรู้แบบนี้แล้วจะรอช้าอยู่ทำไม วันนี้เรารีบไปรู้จักกับวิธีการพอกหน้าใสจากสูตรธรรมชาติกันเลยดีกว่า ว่ามีสูตรอะไรกันบ้าง...!?
 

สูตรพอกหน้าใสจากวิธีธรรมชาติ

 


สูตรพอกหน้าใส ที่กำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นส่วนผสมที่เรียบง่าย แต่การที่จะพอกหน้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด คุณสาวๆ ก็ควรที่จะทำตามเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง และอย่าพึ่งใจร้อน เพราะอยากสวยก็ต้องใช้เวลาและความอดทน เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง คุณสาวๆ จะสามารถสัมผัสได้ว่า ผิวของตัวเองใบหน้ามีความขาวเนียนใสมากขึ้น อีกทั้งส่วนผสมเหล่านี้ยังมาจากธรรมชาติ เพราะฉะนั้นจึงหมดห่วงในเรื่องผลกระทบจากสารเคมี หรืออันตรายต่อร่างกายอย่างแน่นอน 

สำหรับสูตรพอกหน้าใสที่ได้รับความนิยม ซึ่งได้ทำการรวบรวมมา มีดังต่อไปนี้

             1. สูตรน้ำผึ้ง+โยเกิร์ต นำน้ำผึ้งและโยเกิร์ตมาผสมเข้าด้วยกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาพอกลงบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
            2. สูตรมะละกอสุก+นมสด นำมะละกอสุกและนมสดมาทำการผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
            3. สูตรน้ำมะพร้าว นำน้ำมะพร้าวมาทาบนใบหน้า เนื่องจากน้ำมะพร้าวสามารถช่วยทำให้ผิวนุ่มเนียน และชุ่มชื่นมากยิ่งขึ้น
            4. สูตรกล้วยหอม+นมสด นำกล้วยหอมและนมสดมาผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

 

            5. สูตรโยเกิร์ต นำโยเกิร์ตรสธรรมชาติมาพอกหน้า แล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
            6. สูตรดินสอพอง เป็นสูตรที่เหมาะกับคนหน้ามัน นำดินสอพองมาผสมกับน้ำเปล่า แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
            7. สูตรไข่ขาว นำไข่ขาวมาพอกที่หน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

            8. สูตรขมิ้น นำขมิ้นมาบดให้ละเอียดผสมน้ำเล็กน้อย แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกลงบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
            9. สูตรแอปเปิ้ล นำแอปเปิ้ลประมาณครึ่งผล ปั่นให้ละเอียดโดยที่ไม่ต้องปอกเปลือก แล้วนำมาพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 25 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
 
            10. สูตรแอปเปิ้ล+น้ำมะนาว นำแอปเปิ้ลประมาณครึ่งผล ปั่นให้ละเอียดโดยที่ไม่ต้องปอกเปลือกแล้วนำแอปเปิ้ลที่ปั่นละเอียดแล้วผสมเข้ากับน้ำมะนาวประมาณ 2
ช้อนชาให้เข้ากัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

 

            11. สูตรมะเขือเทศ+โยเกิร์ต นำมะเขือเทศลูกเล็กๆ จำนวน 3 ลูก และโยเกิร์ต 3 ช้อนโต๊ะ ปั่นให้ละเอียดให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
            12. สูตรโยเกิร์ต+เกลือป่น นำโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย ผสมเข้ากับเกลือป่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า จากนั้นให้ใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางขัดไปทั่วหน้าในลักษณะวงกลมอย่างเบามือประมาณ 5 นาที แล้วปล่อยทิ้งเอาไว้ 5 นาที หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
            13. สูตรแตงกวา+ไข่ขาว เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาหน้าที่มีความมัน และปัญหาเรื่องสิวมากๆ นำแตงกวา 1 ลูก ไข่ขาว 1 ฟอง น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
             14. สูตรแตงโม นำแตงโมมาฝานให้เป็นชิ้นบางๆ จากส่วนที่แดงที่สุด จากนั้นให้นำชิ้นแตงโมเหล่านั้นมาแปะให้ทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
            15. สูตรมะเขือเทศสด นำมะเขือเทศมาฝานให้เป็นชิ้นหนาๆ แล้วนำมาถูให้ทั่วใบหน้าและลำคอ เมื่อรู้สึกว่าน้ำในมะเขือเทศหมดแล้วให้เปลี่ยนชิ้นใหม่มาถูแทน ทิ้งเอาไว้สักครู่ แล้วใช้สำลีชุบน้ำเย็น เช็ดมะเขือเทศบนใบหน้าออกให้สะอาด

 

            16. สูตรนมเปรี้ยวแช่เย็น สูตรนี้เหมาะสำหรับคนที่มีผิวมัน เริ่มจากการล้างหน้าให้สะอาด แล้วนำนมเปรี้ยวที่แช่เย็นมาทาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 20 นาที แล้วใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ เช็ดออก
            17. สูตรมะขามเปียก+นมสด นำน้ำที่คั้นออกมาจากมะขามเปียกที่ผสมกับน้ำอุ่นประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมเข้ากับนมสด 2-3 ช้อนโต๊ะ แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
            18. สูตรมะเขือเทศ+ข้าวโอ๊ต นำมะเขือเทศ 1 ผลมาบดให้ละเอียด แล้วผสมเข้ากับข้าวโอ๊ต 1 ช้อนชา ให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทำการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
            19. สูตรวุ้นว่านหางจระเข้ นำวานหางจระเข้มาปอกเปลือกเอาแต่เนื้อวุ้นที่อยู่ภายใน ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปปั่นหรือบดจนละเอียดกลายเป็นเนื้อเจล จากนั้นนำไปการพอกบนใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
            20. สูตรใบบัวบก นำใบบัวบกสดมาคั้นเอาน้ำ ใช้ผ้าก็อตสะอาดจุ่มเอาน้ำใบบัวบก แล้วนำผ้าก็อตไปวางทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออก

 

อย่างไรก็ตาม ในการพอกหน้า ควรทำการพอกโดยเว้นบริเวณรอบดวงตา และปากเอาไว้เพื่อป้องกันระคายเคือง สำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ควรทำการทดสอบก่อนว่าผิวของตัวเองแพ้ส่วนผสมในสูตรพอกหน้าใดหรือไม่ 

โดยทำการทดสอบกับผิวหนังด้านในของส่วนพับแขน ทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น พร้อมกับสังเกตว่าภายใน 24 ชั่วโมง ว่ามีความผิดปกติของผิวหนังในบริเวณที่ทำการพอกเอาไว้หรือไม่ เช่น อาการแสบ คัน ระคายเคือง ตุ่มคัน เป็นต้น ถ้าหากไม่มีอาการผิดปกติ จึงค่อยทำการพอกหน้า เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพผิวของคุณสาวๆ เอง

เคล็ดลับการเสริมความสวยใส ไร้สิวและริ้วรอยจากธณรมชาติ ผ่านภายใน
         นอกจากวิธีการดูแลผิวหน้าให้สวยใส ไร้สิวและริ้วรอยโดยวิธีธรรมชาติจากภายนอกแล้ว คุณยังสามารุที่จะใช้วิธีการบำรุงจากภายในได้เช่นกัน ผ่านการเสริมแร่ธาตุที่มีความจำเป็นในการเสริมความงาม ซึ่งหนึ่งในสารอาหารที่ได้รับความนิยม และเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดก็คือ “วิตามินซี” นั่งเอง
         หลายๆคนอาจจะมีความเข้าใจที่ผิดๆว่า “วิตามินซี ยิ่งแพง ยิ่งมีคุณภาพดี” แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณภาพของวิตามินซีนั้น ไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่จำนวนมิลลิกรัมของวิตามินซีว่า มีมากเพียงพอต่อความต้องการในการบำรุงผิวพรรณในหนึ่งวันหรือไม่ และมีโมเลกุลที่เล็กเพียงพอให้ร่างกายสามารถทำการดูดซึมได้หมด อย่างรวดเร็วหรือเปล่าต่างหาก ซึ่งสำหรับใครที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ อาหารเสริมวิตามินซีดีๆสักชิ้นที่มีราคาไม่แพง แถมยังมีคุณภาพทั้งสองสิ่งทีได้กล่าวถึงไปแล้วอย่างครบถ้วนอยู่ล่ะก็ มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมวิตามินซีชิ้นหนึ่ง ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้เป็นอย่างดี
Daily Vits วิตามินซี เคล็ดลับความงาม ที่มาพร้อมกับสุขภาพที่ดี 
         ผิวพรรณงดงามที่มาพร้อมกับสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่จำเป็นจะต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงเสมอไป ครั้งแรกกับเคล็ดลับความสมดุลความงามอย่างแห่งธรรมชาติ ในราคาแสนประหยัด กับที่สุดของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินซี Daily Vits  เคล็ดลับแห่งความงามอย่างสมบูรณ์ อุดมด้วยวิตามินซีจากธรรมชาติที่มีความเข้มข้นสูงมากถึง 1500 มิลลิกรัม ต่อเม็ด เรียกได้ว่าเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในการบำรุงผิวพรรณ และช่วยลดโอกาสโรคต่างๆได้อีกหลายชนิดเลยทีเดียว
         นอกจากนี้ วิตามินซีของ Daily Vits  ยังมีโมเลกุลที่เล็กมากจนร่างกายสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติสุดพิเศษในการบำรุงผิวพรรณให้สดใสงดงาม เสริมสร้างสุขภาพที่ดี และช่วยในการควบคุมลดน้ำหนัก ด้วยการกระตุ้น บำรุง ฟื้นฟู รักษา และเสริมสร้างระบบที่สำคัญต่างๆใน

 

คณะที่น่าเรียนของพวกเราเด็กศิลป์ภาษา

สำหรับเด็กศิลป์ภาษาที่ไม่รู้ว่าเราจะต่อคณะอะไรได้บ้าง วันนี้หม่อนก็ได้นำลิ้งเกี่ยวกับเด็กภาษามาให้นะคะ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับเด็กศิลป์ภาษาทุกคนนะคะ เราอย่าน้อยใจที่เราเป็นเด็กภาาานะ เด็กภาษาเข้าได้ตั้งหลายคณะ ลองตามมาดูกันเลย


1.tp://www.trueplookpanya.com/true/guidance_after_m6.php?cms_category_id=124

2.http://www.dek-d.com/admission/35237/

3.http://www.dek-d.com/board/view/1421846/

4.https://www.facebook.com/DekAdmission/posts/335419786543358

5.://www.jeban.com/viewtopic.php?t=164448

6.http://mathurosw.blogspot.com/2011/06/top-5.html

7.http://www.vcharkarn.com/vcafe/32224

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2558

เรียนฝรั่งเศสอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

เรียนฝรั่งเศสอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ


เรียนฝรั่งเศสอย่างไรให้สำเร็จเด็กมัธยมปลายจำนวนไม่น้อย ที่เลือกเรียนสายศิลป์ฝรั่งเศส (รวมถึงสายศิลป์ภาษาอื่นๆด้วย) มักเป็นเด็กไม่เก่ง คะแนนไม่ถึง ไม่ชอบเลข (แต่ก็ใช่ว่าจะชอบภาษาอังกฤษ!) ก็เลยมาลงเรียนไปงั้นๆ หรือที่ชาวบ้านเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ไม่มีที่ไปแล้วครับพี่น้อง!!”  ครูขอเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ค่านิยมทางความคิดของสังคมไทย”  ต่อไปนี้เราคงจะต้องเปลี่ยนความคิดซะใหม่แล้วนะ “เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน!!” การเรียนภาษาใด ภาษาหนึ่งโดยเฉพาะ ภาษาฝรั่งเศส ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการท่องสูตร ตีโจทย์แตก และนำไปประยุกษ์ใช้ หากแต่การ เรียนภาษาฝรั่งเศสที่ดีนั้น นอกจากจะเรียนตัวภาษาแล้ว ยังจะต้องเรียนรู้สังคม วัฒนธรรม และความคิดของคนฝรั่งเศสอีกด้วย การเรียนภาษา จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “การเรียน” แต่คือ “การเรียนรู้”  ดังนั้น การเรียนฝรั่งเศสจึงเปรียบเสมือนการเปิดโลกทัศน์ทางความคิด เปิดใจผู้เรียนให้เข้าไปเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา อีกทั้งยังสอนให้เรารู้จัก การเปิดใจยอมรับสิ่งที่แตกต่างอีกด้วย เมื่อเราเรียนรู้ภาษา สังคม และวัฒนธรรมฝรั่งเศสแล้วรู้ไหมว่าอะไรจะตามมา….ความรัก ความหลงไหลในสังคมและวันธรรมนั่นเอง สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดัน ให้เราเรียนได้อย่างมีความสุข เพราะฉะนั้น สิ่งแรกเลยที่ผู้เรียนภาษาจะต้องมี อย่างขาดไม่ได้ก็คือ “ความรัก” รักในภาษาฝรั่งเศส ภาษาที่เค้าว่ากันว่าเป็น “ภาษาที่เพราะที่สุดในโลก ^ ^ ”

รูปนักเรียนของคอร์ส ม.4 ม.5 และน้องๆม.6 ที่กำลังเตรียมสอบ PAT เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยอีกหนึ่งความคิดที่พบเห็นบ่อย ในสังคมคือ “คนเรียนภาษาต้องเก่ง” ครูขอค้านความคิดนี้อย่างสิ้นเชิง และขอแทนที่ด้วยประโยคที่ว่า “คนเรียนภาษาต้องขยัน” ถูกต้องแล้ว อ่านไม่ผิดหรอก คนเรียนฝรั่งเศส สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ต้องมีคือ “ความขยัน” ไม่ใช่เพียงแต่ขยันทบทวน ในสิ่งที่เรียนมา แต่ต้องขยันที่จะค้นขว้าหาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ เพราะการเรียนภาษา คือการเรียนรู้ที่ไม่มีจุดสิ้นสุด เนื่องจากภาษา เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา วันนี้พูดอย่างหนึ่ง อีกวัน ก็มีคำใหม่เพิ่มขึ้นอีกละ ดังนั้นอาศัยแค่ในตำราเรียน คงไม่เพียงพอ ดังเช่นคำของ ศ. ดร.สดชื่น ชัยประสาสน์ (อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญทางวรรณคดีฝรั่งเศส) ได้กล่าวไว้ว่า “สามวันจากภาษาฝรั่งเศสเป็นอื่น” ครูเห็นด้วยอย่างยิ่ง และไม่ใช่เพียงแต่ ภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเรียนรู้ในทุกภาษา เพราะภาษาก็เปรียบเสมือนมีด “ถ้าไม่รับมีดบ่อยๆก็ทื่อ ก็ขึ้นสนิม” จริงไหม

สิ่งสุดท้ายท้ายสุด ขาดไม่ได้เลยก็คือ “ความกล้าแสดงออก” เราเคยสังเกตกันไหมว่า ทำไม๊ ทำไม คนไทยเรียนภาษาอังกฤษกันตั้งแต่ประถม จบมัธยม ต่อมหาวิทยาลัย บางคนถึงพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สัก…ที สิ่งที่พวกเขาขาดคือ “ความกล้าแสดงออก” นั่นเอง ซึ่งจะต่างจากแม่ค้า แถบสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ที่ท่าเรือท่าช้าง ทราบกันไหมว่าแม่ค้าแถบนั้นพูดได้หลายภาษามาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น เกาหลีและอีกมากมาย ทำไมหละ ทำไมพวกเขาถึงสื่อสารภาษาเหล่านี้ได้ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไปเรียนมานะ แต่เพราะพวกเขากล้าที่จะพูด พูดเพื่ออาชีพ เพื่อความอยู่รอดของพวกเขาเอง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยจริงๆและสำคัญมาก ในการใช้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาฝรั่งเศสก็คือ ความกล้าที่จะพูด  “อย่ากลัวที่จะพูดผิด อย่าอายว่าสำเนียงไม่ได้เรื่อง” แต่จงกล้าที่จะใช้ภาษาฝรั่งเศส จงอย่าลืมว่าหน้าที่ของ “ภาษา” คือ เป็นเครื่องมือสื่อสารของคนในสังคม ดังนั้นเราต้องกล้าที่จะใช้มัน อย่าเป็นคนที่เก่งแต่ในตำรา ที่ทฤษฎีจ๋า แต่พอไปเจอชาวฝรั่งเศสตัวเป็นๆแล้วสื่อสารกันไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะเรียนไปทำแมวอะไร จริงไหม
 
 

รู้ภาษาฝรั่งเศสไปจะไปทำงานอะไร


คำถามนี้ครูหญิงพบเจอบ่อยมากจริงๆ ครูต้องขอทำความเข้าใจกับนักเรียนนิดนึงก่อนนะคะ เนื่องจากการเรียนภาษาที่ 3 โดยทั่วไปไม่ใช่การเรียนเพื่ออาชีพ แต่เป็นการเรียนเพื่อความสามารถพิเศษเพิ่มเติมจากสิ่งที่มีอยู่ค่ะ ดังนั้นการเรียนฝรั่งเศสจึงสามารถไปทำงานอะไรก็ตาม ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสในการสื่อสาร ซึ่งมีมากมายเหลือเกินในประเทศไทย ไม่อยากจะบอกเลยยว่าเงินเดือนดีมว๊ากกกด้วยนะคะ
ยกตัวอย่างเช่น
  1. นักการฑูตทำงานในสถาณฑูต หรือในกระทรวงต่างประเทศ หรืองานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  2. ล่าม อันนี้ไม่ต้องห่วงรับรองว่ารายได้นับเป็นรายชั่วโมงกันเลยทีเดียว
  3. นักแปล สำหรับอาชีพนี้หากไม่ชอบนั่งชิลๆอยู่กับบ้าน หรือว่าไม่ชอบโดนกดดันจาก บก. หนังสือให้รีบส่งต้นฉบับ อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับบางคน
  4. มัคคุเทศน์ (ไกด์) งานนี้กรี๊ดกันให้เต็มที่กับการเที่ยวไปพูดไป บางคนนี่ได้เที่ยวทั้งปี แต่บางทีคุณพ่อ คุณแม่อาจจะแอบห่วงได้ เพราะต้องไปค้างที่อื่น
  5. ดีไซน์เนอร์ เกี่ยวกับแฟชั่น ไม่มีนิยาม และไม่ต้องพูดถึง เงินดีสุดๆ (แต่หนูก็ต้องดีไซน์อะไรได้บ้างนะจ๊ะ ไม่ใช่พูดได้แต่ดีไซน์ไม่สวย งานนี้ก็ เอ่อ.... ช่วยไม่ได้นะ)
  6. เชฟ ทำอาหารหรือของหวาน (ตามโรงแรมและร้านอาหารดังๆ) ก่อนที่จะสมัครเป็นเชฟยังไงก็เอาอาหารมาทำครูชิมก่อนนะ จะได้รู้ว่าผ่านไม่ผ่าน วะฮ่าๆ
  7. ผู้พิพากษา อัยการ ทนาย ที่ปรึกษาทางกฎหมาย (ทางสถาณฑูตฝรั่งเศสมีให้ทุนทางด้านนี้)
  8. พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและภาคพื้นดิน (แอร์โฮสเตสและแอร์กราวนด์นั่นเอง ทางตะวันออกกลางเค้ากำลังต้องการคนค่ะ)
  9. ครูตามโรงเรียนและอาจารย์ตามมหาวิทยาลัย (ตอนนี้กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก)
  10. ติวเตอร์สอนภาษาฝรั่งเศส (เงินดี งานอิสระ)
  11. องค์กรนานาชาติ เช่น EU, UN, UNESSCO, OIC, ECHO,etc.
  12. องค์กรฝรั่งเศส เช่นสถาณฑูตฝรั่งเศส(มีประกาศรับพนักงานเรื่อยๆ) โรงเรียนนานาชาติฝรั่งเศส(เงินดีมากจริงๆ) สมาคมฝรั่งเศส(ทั้ง 4 สาขาทั่วประเทศไทย) สมาคมหอการค้าไทย-ฝรั่งเศส ฯลฯ
  13. บริษัทฝรั่งเศสเช่น Air France, Michelin, L’Oréal, Le Petit Journal, Carnet d’Asie,DEXTRA, EXXON,etc.
  14. บริษัททัวร์ มีทั้ง inbound และ outbound(บริษัททัวร์พวกนี้มีเยอะมากค่ะ และเค้าต้องการคนพูดภาษาฝรั่งเศสมากด้วยเพราะลูกค้าชาวฝรั่งเศสมักไม่ยอมใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารค่ะ)
  15. นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลปะ โบราณคดี (มีบทบาทและได้รับความนับถือมากในต่างประเทศนะคะ)
  16. ด้านการโรงแรม (พนักงานต้อนรับ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายบุคคลฯลฯ)
  17. เปิดบ้านรับนักท่องเที่ยว เดี๋ยวนี้มีคนทำแบบนี้มากขึ้นคือ ให้ที่พักและจัดทริปพาชาวฝรั่งเศสเที่ยวเอง คิดเป็นรายหัว (เงินดีและได้ฝึกภาษา แถมได้มิตรภาพเป็นของแถมด้วยนะคะ)
ข้อแนะนำ การเรียนภาษาฝรั่งเศสเพื่อการงานที่ดีและเงินดีนั้นจะต้องจริงจัง และควรสอบวัดระดับ DELF ประมาณระดับ B1 ขึ้นไป อาจจะไม่ต้องเก่งมากก็ได้ค่ะ แต่ต้องเป็นผู้มีความรับผิดชอบ สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถนำความรู้ภาษาฝรั่งเศสที่เรียนมาประกอบอาชีพที่ดี เงินเดือนดี สวัสดิการดี บริษัทมั่นคงได้อย่างสบายเลยค่ะ

5 วิธีฝึกภาษาอังกฤษ: อยากเก่งภาษาอังกฤษ จัดเทคนิคเรียนรู้และฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเอง

หนึ่งในคำถามที่ผมพบบ่อยที่สุดในชีวิตคืออยากเก่งภาษาอังกฤษมีวิธีฝึกอย่างไร ภาษาอังกฤษเป็น Life time learning หรือเรียนทั้งชีวิต ไม่มีทางลัด ไม่มีทางเร็ว มีแต่ทางเริ่ม ผมใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันมา 15 ปีคิดว่าเก่งที่สุดแล้ว แต่พอเข้าไปสัมผัสกับวงการนักแปลเมื่อสามปีก่อนรู้สึกตัวเองเป็นวัยรุ่นไปเลย มีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะ ตลอดเวลามีคำศัพท์จำนวนมากมายที่ผมไม่รู้ หลายๆประโยคที่เจอผมก็อ่านไม่เข้าใจ ภาษาอังกฤษเป็นศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ถ้ารู้อย่างนี้แล้วจงรีบเริ่มต้นให้เร็วที่สุด บทความนี้ผมจะพาลงรายละเอียดวิธีฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเองแบบเอาอยู่ จัดไป!

ทำไมคนถึงอยากเก่งภาษาอังกฤษ

ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางของโลก ใครรู้ภาษาอังกฤษก็สามารถลุยได้ทั่วโลก ทั้งการต่อยอดการศึกษา การทำงานและการทำการค้า
สำหรับในประเทศไทยเป็นที่รู้กันอยู่ว่าภาษาอังกฤษเพิ่มโอกาสการได้รับเข้าทำงาน เท่านั้นไม่พอ ความรู้ภาษาอังกฤษช่วยให้ได้งานดีเงินเดือนสูง งานฝ่ายขายต่างประเทศ งานจัดซื้อต่างประเทศ งานเหล่านี้เงินเดือนเริ่มต้นที่ 20,000-50,000 บาททั้งสิ้น ส่วนการค้า ใครได้ภาษาค้าขายกับฝรั่ง ทำส่งออก หรือทำ eBay, Amazon, Alibaba ฯลฯ ร่ำรวยกันไป หรือถ้าจะทำงานบริการก็รับจ้าง รับเขียน รับแปล งานกับฝรั่งก็ได้เงินเยอะมาก ยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงที่พบเห็นและประสบเอง
  • งานรับเขียนบทความภาษาอังกฤษลง Blog: ในบ้านเราค่าบทความละ 50-200 บาท ต่างประเทศรับเขียนบทความละ 500-1500 บาท
  • งานรับแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย: ในบ้านเราค่าแปลหน้าละ 200-300 บาท ต่างประเทศค่าแปลหน้าละ 400-800 บาท
  • งานประจำตำแหน่งจัดซื้อในประเทศ เงินเดือน 10,000-15,000 บาท จัดซื้อต่างประเทศเงินเดือน 20,000-35,000 บาท
เหล่านี้นี่คือสิทธิประโยชน์ทางโลกของคนเก่งภาษา

ทำไมการท่องจำภาษาอังกฤษไม่เวิร์ค

สิ่งแรกที่ผมขอบอกเลยคือ อย่าพยายามท่องจำ
เพราะการท่องจำไม่ช่วยให้คุณเก่งภาษาอังกฤษ ท่องเท่าไรก็ลืมเท่านั้น วิธีพัฒนาความสามารถด้านภาษาอังกฤษเกิดได้ทางเดียวคือใช้งานจริงเยอะๆ ส่วนการอ่านหนังสือ การฟังบทสนทนา เป็นการพัฒนาความรู้และความเข้าใจและลับคมด้านภาษาไม่ให้สึกหรอ
สมองของคนมีกำลังในการจดจำที่จำกัด สมมุตสมองจำได้ 10 หน่วย วันนี้คุณท่องจำ 10 คำ พรุ่งนี้ท่องจำอีก 10 คำ ตัวทีท่องเมื่อวานก็ลืมแล้ว หากผ่านไป 1-2 เดือนไม่ได้ใช้งานก็ลืมหมดเกลี้ยง แต่การใช้งานจริงเช่นการสื่อสาร สนทนา พูดคุย เหล่านี้เรียกว่าประสบการณ์ ประสบการณ์จะบันทึกลงไปในจิตใต้สำนึกซึ่งมีศักยภาพสูงกว่าสามัญสำนึก นั่นจึงเป็นเหตุให้คุณจำคำศัพท์และประโยคได้ กล่าวคือไม่ได้จำจากความจำระดับสมอง แต่จำจากประสบการณ์ในจิตใต้สำนึก

5 วิธีฝึกภาษาอังกฤษสำหรับคนอยากเก่งภาษาอังกฤษ

1. เรียนพิเศษ:
การเรียนพิเศษเป็นสิ่งจำเป็นมาก คุณต้องการครูเพื่อปูพื้นฐานและแนะแนวการเรียน การเรียนพิเศษก่อให้เกิดการได้ใช้งานจริงคือการทำงานเขียน ทำแบบทดสอบ การสนทนากับเพื่อนและครู และต่อยอดไปสู่การสร้างสังคมคือมีเพื่อนในที่เรียน ถ้าต้องการการสนทนาเยอะอย่างเป็นธรรมชาติให้เรียนกับครูฝรั่ง ใช้คอร์สพื้นฐาน เน้นพูดเยอะ ช่วยได้ ยิ่งพูดเยอะ ยิ่งเป็นเร็ว สุดท้ายไม่ต้องไปนั่งท่องอะไรเลย โดยเฉพาะกิริยาช่อง 1 ช่อง 2 ช่อง 3 อะไรพวกนั้น ท่องไปเถอะครับ ท่องไปก็ใช้ไม่เป็น แต่ถ้าได้พูดกับฝรั่งบ่อยๆ เป็นเลย
2. มีกลุ่มเพื่อนที่พูดภาษาอังกฤษ:
ไม่จำเป็นต้องเป็นฝรั่งทั้งหมด มาเลย์เซีย เกาหลี ไต้หวัน อะไรก็ได้ คุณจะพบกลุ่มเหล่านี้ได้จากที่เรียนพิเศษ ก็สานสัมพันธ์กันไป ผมเองครั้งหนึ่งก็มีเพื่อนร่วมคอนโดเป็นชาติแถบเอเชียและแขกขาวที่พูดอังกฤษทั้งหมด แล้วผมก็ไปสนิทกับพวกเขา ไปเที่ยวกันในวันหยุด อยู่ด้วยกันทั้งวัน ไปทำกิจกรรมที่โบสถ์ ผมได้พูดภาษาอังกฤษเยอะมากและช่วยผลักดันศักยภาพทางภาษาอย่างมากมายมหาศาล
3. มีตำราประจำตัว:
ภาษาอังกฤษสำคัญที่โครงสร้างประโยค คือถ้าคุณรู้โครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษซึ่งมันมีอยู่ไม่กี่อย่าง อาทิ
I do… /I do not… /I can… /I cannot… /I want… /I will… ฯลฯ แล้วตามด้วยคำศัพท์ คำกิริยา ฯลฯ เหล่านี้คือการสร้างโครงสร้างประโยค ถ้าคุณผสมโครงสร้างประโยคได้ ก็จบแล้วครับภาษาอังกฤษ ที่เหลือเป็นเรื่องของการเอาคำศัพท์มาปะติดปะต่อและการเลือกใช้ Tense ซึ่งความท้าทายของภาษาคือ Tense ซึ่งในภาษาอังกฤษแยก ปัจจุบัน อดีต อนาคต แบ่งเป็นอย่างต่ำ 6 tense และคำกิริยาก็ดันแยกออกเป็นสามตามแต่ละ tense:
  • Simple present: Sun goes up every morning.
  • Simple past: Sun went down at 6PM yesterday.
  • Future: Sun will go up 5AM in summer.
  • Present continuous: I am going to the shop in the afternoon.
  • Past continuous: I was going to the shop when you called.
  • Future continuous: I will be going to shop this time tomorrow
  • Present perfect: I have gone out already.
  • Past perfect: I had gone out by the time you came back yesterday.
  • Future perfect: I will have gone out by the time you come back tomorrow.
ถามว่างงไหม… ตอบตรงๆ ผมโครตงงเลย ไม่รู้อะไรเป็นอะไร นี่คือเบาะๆ แค่ได้แค่นี้ก็ครอบคลุมการสร้างประโยคได้มากแล้ว เรื่องพวกนี้คุณไม่ต้องไปท่องมาก อย่างที่บอกยิ่งท่องยิ่งลืม ให้หาโอกาสเรียนสด พูดสด เขียนสด จะช่วยได้ พอได้พูด ได้ยิน ได้ฟังแล้วให้หันกลับมาหาตำราเพื่อกระชับทักษะให้แม่นขึ้น ตำราจะช่วยให้คุณเข้าใจว่าทำไมคุณถึงต้องพูดแบบนั้น และถ้าคุณจะพูดแบบนี้ต้องผสม tense แบบไหนถึงจะถูกต้องจริงๆ ผมแนะนำตำราสองอัน
SIDE by SIDE Student BookSide by Side Student Book by Steven J. Molinsky: เป็นตำราเรียนภาษาที่ไม่หนามาก ทำเป็นภาพการ์ตูนไล่เรียงการใช้ tense ที่ผมบอกไปอย่างเรียบง่ายผมอ่านตำรานี้เอาอยู่เลย เพราะมันช่วยให้ผมเข้าใจหลักการใช้ tense ที่ถูกต้อง กล่าวคือผมมีพื้นฐานการสร้างประโยคการพูดมาแล้ว พอมาเรียน tense มันจะไปไว เป็นการตัดแต่งความรู้รั่วๆให้มันเป็นระเบียบขึ้น หนังสือชุดนี้มีหลายเวอร์ชั่น ตอนนี้ผมไม่รู้แล้วว่าเวอร์ชั่นไหนเป็นเวอร์ชั่นไหน แต่เล่มเดิมที่ผมอ่านมันเป็น Student Book ปกเขียวตามรูป ผมซื้อไว้นานเป็นสิบปีที่ Kinokuniya สาขา The Emporium ตอนนี้คงต้องไปหาใน Amazon กันเอง
Practical English Usage
Michael Swan’s Practical English Usage: อันนี้คือโครตของโครตการใช้ไวยากรณ์ (Gramma) สำหรับเซียนภาษาที่คล่องภาษาแล้วและต้องการตรวจสอบการใช้งานไวยากรณ์บางรายการที่ไม่แน่ใจ หนังสือเล่มนี้แยกหมวดหมู่ไวยากรณ์ในภาษาอังกฤษอย่างดีมาก มีประโยชน์สุดๆและแนะนำให้เป็นตำราภาษาอังกฤษสามัญประจำบ้าน เล่มนี้ผมซื้อไว้เป็นสิบปีเหมือนกัน ที่ Kinokuniya สาขา The Emporium
4. ฝึกฟังภาษาอังกฤษผ่าน Youtube และ Pod Cast:
ผมใช้บ่อยคือการเปิด Youtube พวกการพูดอย่าง TED Talk และ Pod Cast ที่ Blogger ฝรั่งชอบบันทึกแล้วนำไปเผยแพร่บัน Blog การฟังเป็นการฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะต้องใช้สติและสมาธิสูง ข้อมูลจะเข้าหัวได้ดีกว่าการฟังจากการดูหนังฝรั่ง
ปัญหาของภาพยนตร์ฝรั่งแบบอเมริกันคือภาษาอังกฤษแบบอเมริกันพูดเร็ว เป็นภาษาแสลงและภาษาโจ๋ๆที่เข้าใจยาก ผมดูหนังฝรั่งอเมริกันไม่เคยเข้าใจอะไรที่มันพูดเลย 
แต่ถ้าเป็นภาพยนตร์อังกฤษอันนี้มีความเป็นภาษาที่ฟังออกและเข้าใจง่ายมากกว่าเยอะ ที่ผ่านมาคนมักแนะนำให้ดูหนังฝรั่งเพื่อฝึกภาษา แต่ผมขอแนะนำไปโหลด talk show ของนักพูดใน Youtube ดีกว่าเพราะคนเหล่านี้มีภาษาพูดที่ถูกต้องและชัดเจนมากกว่าเยอะ คุณสามารถทดสอบความแตกต่างได้โดยการเข้า Youtube ไปดู clip หนังฝรั่งอเมริกันแล้วลองไปดู clip สอนการพูดโดย Roger Love จะเห็นว่าแตกต่างกันมากในเรื่องของความชัดเจนของภาษา
5. อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ:
การอ่านเป็นการฝึก พัฒนา และลับคมความรู้ภาษาอังกฤษในระยะยาวได้เป็นอย่างดี คุณสามารถเลือกอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้มากมายตามใจชอบ สนใจเรื่องใดอ่านเรื่องนั้น เรื่องที่คุณสนใจจะเป็นแรงผลักดันให้อยากอ่านอยากศึกษา ส่วนข้อแนะนำในการอ่านหนังสือคือหลีกเลี่ยงหนังสือที่เป็นวิชาการมากเกินไป เพราะหนังสือเหล่านี้เป็นเนื้อหาหนัก เขียนโดยนักวิชาการ ด็อกเตอร์ และผู้มีความรู้สูง ซึ่งปัญหาของคนมีความรู้สูงมากเกินไปคือถ่ายทอดภาษาที่เข้าใจอยู่คนเดียว คุณควรเลือกอ่านหนังสือที่เขียนโดยคนทั่วไปทีอยากแชร์ประสบการณ์และความรู้ของตัวเอง คนทั่วไปเหล่านี้เขียนด้วยภาษาง่ายๆเหมือนผมและคุณ อ่านง่าย เข้าถึงง่าย ช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาได้เร็วเพราะไม่เครียดในความเป็นวิชาการอันซับซ้อน
นี่คือ 5 วิธีฝึกภาษาอังกฤษสำหรับคนอยากเก่งภาษาอังกฤษ ที่ต้องทำสม่ำเสมอทุกวันอย่าหยุด ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาแม้ผมทำงานที่ใช้ภาษาแต่ก็ไม่หยุดฝึก ผมอ่าน Blog ฝรั่ง ฟัง Youtube Talk show และฟัง Podcast และอ่านหนังสือต่างประเทศ อ่านสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง บางเล่มซื้อมาอ่านไม่รู้เรื่องทั้งเล่มก็มี ประสบการณ์หลากหลายกับการฝึกภาษา แต่อย่าลืมว่านี่คือ Life time learning เรียนแล้วหาโอกาสใช้งานด้วย ประสบการณ์สำคัญที่สุดครับ

10 เทคนิควิธีพูดอังกฤษให้ไหลลื่น..สำเนียงเลิศ

10 เทคนิควิธีพูดอังกฤษให้ไหลลื่น..สำเนียงเลิศ
        “อยากพูดอังกฤษให้เก่งต้องหัดพูด" แต่จะหัดพูดอย่างไรให้ได้ผล? หลายคนยังหาคำตอบไม่เจอว่าที่ผ่านมาฝึกกันอย่างถูกวิธีหรือยัง เพราะส่วนใหญ่คนที่พูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง มักประสบปัญหาคล้ายๆ กัน คือ เวลาที่ฝรั่งถามมา จะตอบได้แค่เพียงประโยคสั้นๆ อยากพูดยาวๆ แต่ก็พูดไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าภาษาไทยต้องตอบยังไง อยากจะพูดใจแทบขาด แต่ก็ตอบได้แบบตะกุก..ตะกัก ถามคำตอบคำ มันทำให้เราขาดความมั่นใจ ทั้งที่เราเก่งศัพท์ ท่องหลักไวยากรณ์มาแล้วเป็นเวลาหลายสิบปี แต่ก็ยังพูดไม่ได้อยู่ดีต้องทำยังไง? วันนี้ Life on campus มีสูตรเด็ดเคล็ดไม่ลับพูดอังกฤษอย่างไรให้ไฟแลบมาฝาก ไม่ต้องอ่า..ไม่ต้องเอ่อ..กันให้เสียเวลาไปฝึกพร้อมๆ กันเลย
      
       1. อย่ากลัวความผิดพลาดและกังวลกับหลักไวยากรณ์มากเกินไป
      
        ปัญหาใหญ่สำหรับคนที่กำลังหัดพูดภาษาอังกฤษ ที่ฝรั่งมักจะเรียกว่าเป็นอาการ “mental blocks” คือมีบางสิ่งในจิตใจที่ขัดขวางทำให้ไม่สามารถเข้าใจหรือทำอะไรบางอย่างได้ กลัวว่าจะพูดผิด อายถ้าพูดประโยคภาษาอังกฤษได้ไม่สมบูรณ์แบบและไม่ถูกต้องเป๊ะๆ ตามหลักไวยากรณ์ ที่ท่องกันเป็นนกแก้วนกขุนทอง ความกังวลเหล่านั้นจะทำให้คุณรู้สึกอึดอัดและพูดไม่ได้สักที จำเอาไว้ว่า “การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าความสมบูรณ์แบบ”
       
        ลองนึกภาพ คนๆ หนึ่งพูดว่า “Yesterday I go to party in beach.” ซึ่งประโยคนี้ผิดหลักไวยากรณ์แน่ๆ ที่ถูกต้องคือ “Yesterday I went to a party on the beach.” แต่ทั้งสองประโยคกลับสื่อสารได้ความเดียวกันว่า “เมื่อวานฉันไปปาร์ตี้ที่ชายหาดมา” ความผิดพลาดไม่ใช่สิ่งร้ายแรง ก็แค่ลองใหม่แก้ไขไปเรื่อยๆ หายใจเข้าลึกๆ อย่าอายถ้ามันจะผิดพลาดหรือไม่ถูกหลักไวยากรณ์นัก เพราะการสื่อสารให้เข้าใจกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดจำไว้
      
       2. เริ่มต้นจากการฟัง
      
        อยากพูดภาษาอังกฤษให้คล่องเราต้องเริ่มฟังกันก่อน ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนาภาษาอังกฤษ หรือจะดูหนัง ฟังเพลง เลือกแบบที่เราชอบได้เลย สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษเลยควรเริ่มจากการฟังบทสนทนาง่ายๆ ก่อน จะช่วยให้เราคุ้นเคยกับสำเนียงของเจ้าของภาษา และยังได้เรียนรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ในการพูดทั่วๆ ไปด้วย ต่างจากการดูหนัง หรือฟังเพลงภาษาอังกฤษ เพราะอาจจะมีการใช้คำยากๆ ซึ่งสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานมาดีพอ แทนที่จะได้ฝึกการฟังกลับต้องมาคอยเปิด Dictionary ตีความหมายแทน
      
        เคล็ดลับในการฟังให้ได้ผลก็คือ “ฟังอย่างเข้าใจ และฟังอย่างต่อเนื่อง” เข้าใจคือเลือกฟังอะไรที่ง่ายไม่ยากเกินไป อย่างเช่น ข่าวภาษาอังกฤษที่ทั้งยากและเร็ว ฟังกี่ปีกี่ชาติก็ไม่มีวันเข้าใจ ฟังมากแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไร ดังนั้นเลือกง่ายๆ เข้าไว้แล้วค่อยพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จะดีกว่า และฟังอย่างต่อเนื่อง วันละ 1-2 ชั่วโมง สามารถแบ่งเป็นเช้า 20 นาที เที่ยง 20 นาที และเย็นอีก 20 นาที ก็ได้ ตามสะดวกแต่เน้นว่าต้องฟังทุกวัน ห้ามวันเว้นวันโดยเด็ดขาด แล้วคุณจะเห็นผลที่ตามมาในมีกี่สัปดาห์ คอนเฟิร์ม!!!
      
       3. ฟังแล้วตอบ
      
        การฟังเพื่อให้เราเข้าใจภาษาอังกฤษได้มีประสิทธิภาพและสามารถโต้ตอบได้ ไม่ใช่ฟังซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง เพื่อให้จำเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการ “ฟังและตอบคำถาม” ในขั้นตอนแรกของการฝึกพูดภาษาอังกฤษให้ดี นั่นคือ การฟังจากบทสนทนาภาษาอังกฤษง่ายๆ เมื่อเราฟังแล้ว ลอง “Pause” ในช่วงของคำตอบ แล้วฝึกตอบอย่างรวดเร็ว จากคำถามที่เราฟัง ฝึกให้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องคิด ภาษาอังกฤษของคุณก็จะกลายเป็นระบบอัตโนมัติไปโดยปริยาย หรือลองฝึกด้วยการหาติวเตอร์ชาวต่างชาติมาช่วยเล่าเรื่องราวสักหนึ่งเรื่อง เริ่มจากง่ายๆ ก่อน เมื่อเล่าจบให้เขาลองถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่เล่าให้ฟัง จะทำให้คุณคิดคำตอบได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง
      
       4. เรียนรู้เป็นภาพ ไม่ใช่ตัวอักษร
      
        ก่อนที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ต้องมีการซ้อม การเตรียมความพร้อม ต้องถามตัวเองก่อนว่ามีคลังคำศัพท์มากพอหรือยัง? เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราไม่สามารถสื่อสารหรือพูดภาษาอังกฤษได้นั้นเพราะเราไม่รู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเลยไม่รู้ว่าจะตอบฝรั่งชาวต่างชาติได้อย่างไร ท่องจำกันตั้งแต่เล็กจนโตก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ถึงเวลาจริงก็นึกไม่ออกไม่รู้จะหยิบคำไหนมาใช้ ดังนั้น ต่อไปนี้เราต้องมาเรียนรู้และจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษในรูปแบบใหม่ “เลิกท่องศัพท์ ถ้าอยากพูดภาษาอังกฤษได้”เอ๊ะ...ยังไง!!!
      
        ต้องเลิกท่องคำศัพท์เป็นคำๆ ท่อง 1,000 คำ ก็จำไม่ได้เชื่อเถอะ ลองหันมาใช้วิธีการเรียนรู้คำศัพท์เป็นภาพ และเรื่องราวแทนการจดคำศัพท์เป็นลิสต์ยาวๆ พร้อมคำแปล แล้วนั่งท่องนอนท่อง วิธีนั้นลืมไปได้เลย ลองเปลี่ยนมาเป็นการเรียนรู้คำศัพท์แบบเป็นวลี ไม่จำเป็นคำๆ เวลาที่เจอคำศัพท์ใหม่ๆ ให้จดลงในสมุดโน้ต พร้อมกับวลีสั้นๆ จะทำให้การพูดและหลักไวยากรณ์ของคุณดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
10 เทคนิควิธีพูดอังกฤษให้ไหลลื่น..สำเนียงเลิศ
        5. หยุดท่องหลักไวยากรณ์
       
        เด็กไทยส่วนเริ่มเรียนภาษาอังกฤษมาพร้อมๆ กับการเริ่มท่องกฎไวยากรณ์ “S. + V.to be + V.เติม ing” เป็น Present Continuous Tense ท่องๆ ไปเรื่อยๆ พร้อมกับคำศัพท์รูปกริยาที่เปลี่ยน ช่อง 1, 2, 3 ถ้าเริ่มต้นด้วยวิธีท่องหลักไวยากรณ์แล้ว 60 เปอร์เซนต์ จะคุยกับฝรั่งไม่ได้เลย อีก 30 เปอร์เซนต์ จะแค่พอพูดได้แบบตะกุกตะกัก ซึ่งมีเพียง 10 เปอร์เซนต์เท่านั้น ที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว สำเนียงเป๊ะ เด็กอเมริกันแท้ๆ ไม่เคยต้องเรียน Grammar จนกระทั่งถึงมัธยม บางคนเพิ่งมาเริ่มเรียน Present Tense ตอนอายุ 15-16 ปีแล้ว ด้วยซ้ำ
      
        ถ้าจะฝึกพูดภาษาอังกฤษให้ได้ต้องหยุดท่องหลักไวยากรณ์ เพราะนั่นเป็นวิธีที่ผิด เด็กๆ ชาวต่างชาติจะพูดภาษาอังกฤษจากการเรียนรู้เองโดยธรรมชาติ จากการฟัง สังเกตและเลียนเสียงพูดจนคล่องก่อนจะเริ่มเรียนหลักไวยากรณ์ เหมือนเด็กไทยที่เรียนรู้และพูดคำว่า “แม่” จากการฟังและฝึกออกเสียง แล้วค่อยมาเรียนรู้วิธีการผสมคำในภายหลังนั่นเอง จริงๆ แล้วก็ใช้หลักในการเรียนรู้ภาษาเหมือนกันทั่วโลก 
      
       6. เรียนรู้แบบช้าๆ แต่ลึกซึ้ง
      
        เคล็ดลับที่จะทำให้คุณพูดภาษาอังกฤษได้อย่างง่ายดายนั่นก็คือ การเรียนรู้ทุกคำ และทุกวลีอย่างลึก (Deeply) ไม่ใช่แค่เรียนรู้ความหมาย ไม่ใช่แค่จำเพื่อไปทำข้อสอบ แต่คุณจะต้องเรียนรู้มันอย่างลึกซึ้ง ลึกลงไปในสมอง การพูดภาษาอังกฤษให้ได้ง่ายคุณต้องทำซ้ำหลายๆ ครั้ง ในแต่ละบทเรียน ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีหนังสือบทสนทนาภาษาอังกฤษ 1 เล่ม ในบทแรกให้ฟัง 30 ครั้ง ก่อนที่จะผ่านไปบทที่ 2 โดยสามารถแบ่งเป็น 3 ครั้งในแต่ละวัน ให้ทำแบบนี้ไปจนครบ 10 วัน ต่อหนึ่งบท อย่าเพิ่งท้อ ท่องไว้ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ฟังจนฝังลึกลงไปในสมอง ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไปขอเพียงตั้งใจจริง
      
       7. อย่าแปลเป็นไทย
      
        สาเหตุที่คนไทยส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้แม้ว่าอาจจะฟังออกก็ถาม นั่นก็คือ การแปลประโยคต่างๆ เป็นภาษาไทยก่อนตอบ ซึ่งการพูดได้อย่างเป็นอัตโนมัติคือ ฟัง-คิด-พูด ต้องเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยไม่มีการแปลเป็นไทยในหัว เพราะฉะนั้น เราควรพยายามแปลเป็นไทยให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ระบบที่คนไทยส่วนใหญ่คิดคือ ฟังภาษาอังกฤษเข้าหูปุ๊บมาแปลเป็นไทย คิดคำตอบภาษาไทย แล้วแปลตอบออกไปเป็นภาษาอังกฤษอีกที ซึ่งกว่าจะหลุดคำตอบออกมาได้ต้องผ่านขั้นตอนหลายอย่าง ผลคือพูดออกมาแบบตะกุกตะกัก ไม่ไหลลื่นและเป็นธรรมชาติ วิธีการเรียนภาษาที่ถูกต้องก็คือ ต้องพยายามแปลให้น้อยที่สุดหรือไม่แปลเลยได้ยิ่งดี เน้นความเข้าใจความหมายเป็นภาพของมันจริงๆ 
10 เทคนิควิธีพูดอังกฤษให้ไหลลื่น..สำเนียงเลิศ
        8. เรียนรู้ที่จะคิดให้เป็นภาษาอังกฤษ
       
        หนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณพูดภาษาอังกฤษได้นั่นก็คือ “การคิดให้เป็นภาษาอังกฤษ” อีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดที่ในการเรียนรู้ และจะทำให้คุณพูดได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องอายถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้นมา เพราะไม่มีใครรู้!!!! โดยคุณสามารถทำตามกระบวนการและขั้นตอนได้ ดังนี้ 
        
       Level 1 : คิดคำศัพท์ภาษาอังกฤษในแต่ละวันของคุณ 
      
       เมื่อคุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้าให้คิดคำศัพท์ขึ้นมา 1 ชุด เช่น
      
        bed, toothbrush, bathroom, eat, banana, coffee, clothes, shoes 
      
       หรือถ้าคุณกำลังนั่งทำงานอยู่ก็คิดถึงคำศัพท์ขึ้นมาอีก 1 ชุด 
      
       car, job, company, desk, computer, paper, pencil, colleague, boss 
      
       Level 2 : ลองเอาคำศัพท์มาแต่งให้เป็นประโยค 
      
       เมื่อคุณกำลังนั่งกินอาหารกลางวันอยู่ คิด…
      
       • I’m eating a sandwich.
       • My friend is drinking soda.
       • This restaurant is very good.
      
       ขณะที่คุณกำลังนั่งดูทีวีอยู่ คิด…
      
       • That actress is beautiful.
       • The journalist has black hair.
       • He’s talking about politics.
      
       Level 3 : สุดท้ายจินตนาการประโยคภาษาอังกฤษทั้งหมดให้เป็นเรื่องราวขึ้นมาในหัวของคุณ โดยให้คิดเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เช่นในขณะที่คุณออกกำลังกาย หรือกำลังรอรถไฟฟ้า รถเมล์ ให้ลองนึกบรรยายเหตุการณ์ต่างๆ บอกเล่าเรื่องราวในหัวคุณให้เป็นภาษาอังกฤษ คุณจะรู้สึกผ่อนคลาย เพราะนี่เป็นเพียงความคิด ยังไม่ได้พูดจริงๆ 
      
       9. พูดด้วยคำศัพท์ที่แตกต่าง ดูดีมีความคิดสร้างสรรค์
      
        สองอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้การพูดภาษาอังกฤษดูไม่คล่องแคล่วมั่นใจ นั่นก็คือ “ไม่รู้ศัพท์ และ การหยุดหรือลังเล” ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มักมาพร้อมกันเสมอ หลายครั้งที่คุณพูดภาษาอังกฤษแต่นึกคำศัพท์ไม่ออก นั่นก็เป็นอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้เราพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เออๆ อ่าๆ...เพราะมัวแต่คิดถึงคำศัพท์ที่เคยท่องไว้ คราวนี้เราลองมาเปลี่ยนวิธีใหม่ ถ้านึกไม่ออกก็ไม่เป็นไร ลองหาคำอื่นมาอธิบายขยายความเอาก็ได้ 
      
        ถ้าคุณจะบอกว่า “หัวหอม” ภาษาอังกฤษคือ “onion” แต่นึกคำศัพท์ไม่ออกก็ให้อธิบายไปว่า “the white vegetable that when you cut it you cry” นี่เป็นคำบรรยายที่เข้าใจได้ ว่าสิ่งที่คุณกำลังจะสื่อสารหมายถึงอะไร รวมไปถึงคำศัพท์อื่นๆ ที่จะใช้แทนกันได้ในภาษาอังกฤษ เช่น การกล่าวทักทาย ที่นอกจาก “hello” แล้วมีคำว่าอะไรบ้าง หรือการกล่าวลา วลีของการล่ำลาในภาษาอังกฤษนั้นก็มีมากมายหลายสถานการณ์ด้วยกัน 
      
       10. ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
      
        เปลี่ยนสภาพแวดล้อมของคุณให้เต็มไปด้วยภาษาอังกฤษ ถือเป็นการฝึกฝนไปในตัว แต่ถ้าจะให้ง่ายและรวดเร็วที่สุดนั่นก็คือ “พยายามหาเพื่อนที่เป็นชาวต่างชาติ” นอกจากจะได้เพื่อนแล้ว เรายังได้ฝึกภาษาด้วย ที่สำคัญเพื่อนชาวต่างชาตินี่แหละที่จะช่วยคุณแก้ไขคำผิด ทั้งคำศัพท์ รูปประโยคและหลักไวยากรณ์ต่างๆ ให้คุณได้ พยายามหาเพื่อนฝรั่งคุยแชทบ้าง คุย Skype บ้าง เพื่อเป็นการฝึกภาษาและฟังสำเนียงที่ถูกต้องนั่นเอง
      
        แนะนำให้ใช้ภาษาอังกฤษทุกวันๆ ละ 10 นาที และจะดีมากๆ ถ้าคุณใช้ภาษาอังกฤษมากกว่า 1 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ แม้ว่าคุณจะไม่ได้อยู่ในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ แต่ก็ยังมีวิธีอีกมากมายที่จะทำให้ภาษาอังกฤษมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของคุณ เช่น ฟังภาษาอังกฤษในขณะที่คุณกำลังขับรถไปทำงาน, อ่านข่าวหรือฟังข่าวออนไลน์เป็นภาษาอังกฤษแทนภาษาไทย, ฝึกการคิดเป็นภาษาอังกฤษในขณะที่คุณกำลังทำงานบ้านหรือออกกำลังกาย, อ่านบทความ ฟังพอดคาสต์ หรือดูวิดีโอภาษาอังกฤษในแบบที่คุณชอบ เป็นต้น
      
       ที่มา : 
       www.espressoenglish.net/how-to-speak-fluent-english-top-10-tips
       www.mindenglish.net